ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 578 เอาชนะใจ
หลินเมิ้งหยาเป็นคนตรงไปตรงมา ในเมื่อเป็นความสัมพันธ์แบบมีประโยชน์ร่วมกัน เช่นนั้นนางย่อมเอ่ยออกมาอย่างเถรตรง
เซียวยี่ซินที่ได้ยินถึงกับชะงัก เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงมีความกล้าหาญเหมือนผู้ชายสกุลหลินเช่นนี้นะ ?
เขายังคงมองหลินเมิ้งหยาเป็นเด็กน้อยน่ารักเสมอ แต่ใครจะคิดเล่าว่านางจะมีมุมที่เขาไม่เคยรู้จักและฉลาดเฉลียวเช่นนี้
“ข้าเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์เท่านั้น แต่หากพระชายาประสงค์สิ่งใด เช่นนั้นข้าพร้อมรับใช้ด้วยความเต็มใจพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเมิ้งหยาได้ยินดังนั้น มุมปากจึงยกขึ้น
อันที่จริงเซียวยี่ซินเป็นคนมากความสามารถ เมื่อก่อนเขาและท่านพี่ล้วนเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่ทุกคนในเมืองหลวงต่างรู้จัก
แต่แม้เซียวยี่ซินจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทว่าเขายังคงมีความหยิ่งทะนงตนดั่งเช่นคุณชายสูงศักดิ์คนหนึ่งพึงมี
แต่เพราะถูกพิษเถียเจียกู่ ดังนั้นอนาคตของเขาจึงมืดมน
แต่เกรงว่าภายภาคหน้าเขาจะต้องมีอำนาจไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
หากดึงตัวเขาไว้เป็นฝ่ายตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ก็นับว่ามีกำลังเสริมทัพครั้งใหญ่
“พี่ยี่ซินอย่าเอ่ยกับข้าอย่างเกรงใจเช่นนี้เลย พวกเราเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ในใจของข้า ท่านไม่ต่างอันใดจากพี่ชายแท้ๆ อันที่จริงข้าไตร่ตรองเรื่องหนึ่งอยู่นานแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่ข้าควรบอกท่าน ท่านลุงเซียว…..”
ยังไม่ทันพูดจบ สีหน้าของเซียวยี่ซินพลันเปลี่ยนไป
สายตาร้อนใจอยู่หลายส่วน สมองพลันนึกภาพเลวร้าย
“ท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ท่านลุงเซียวมิได้เป็นอะไร เพียงแต่คราวก่อนที่ท่านพ่อข้ากลับมา ท่านได้ส่งคนไปหาท่านลุง แต่ได้ยินมาว่าท่านลุงล้มป่วย ท่านพ่อจึงส่งหมอที่ดีที่สุดของเมืองหลวงไปรักษา แต่ท่านลุงเซียวมีอาการเจ็บป่วยทางใจ นับตั้งแต่วันที่ท่านหายตัวไป ท่านลุงเซียวล้มป่วยจากการทำงานหนัก ร่างกายมิแข็งแรงเหมือนก่อนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นญาติพี่น้องของท่านยังไม่ได้ความ เมื่อหลายเดือนก่อนเคยทะเลาะกันเรื่องผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล แม้แต่ทางฝั่งบุตรสาวเองก็ทะเลาะตบตีกันจนกลายเป็นที่โจษจัน ตอนนี้ท่านพี่ข้ากลับมายังเมืองหลวงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังไปเยี่ยมท่านลุงอยู่บ่อยครั้ง เรื่องทั้งหมดจึงสงบลงไปบ้าง แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าสักวันหนึ่งท่านลุงเซียวจะต้องโมโหเจียนตายอย่างแน่นอน”
หลินเมิ้งหยาอธิบายพลางลอบสังเกตสีหน้าของเซียวยี่ซิน
เขาเป็นบุตรชายคนโต ดังนั้นย่อมรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อวงศ์ตระกูล
ก่อนนี้จากมาโดยไม่ได้ร่ำลา ด้วยเกรงว่าตนเองที่เปลี่ยนไปจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าความเห็นแก่ตัวของตนเองจะทำให้ท่านพ่ออันเป็นที่รักต้องทุกข์ระทมขมขื่นถึงเพียงนี้
“เจ้าพวกคนไม่ได้เรื่องนั่น ! สกุลเซียวสั่งสมชื่อเสียงมานานกว่าร้อยปี สักวันหนึ่งคงถูกทำลายด้วยน้ำมือของพวกเขา !”
