ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 580 เรื่องในคราวนั้น
ท้องฟ้ามืดสนิท มิง่ายเลยกับการตั้งค่ายในป่า
ทั้งหมดนี้ทำขึ้นเพื่อหลบหลีกสายตาของคนสะกดรอย เหตุเพราะสถานที่ที่มีคน ย่อมถูกปล่อยข่าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องจำใจเลือกพักในสถานที่ออกห่างจากผู้คน
แม้ว่าจะเข้าช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศยามค่ำคืนยังคงหนาวเย็น
ใจกลางค่ายก่อกองไฟเอาไว้ หลินเมิ้งหยาซุกตัวอยู่ในเสื้อคลุมของหลงเทียนอวี้ แม้ใบหน้าจะขาวซีดแต่กลับอ่อนโยน
“อย่านั่งหนาวตรงนี้เลย กลับไปนอนเถิด”
หลงเทียนอวี้เทน้ำร้อนใส่ถ้วยแล้วส่งให้หลินเมิ้งหยา
การเดินทางในคราวนี้เตรียมตัวมาอย่างดี แม้จะอยู่กลางป่า ทว่ายังคงสะดวกสบาย
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันหลับมาทั้งวันแล้วจึงไม่ง่วง ผิดกับอาซิ่ว นางนั่งรถม้าโคลงเคลงมาตลอดวัน คาดว่าป่านนี้คงหลับสนิทไปแล้ว”
อาซิ่วและท่านอาจารย์ล้วนนอนหลับในรถม้า ส่วนคนอื่นๆ ล้วนกางกระโจมนอนอยู่ด้านข้าง
ป่าแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบ หลินเมิ้งหยาจึงไม่กังวลว่าจะมีใครแอบลอบทำร้าย
นานแล้วที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่เงียบสงบเช่นนี้
“ได้ ลำบากเจ้าแล้ว แต่ทางฝั่งหยุนโจวก็อาจจะลำบากมากกว่าที่นี่ เจ้าคงทรมานไม่น้อย”
ดึงตัวนางเข้าสู่อ้อมกอด คำพูดหลงเทียนอวี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรเพคะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ไม่ได้มาเที่ยวเล่น จริงสิ หากไปถึงหยุนโจวแล้ว บางสถานที่หม่อมฉันอาจเข้าไปได้ แต่บางแห่งพระองค์อาจเข้าไปไม่ได้ พระองค์อย่ากังวล แต่ก่อนท่านอาจารย์ทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนหม่อมฉันมาอย่างดี ดังนั้นพิษทั่วไปจึงไม่อาจทำอันตรายหม่อมฉันได้ แต่หม่อมฉันคิดว่าพวกเขาจะต้องไม่ประสงค์ดีกับพระองค์อย่างแน่นอน”
ป๋ายหลี่รุ่ยเคยพูดเรื่องนี้มาก่อน
แต่เขาเอ่ยเพียงว่าหลินเมิ้งหยามีร่างกายที่ค่อนข้างพิเศษ พิษธรรมดาเมื่อเข้าสู่ร่างกายนางแล้วล้วนไม่มีผลแต่อย่างใด
ทว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดี ครั้นนางเพิ่งข้ามภพมา พิษที่ถูกฝังลึกอยู่ในร่างกายของนางกลายพันธุ์ไปแล้ว หากเป็นร่างกายของคนธรรมดาทั่วไป เกรงว่าป่านนี้คงสิ้นชีพไปแล้ว
ทว่านางยังคงมีชีวิตอยู่อย่างร่าเริงแจ่มใส แม้แต่นางเองก็มิเข้าใจเรื่องนี้
ดังนั้นยาพิษดาษดื่นจึงไม่อาจทำอันตรายร่างกายของนางได้
แต่ไม่รู้ว่าร่างกายของนางจะสามารถทานทนได้อีกนานแค่ไหนกับการใช้วิธีการพิษล้างพิษเช่นนี้
“ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเข้าไปเสี่ยง จริงสิ ไม่รู้ว่าท่านป๋ายหลี่คิดค้นยาถอนพิษออกมาแล้วหรือไม่ ?”
