ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 579 ไม่เป็นสองรองใคร
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่าทางของป๋ายหลี่รุ่ยแฝงไว้ซึ่งความหยิ่งทะนง
ความเย่อหยิ่งไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด แม้จะตกต่ำเพียงชั่วคราว แต่ก็ไม่อาจทำลายความรู้สึกเหล่านี้ได้
หัวคิ้วหลินเมิ้งหยาขมวดมุ่น
เหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับเมืองเลี่ยหยุนอีกแล้ว ?
ยาเซินเซียนซ่านเองก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้ดูเหมือนยาพิษทุกอย่างของกลุ่มจู๋หลงจะเกี่ยวข้องกับเมืองเลี่ยหยุนทั้งสิ้น
ลอบถอนหายใจในใจ ดูเหมือนนางจะไม่อาจตัดความเกี่ยวข้องกับเมืองเลี่ยหยุนไปได้
“ทว่าต่อมาเจ้าตระกูลของสกุลป๋ายหลี่ หรือก็คือท่านพ่อของข้า มิรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงย้ายคนในตระกูลมาอยู่ที่ต้าจิ้น แต่ถึงกระนั้นวิชาแพทย์พิษของสกุลป๋ายหลี่ก็ไม่อาจมีใครในใต้หล้าสามารถเทียบเทียมได้ คนของสกุลซินพยายามหาทางเพื่อให้ได้รับการสืบทอดวิชาของสกุลป๋ายหลี่ แต่ถึงกระนั้นสกุลซินก็เป็นตระกูลที่มีวิชาแพทย์พิษ ดังนั้นหากจะมีผู้ใดสามารถแก้ไขสูตรยาของข้าได้ คนผู้นั้นจะต้องเป็นคนของสกุลซินอย่างแน่นอน”
สกุลซิน ? หัวคิ้วหลินเมิ้งหยายิ่งขมวดแน่น นางยังคงจดจำความอำมหิตของซินหลีได้
ตอนนั้นซินหลีเคยข่มขู่นาง เขาสั่งให้นางดูแลเสี่ยวอวี้ให้ดี ห้ามมิให้เสี่ยวอวี้กลับเมืองเลี่ยหยุนเป็นอันขาด
ดูเหมือนฐานะของเสี่ยวอวี้จะซับซ้อนกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
“อันที่จริงข้าเคยเจอคนสกุลซินมาแล้วหนหนึ่งเจ้าค่ะ”
ทันทีที่หลินเมิ้งหยาเริ่มเอ่ย ป๋ายหลี่รุ่ยก็รู้สึกตื่นเต้นจนถึงกับเข้ามาคว้าข้อมือของนาง
หลังจากตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย
“ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงต้องตื่นตระหนกเช่นนี้ด้วยเล่า ข้าตกใจหมดแล้ว”
หลินเมิ้งหยาชักข้อมือกลับ นางมองใบหน้าเคร่งขรึมของอาจารย์ตนเองด้วยสายตาสงสัย
สวรรค์ หากซินหลีวางยานาง ป่านนี้นางคงตายไปแล้ว !
“จากนี้ไปเจ้าอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนสกุลซินอีก พวกเขาล้วนบ้าคลั่ง ในตอนที่บิดาของข้ายังมีชีวิตอยู่ เพื่องานศึกษาวิชาคงความงามแล้ว พวกเขายอมฆ่าหญิงสาวมากมาย พวกคนสกุลซินโหดเหี้ยมอำมหิตเกินมนุษย์”
ป๋ายหลี่รุ่ยรังเกียจสกุลซินเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นน้ำเสียงก็เจือไว้ซึ่งความหวาดระแวง
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางอ้าปากค้างอย่างตื่นตระหนก
“ท่านอาจารย์ งานศึกษาวิชาความงามที่ท่านพูดคือการนำเลือดของหญิงสาวออกมาทำยาใช่หรือไม่ ?”
ป๋ายหลี่รุ่ยผงะ เขามองลูกศิษย์ของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางรู้ได้อย่างไร ?