มือกำหมัดแน่น สีหน้าของเซียวยี่ซินเผยความเคียดแค้นระคนเดือดดาล
หลินเมิ้งหยารู้ว่าคำพูดของตนเองเพียงพอสำหรับการกระตุ้นเซียวยี่ซินแล้ว
แต่เขาจะมีความกล้าหาญพอที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับวงศ์ตระกูลของตัวเองหรือไม่นั่นคงขึ้นอยู่กับเขาแล้ว
“ยังมีอีกเรื่องที่ข้าคงไม่พูดไม่ได้ ท่านลุงเซียวมิเคยยอมแพ้ในการตามหาท่าน ในหัวใจของเขา ท่านยังคงเป็นลูกชายที่น่าภาคภูมิใจ แต่บางคนเห็นว่าท่านไม่กลับไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังตามหาท่านไม่เจอ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะลงมือกับท่านลุงและท่านป้า ท่านอ๋องของข้าส่งคนไปคุ้มกันแล้ว ได้ยินมาว่าเคยตรวจพบสารหนูในอาหารของท่านลุงและท่านป้าด้วย”
“อะไรนะ ! บัดซบ ! บัดซบ !”
เซียวยี่ซินไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป
สายตาจ้องมองหลนเมิ้งหยา ดวงตาสีดำคู่นั้นวาวโรจน์
ตุบ กำปั้นชกลงบนต้นไม้ด้านข้าง
โลหิตสีแดงสดรินไหลจากบาดแผลที่มือ ทว่าเซียวยี่ซินกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“ข้าผิดเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ท่านพ่อ ท่านแม่ !”
ขณะนี้บุรุษร่างสูงใหญ่ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากทุบต้นไม้เพื่อระบายโทสะเท่านั้น
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำในหัวใจ เขาจะต้องหาวิธีระบายออกไป
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงมอบโอกาสนั้นให้แก่เขา
“พี่ยี่ซิน หากท่านอยากกลับคืนสู่สกุลเซียว ข้า ท่านอ๋องและพี่ชายจะช่วยท่านอีกแรง ท่านลุงท่านป้ามิควรต้องพบเจอกับความเลวร้ายเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำว่าหวนคืนสู่สกุลเซียวจากปากหลินเมิ้งหยา เซียวยี่ซินรีบหันหน้ากลับมา ดวงตาคู่นั้นเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
“ได้”
ทว่าครู่ต่อมาเขาทรุดตัวคุกเข่าต่อหน้าหลินเมิ้งหยา
อีกฝ่ายต้องการประคองเขาขึ้นมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเซียวยี่ซินจะร้องห้ามนางเอาไว้
“น้องเมิ้งหยา หากมิใช่เพราะเจ้า เกรงว่าข้าคงกลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากมิใช่เพราะท่านลุงหลินและหนานเซิงคอยปกป้อง เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่ข้าคงตายไปแล้ว ตัวข้าไม่มีสิ่งใด มีเพียงความจงรักภักดีเท่านั้นที่พร้อมจะมอบให้ ชั่วชีวิตนี้ของข้า ข้าขอติดตามเจ้าและท่านอ๋องอวี้ไปจนชีวิตจะหาไม่ !”