หลงเทียนอวี้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างฉับพลัน
แม้หลินเมิ้งหยาจะดูเหมือนคนอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วนางมีความดื้อรั้นเด็ดเดี่ยว
ยิ่งเขาห้าม ก็เหมือนยิ่งยุนาง
หลังจากอาศัยอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน หลงเทียนอวี้ย่อมมองนิสัยของนางออก
หลินเมิ้งหยาแอบถอนหายใจ แม้ว่าจะตัดสินใจเอาไว้แล้วก็ตาม
“แม้พิษชนิดนี้จะถือกำเนิดจากท่านอาจารย์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องใช้เวลาสักหน่อย หม่อมฉันคิดว่าหากพวกเราไปถึงที่นั่นแล้ว พวกเราควรไปดูอาการคนไข้ที่รักษาหายแล้วก่อน ท่านอาจารย์รู้สึกว่าหมอคนนั้นไม่ธรรมดา”
หลงเทียนอวี้เองก็คิดเห็นเช่นนี้
พยักหน้าลง ทั้งสองสนทนาอีกสองสามคำ ก่อนหลินเมิ้งหยาจะลุกขึ้นเดินไปทางรถม้า
“เมิ้งหยา…ขอบใจเจ้ามาก”
ท่ามกลางความมืด เซียวยี่ซินปรากฎตัวพร้อมรอยยิ้ม
หลินเมิ้งหยายิ้มน้อยๆ ก่อนจะปรายตามองดูหลงเทียนอวี้ที่กำลังออกคำสั่งอยู่ข้างกองไฟ
เขาไปชื่นชมนางให้เซียวยี่ซินฟังหรือ ?
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่ว่าอย่างไรท่านกับท่านพี่เองก็เติบโตมาด้วยกัน ยิ่งไปว่านั้นสกุลเซียวควรค่าที่จะได้รับมัน”
เมื่อได้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เซียวยี่ซินหยักยิ้มขมขื่นในใจ
คนสกุลหลินมักเป็นเช่นนี้ พวกเขามักแสดงเป้าหมายของตนเองอย่างผ่าเผย
ทว่าเขารู้สึกละอายใจเหลือเกิน
เขาเป็นฝ่ายไม่คู่ควรกับนางเอง
“ข้า…รู้ดี แต่ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากบอกเจ้า”
หันหน้ากลับมา หลินเมิ้งหยามองเซียวยี่ซินด้วยสายตาฉงนสงสัย
อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเคร่งขรึม
ตกลงเรื่องอะไรกันนะ ?
“อันที่จริงท่านป้าหลินตายไปอย่างกะทันหัน พวกเขาล้วนบอกว่าท่านป้าหลินไร้เรี่ยวแรง ทั้งเลือดและกำลังต่างว่างเปล่า ดังนั้นจึงตายไปอย่างน่าเสียดาย แต่ตอนนั้นท่านแม่ของข้าและท่านป้าหลินเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน ก่อนท่านป้าจะให้กำเนิดเจ้า นางเคยพูดกับท่านแม่ของข้าว่ามีคนประสงค์ร้ายกับนาง”
เลิกคิ้วขึ้นสูง หลินเมิ้งหยาจ้องเซียวยี่ซินเขม็ง
เหตุใดนางจึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
“แต่หากท่านป้าเซียวรู้เรื่องนี้ เช่นนั้นเหตุใดท่านป้าจึงไม่เคยเอ่ยกับท่านพ่อเล่าเจ้าคะ ?”