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเมืองเลี่ยหยุนจริงๆ”
หลังจากตื่นตกใจอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาจึงส่งเสียงพึมพำออกมา
ป๋ายหลี่รุ่ยมองสีหน้าท่าทางของลูกศิษย์ แม้เขาจะร้อนใจ แต่กลับไม่ได้เร่งเร้า
ดูเหมือนความอำมหิตของสกุลซินจะแผ่ขยายอำนาจไปไกลแล้ว
“ท่านอาจารย์ ก่อนนี้ศิษย์เคยรับน้องชายมาเลี้ยงคนหนึ่ง เขาเป็นคนเมืองเลี่ยหยุน ยิ่งไปกว่านั้นคนสกุลซินนามว่าซินหลียังเคยเตือนข้าว่ามิให้ส่งน้องชายกลับไปยังเมืองเลี่ยหยุนเป็นอันขาด ทว่าต่อมาคนในครอบครัวของน้องชายข้าตามหาเขาจนเจอ ดังนั้นเขาจึงกลับไปกับคนเหล่านั้นแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าน้องชายของข้ากำลังตกอยู่ในอันตรายใช่หรือไม่เจ้าคะ ?”
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองทั้งหมดนี้เอาไว้แล้ว
หากทุกอย่างเป็นไปตามการคาดเดาของนาง เช่นนั้นสถานการณ์ทางฝั่งเสี่ยวอวี้ก็นับว่าแย่มาก
อย่าว่าแต่เขาเป็นเด็กต่างบ้านต่างเมืองเลย แม้แต่ตอนหลงเทียนอวี้ยังเป็นเด็กก็ได้รับการคุ้มครองจากเสด็จพ่อ
แต่หากเขาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มจู๋หลง เช่นนั้นต้องไม่ดีแน่
นาง…โง่เขลายิ่งนัก !
ตอนนั้นไม่ว่าใครเอาสิ่งใดมาแลก นางก็มิควรปล่อยเสี่ยวอวี้ไปกับคนพวกนั้น !
“ซินหลี ? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แต่หากเขาเป็นผู้สืบทอดสกุลซิน เช่นนั้นเจ้ามิจำเป็นต้องกังวล เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดสกุลซินจึงมีนิสัยป่าเถื่อน ?”
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า ซินหลีโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก เมื่อลองหวนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางยังอดหวั่นใจไม่ได้
“นั่นก็เพราะเลือดของสกุลซินมีพิษเจืออยู่ บุรุษสกุลซินจะตายลงอย่างกะทันเมื่ออายุครบสามสิบห้าปี แม้ผู้สตรีจะไม่ตาย แต่เมื่ออายุล่วงเลยสามสิบห้าปีไปแล้ว พวกนางจะแก่ลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการรักษาความเยาว์วัยเอาไว้ แต่เท่าที่ข้ารู้ แม้พวกเขาจะใช้วิธีของคนทั้งตระกูล แต่ก็ไม่มีใครมีอายุเกินสี่สิบปี ในวังหลวงมีสนมกุ้ยเฟยจากสกุลซินท่านหนึ่ง นางได้รับความเมตตาเป็นอย่างมาก แต่เมื่ออายุล่วงเลยวัยสามสิบห้า ความรักความเมตตาล้วนมลายหายไป ดังนั้นครอบครัวสกุลซินจึงมีนิสัยป่าเถื่อนเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพิษในกระแสเลือดของสกุลซินจะได้รับการสืบทอดจากเจ้าตระกูลเท่านั้น แต่กับเด็กคนอื่นมักจะเติบโตอย่างปลอดภัย ดังนั้นสกุลซินจึงมีความบ้าคลั่งเช่นนี้”
แม้คำพูดของท่านอาจารย์จะไม่สามารถปลอบโยนหลินเมิ้งหยาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้นางเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดคนสกุลซินจึงมีนิสัยป่าเถื่อนเช่นนี้
ทว่าพวกเขาเองก็น่าสงสาร แต่การพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อยืดอายุของตนเองก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้อง
เสี่ยวอวี้ไม่ได้ส่งข่าวกลับมานานแล้ว หวังว่าเขาจะปลอดภัย
“แต่ข้าก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ช่างเถิด เรื่องนี้ข้าจะหาทางแก้ไขเองเจ้าค่ะ ลำบากท่านอาจารย์แล้ว แต่หากเรื่องนี้จบลง ท่านอาจารย์ยังจะอยู่ในคุกใต้ดินของจวนอวี้ต่อหรือไม่ ? ท่านกับหยุนจู๋ดูใจกันมานานแล้ว ข้าคิดว่าท่านรีบแต่งนางเข้าบ้านไม่ดีกว่าหรือ ?”