พูดจบ เซียวยี่ซินไม่สนใจเสียงร้องห้ามของหลินเมิ้งหยา เขาออกแรงโขกศีรษะกับพื้นถึงสามครั้ง
“คุณชายเซียวลุกขึ้นเถิด พวกข้าสองสามีภรรยาไม่อาจรับการคารวะอันยิ่งใหญ่นี้ได้”
ไม่รู้ว่าหลงเทียนอวี้หยุดยืนข้างกายหลินเมิ้งหยาตั้งแต่เมื่อไร
แม้คำพูดจะสุภาพ แต่ร่างกายกลับไม่เคลื่อนไหว
หลินเมิ้งหยาปรายตามองเขา ก่อนจะแอบหัวเราะในใจ เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงหึงรุนแรงเช่นนี้เล่า
ทว่าเรื่องตรงหน้าสำคัญกว่า เรื่องของบุรุษควรให้บุรุษเป็นคนจัดการจึงจะถูก
“พี่ยี่ซินรีบลุกขึ้นเถิด จากนี้ไปพวกเราล้วนเป็นพวกเดียวกันแล้ว ส่วนต้องทำสิ่งใดนั้นท่านอ๋องจะเป็นผู้จัดการเอง ข้าขอตัวกลับไปก่อน เชิญพวกท่านคุยกันเถิด”
พยักหน้าลง หลินเมิ้งหยาจึงเดินจากไป
กลับมายังรถม้าของท่านอาจารย์ หลินเมิ้งหยาหมุนตัวหันไปมองทางฝั่งหลงเทียนอวี้หนึ่งหน
เมื่อเทียบกับนางแล้ว อันที่จริงหลงเทียนอวี้เป็นบุรุษที่มีเสน่ห์มากคนหนึ่ง
ไม่เพียงดึงดูดความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่เพียงเขายกมือขึ้นก็สามารถทำให้พวกขุนนางสวามิภักดิ์ได้แล้ว
หลงเทียนอวี้มีความเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว
คาดว่าภายภาคหน้าเซียวยี่ซินจะต้องกลายเป็นหนึ่งในลูกน้องที่หลงเทียนอวี้ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน
“เจ้าเด็กโง่ เลิกมองได้แล้ว อุตส่าห์ปูทางให้เขาถึงเพียงนี้ หรือยังอยากคิดจะเข้าไปประเคนให้เขาอีก ?”
ภายในรถม้า ป๋ายหลี่รุ่ยส่งเสียงหยอกล้อลูกศิษย์ของตนเอง
“หากเขาต้องการ เช่นนั้นข้าก็พร้อมจะกรุยทางให้ ท่านอาจารย์อิจฉาหรือ ?”
หันหน้ากลับไปนั่งตรงหน้าอาจารย์ของตนเองที่กำลังจัดระเบียบยา
ฝีปากของนางคมกริบดุจใบมีด ป๋ายหลี่รุ่ยถลึงตาใส่นางหนึ่งหน
เฮ้อ ไม่ช้าก็เร็วแม่หนูนี่จะต้องทำให้อาจารย์อย่างเขาโมโหตายอย่างแน่นอน
“อาจารย์อย่างข้าโชคร้ายยิ่งนัก จริงสิ แม้เจ้าเซียวยี่ซินคนนี้จะไม่ค่อยมีไหวพริบ แต่เขาก็นับว่าเป็นคนมีความสามารถ การชนะใจเขาได้ก็มิต่างอันใดจากการเอาชนะใจคนทั้งตระกูลเซียว ดูเหมือนเจ้าจะเก่งเรื่องการซื้อใจคนยิ่งนัก”
หลินเมิ้งหยาเงยหน้ามองอาจารย์
มุมปากฉีกยิ้มกว้าง แม้ท่านอาจารย์จะไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมือง แต่สายตาของเขาเฉียบแหลมยิ่งนัก
“เจ้าค่ะ พี่เซียวย่อมมีค่าพอให้ท่านอาจารย์ออกหน้ารักษาด้วยตนเอง จริงสิเจ้าคะ ท่านอาจารย์รู้เงื่อนงำของพิษเถียเจียกู่แล้วหรือไม่ ?”