หลังจากผ่านเรื่องหนักใจมาแล้ว หลินเมิ้งหยาจึงเลิกคิ้วส่งเสียงล้อเลียน
แม้ป๋ายหลี่รุ่ยจะเคร่งขรึม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ เขาก็มิต่างอันใดจากไม้แก่
แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ คำถามของลูกศิษย์ย่อมถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจของเขาออกมา
“เฮ้อ ข้าเองก็อยากแต่ง แต่ลูกน้องของเจ้ายินยอมเสียที่ไหน”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หลินเมิ้งหยาส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะส่งเสียงกระซิบกระซาบ
“ขอเพียงท่านอาจารย์ร้องขอ ศิษย์พร้อมจะออกหน้าให้ท่าน รับรองว่าท่านได้อุ้มสาวงามกลับบ้านอย่างแน่นอน”
ป๋ายหลี่รุ่ยปรายตามองลูกศิษย์หนึ่งหน อยู่ๆ เขาก็หยิบทองคำแท่งขนาดใหญ่ออกมา แม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่ง ทว่าคำพูดกลับทำให้หลินเมิ้งหยาหลุดหัวเราะจนท้องแข็ง
“นี่เงินค่าแม่สื่อ เป็นอันตกลง”
พรวด ท่านอาจารย์ใจร้อนยิ่งนัก
หลินเมิ้งหยาลองชั่งน้ำหนักทองในมือ สิบสองชั่ง
หยักยิ้มตาหยีแล้วเก็บเข้ากระเป่าเงินของตนเงอ จากนั้นจึงสบตากับอาจารย์
“ทั้งหมดยกให้เป็นหน้าที่ข้าเองเจ้าค่ะ”
หลินเมิ้งหยาเก็บทองกลับไปยังรถม้าของตนเอง
หลงเทียนอวี้คุยกับเซียวยี่ซินจบแล้ว ตอนนี้เขากำลังนั่งอ่านตำราพิชัยยุทธ์เงียบๆ
เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น เขาจึงเงยหน้าก่อนจะคว้ามือหลินเมิ้งหยาให้นั่งลงข้างตนเอง
ใช้ผ้าห่มขนแกะคลุมขาของนางเอาไว้ ตอนนี้อากาศค่อนข้างเย็น ร่างกายของนางอ่อนแอ อาจจะไม่สบายเอาได้
“อวี้โถว ดูเหมือนหม่อมฉันจะตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วเพคะ”
ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ ทว่าเมื่ออยู่ข้างกายหลงเทียนอวี้ หลินเมิ้งหยาเผยความกังวลออกมาจนหมด
มองนางด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะรั้งนางเข้าหาอ้อมกอด มิรู้ว่าร่างเล็กๆ นี้ต้องแบกรับเรื่องหนักหนาสาหัสกี่เรื่องกันแน่ ?
“ไม่ว่าเจ้าจะทำผิดเรื่องใด แต่ในสายตาของข้าล้วนถูกทุกอย่าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงรู้สึกผิดขึ้นมา
หลินเมิ้งหยาถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจออกมา
“หม่อมฉันเป็นห่วงเสี่ยวอวี้เหลือเกินเพคะ หากตอนนั้นหม่อมฉันไม่ให้เขาไปก็คงดีกว่านี้ พระองค์รู้หรือไม่ จวนที่ขังพวกซู่เหมยเอาไว้ล้วนกรีดเลือดของหญิงสาวไปทำเป็นยา ท่านอาจารย์เล่าว่าสกุลซินเป็นผู้คิดค้นสูตรยาเหล่านี้ ตอนแรกซินหลีเคยมาเตือนหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันคิดว่า…คิดว่าเขาเพียงแค่ข่มขู่เท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นมือของหม่อมฉันเองที่ผลักเสี่ยวอวี้เข้าหากองไฟ”
มือเล็กกำปกเสื้อของหลงเทียนอวี้แน่นโดยไม่รู้ตัว
แววตาสะท้อนความรู้สึกผิด
หลงเทียนอวี้สวมกอดนางเอาไว้ บางครั้งเขาหวังเหลือเกินว่านางจะเป็นเพียงคนโง่ เช่นนั้นนางอาจจะมีเรื่องหนักใจน้อยลง
ทว่าเขากลับชอบความฉลาดเฉลียวเยือกเย็นของนาง แต่คนฉลาดมักมีเรื่องให้ดีใจเพียงน้อยนิด
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย อย่าว่าแต่เจ้า แม้แต่ข้าและเสด็จพ่อเองก็ไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ อันที่จริงการส่งเสี่ยวอวี้กลับไปเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เขามิใช่คนที่นี่ หากเจ้าดึงดันรั้งเขาเอาไว้นั่นเท่ากับเป็นการทำร้ายเขา”
หลินเมิ้งหยาเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ดี
ทว่านางมองเสี่ยวอวี้เปรียบดั่งน้องชายแท้ๆ ของตนเอง ดังนั้นนางจึงเป็นห่วงเขามากถึงเพียงนี้
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็นึกอะไรบางอย่างได้
“ถ้าหากพวกเราควบคุมกลุ่มจู๋หลงได้แล้ว เช่นนั้นบางทีพวกเขาอาจยื่นมือไปทำร้ายเสี่ยวอวี้ไม่ได้ใช่หรือไม่เพคะ ? แม้กลุ่มจู๋หลงจะยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งสายใยที่เกี่ยวโยงกันของพวกเขาอาจอ่อนแอลง ยิ่งไปกว่านั้นหลายปีที่ผ่านมาทุกแคว้นล้วนสังเกตเห็นการมีอยู่ของพวกเขาแล้ว คนที่พวกเขาสามารถใช้งานได้อาจมีไม่มากเท่าพวกเรา ! เมืองหลินเทียนทำให้พวกเขาสั่นคลอนโดยไม่ทันตั้งตัว เมืองอื่นๆ ไม่อาจแทรกแซงต้าจิ้นได้อย่างง่ายดาย อวี้โถว หม่อมฉันวิเคราะห์ถูกแล้วหรือไม่ ?”
ดวงตาของหลินเมิ้งหยาพลันเปล่งประกาย นางมองหลงเทียนอวี้อย่างมีความหวัง
นิ้วมือเรียวยาวเคาะปลายจมูกของตนเอง
ความเอ็นดูสะท้อนอยู่ในแววตาของหลงเทียนอวี้ หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่านางเดาถูกแล้ว
“เหตุใดชายาของข้าจึงฉลาดเฉลียวเช่นนี้ ?”
ความภาคภูมิใจที่มีต่อนางเอ่อล้นไปทั้งหัวใจ
ชายาของเขาไม่เพียงงดงาม แต่ยังเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางฉลาดเสียยิ่งกว่าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
เกรงว่าทั้งต้าจิ้น ไม่สิ ทั้งใต้หล้าคงไม่มีใครสามารถทำให้เขาพึงพอใจและหลงใหลได้เท่าชายาของเขาอีกแล้ว
“แต่หม่อมฉันยังเป็นห่วงเขาอยู่ดี จริงสิ อาซิ่วเอ่ยว่าอยากเชิญพวกเราไปเที่ยวที่เมืองเลี่ยหยุน หากภายภาคหน้ามีเวลา พวกเราไปด้วยกันเถิดเพคะ ท่านอาจารย์เล่าว่าเมืองเลี่ยหยุนเป็นต้นกำเนิดแพทย์พิษ หม่อมฉันอยากไปดูแมลงพิษ ต้นไม้พิษและสมุนไพรพิษว่าตกลงแล้วพวกมันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร”
นี่มัน……
รอยยิ้มของหลงเทียนอวี้มีความอึดอัดใจอยู่หลายส่วน
ดูเถิด ชายาของเขาธรรมดาเสียที่ไหน
แม้แต่งานอดิเรกสนใจยังแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
“ได้ หากมีโอกาสเราไปด้วยกันเถิด”
ตกปากรับคำด้วยเสียงอ่อนโยน แม้ว่าเขาจะแอบสาบานอยู่ในใจ
ชั่วชีวิตนี้เขาจะต้องระมัดระวังป้องกันความคิดพิลึกพิลั่นของหลินเมิ้งหยาให้ดีเสียแล้ว