เซียวยี่ซินนับเป็นผลงานชิ้นเอกของตนเอง เขาตกหลุมพรางของหลินเมิ้งหยาไปแล้ว พิษในร่างยังมีความสำคัญกับโรคระบาดในคราวนี้
ดังนั้นจึงไม่นับว่าออกแรงโดยเสียเปล่า ภายภาคหน้าย่อมส่งผลดีต่อเขา
แม้ว่าท่านอาจารย์จะทำการศึกษาอย่างรวดเร็ว แต่หลินเมิ้งหยากลับรู้สึกว่าท่านอาจารย์ติดปัญหาบางอย่าง
“เฮ้อ เหตุเพราะยังไม่ได้เห็นจริงๆ ดังนั้นข้าจึงทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น จริงสิ อ๋องอวี้เล่าว่าเขตโรคระบาดมีหมอคนหนึ่งที่สามารถรักษาโรคระบาดได้แล้ว ? รอพวกเราไปถึงแล้วค่อยถามเขาเถิด บางทีเราอาจได้เบาะแสเพิ่มเติม”
ป๋ายหลี่รุ่ยหยุดมือที่กำลังจับพู่กัน เขายืดเอวบิดตัวคลายอาการเมื่อยล้า
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่าหมอคนนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด ดังนั้นคงไม่อาจเชื่อเขาได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ”
หลินเมิ้งหยาวางสูตรยาในมือลง ก่อนจะยกน้ำชาให้อาจารย์
“ใช่แล้ว เหตุใดจึงเพิ่งปรากฏตัวตอนที่มีคนล้มตายมากมาย คาดว่าคนผู้นี้จะต้องมีเป้าหมายอื่นอย่างแน่นอน”
ป๋ายหลี่รุ่ยจิบชา เขาพูดสิ่งที่หลินเมิ้งหยาคิดอยู่ในใจ
แม้อาจารย์และลูกศิษย์จะเหมือนคนรักการศึกษาวิชาแพทย์ แต่แท้จริงแล้วทั้งคู่ล้วนเป็นคนฉลาดเฉลียว
“จริงสิเจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าเซินเซียนซ่านในร่างกายของหลงเทียนอวี้และพิษเถียเจียกู่ของพี่ยี่ซินล้วนเป็นของหายาก แต่กลับมีคนแอบศึกษาสร้างมันขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถแก้ไขสูตรยาของท่านอาจารย์ได้ เช่นนั้นเขาจะต้องมีความโดดเด่นเรื่องวิชาแพทย์พิษ ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เคยเดาหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร ?”
คาดว่ายาเซินเซียนซ่านและโรคระบาดในคราวนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มจู๋หลงอย่างแน่นอน
แต่ต่อให้กลุ่มคนเหล่านี้เก่งมากเพียงไหน แต่หากไม่ได้หมอพิษที่เชี่ยวชาญคอยสนับสนุน เช่นนั้นพวกเขาจะกระทำการสำเร็จได้อย่างไร
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่อาจจับตัวพวกกลุ่มจู๋หลงได้ เช่นนั้นเริ่มสืบหาเบาะแสจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อนมิดีกว่าหรือ
“คนที่มีความสามารถเทียบเท่าข้าได้ล้วนเป็นตาเฒ่ากันหมดแล้ว คนเก่งอย่างเช่นอาจารย์ของเจ้าคนนี้คงมีเพียงหนึ่งเดียวในรอบร้อยปี ทว่าแม้พวกตาเฒ่าเหล่านั้นจะบ้าคลั่ง แต่เพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เกรงว่าคงมิทำเรื่องเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาล้วนมีลูกศิษย์ทั้งสิ้น เรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้คงมิกล้าสั่งสอนลูกศิษย์ แต่หากเจ้าอยากสืบเรื่องนี้ เช่นนั้นอาจารย์จะช่วยเจ้าอีกแรง”
แม้ป๋ายหลี่รุ่ยจะคุยโวโอ้อวดตนเอง แต่หลินเมิ้งหยาย่อมรู้ดีที่สุดว่าเขามีความสามารถดั่งที่กล่าวมาจริง
มองอาจารย์ที่กำลังยุ่งกับการหาเบาะแส
“เมิ้งหยา มีเรื่องบางอย่างที่ข้าอยากกบอกกับเจ้า”
อยู่ๆ สีหน้าของป๋ายหลี่รุ่ยพลันเคร่งขรึมขึ้นมา
แม้แต่หลินเมิ้งหยายังรู้สึกตื่นเต้น หรือจะเกิดปัญหากันนะ ?
“เชิญท่านอาจารย์พูดเถิด”
มองลูกศิษย์ด้วยสายตาสับสน ป๋ายหลี่รุ่ยถอนหายใจ ดวงตาว่างเปล่า ราวกับกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายสิบปีก่อน
“ไม่ว่าวิชาแพทย์หรือวิชาแพทย์พิษก็ล้วนต้องมีการสืบทอด อันที่จริงพวกเราล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเมืองเลี่ยหยุนทั้งสิ้น แต่ก่อนสกุลป๋ายหลี่เคยเป็นตระกูลมีชื่อเสียงในเมืองเลี่ยหยุน บัดนี้สกุลซินได้กุมตำแหน่งมหาปุโรหิตแห่งเมืองเลี่ยหยุน ทว่าแต่ก่อนพวกเขาไม่เหมาะสมกระทั่งจะถือรองเท้าให้สกุลป๋ายหลี่ !”