สีหน้าของเซียวยี่ซินเผยให้เห็นความไม่รู้ของตนเอง
“เจ้ายังจำตอนที่ท่านลุงหลินถูกฮองเฮาบีบบังคับให้แต่งงานกับฮูหยินคนปัจจุบันหลังจากท่านป้าตายไปเพียงไม่กี่เดือนได้หรือไม่ ก่อนหน้าคืนวันแต่งงาน ท่านแม่ถูกฮองเฮาตามตัวไปเข้าเฝ้า จากนั้นเป็นต้นมาท่านแม่ก็มิเคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ !
หลินเมิ้งหยายืนนิ่งอยู่กับที่ สมองเริ่มประมวลข้อมูลที่ได้รับ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงรู้เรื่องได้เล่า ?”
“ตอนนั้นข้ากับหนานเซิงยังเด็ก ดังนั้นจึงมักเล่นซุกซนด้วยกัน ขณะที่ท่านป้าหลินกำลังพูดคุยกับท่านแม่ข้า ข้ากำลังแอบอยู่ในห้อง ดังนั้นจึงได้ยินสิ่งที่พวกนางพูดกัน เมื่อก่อนข้าคิดว่าตนเองฟังผิดไป แต่ช่วงที่ข้าพักอยู่ในจวนอวี้ ข้าได้เห็นคนของสกุลหลินนำของมามอบให้กับเจ้า ข้าเหลือบไปเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นั้นเป็นผอจื่อที่เคยดูแลท่านป้าหลิน ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังได้เห็นท่านป้าแอบเทยาบำรุงครรภ์ที่นางเอามาให้ทิ้ง ต่อมาข้าลองแอบสืบดูจึงได้รู้ว่าตอนนี้นางเป็นคนสนิทของฮูหยินหลินคนปัจจุบัน”
ว่าอะไรนะ ? การตายของท่านแม่เกี่ยวข้องกับซ่างกวนชิง !
หลินเมิ้งหยาอึ้งงันอยู่ครู่หนึ่ง ข้อมูลหลายอย่างเริ่มปะติดปะต่อกัน
“ขอบใจท่านมาก ข้าอยากลองไตร่ตรองดูสักหน่อย อีกอย่างท่านอย่าพูดเรื่องนี้กับใคร”
เซียวยี่ซินย่อมรู้ดี หลังจากพยักหน้าลงแล้วจึงเดินกลับรถม้าของตนเองไป
หลินเมิ้งหยาปีนขึ้นไปบนรถม้า สมองกำลังสับสนว้าวุ่น
หากฟังจากคำพูดของเซียวยี่ซิน คาดว่าฮองเฮาและซ่างกวนชิงจะต้องร่วมมือกันสังหารท่านแม่อย่างแน่นอน
ทว่าท่านแม่เป็นถึงหมอเทวดา เหตุใดนางจึงถูกทำร้ายจนตายด้วยวิธีนี้ได้เล่า ?
คำอธิบายเดียวนั่นก็คือตอนนั้นท่านแม่มีห่วง ดังนั้นจึงไม่อาจตอบโต้ได้
นางเคยเล่าเรื่องนี้กับเพื่อนรักของตนเองอย่างท่านแม่ของเซียวยี่ซิน เช่นนั้นเพราะเหตุใดกันนะ ?
หากมิใช่เพราะฮองเฮาต้องการให้น้องสาวของตนเองแต่งงานเข้าสกุลหลิน ท่านแม่ก็คงไม่ตาย
ตกลงตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ?
อยู่ๆ ข้อสันนิษฐานหนึ่งพลันเกิดขึ้นในใจ หวังว่า…จะมิเป็นเช่นนั้น !
หลังจากไตร่ตรองอยู่ตลอดคืน หลินเมิ้งหยาจึงพยายามระงับความคิดของตนเอง
เซียวยี่ซินอาจจะต้องการเตือนนาง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องราวในคราวนั้นทั้งหมด
หากจัดการเรื่องในคราวนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นางคงต้องเดินทางไปเยี่ยมท่านป้าเซียวสักหน่อย
หากพวกฮองเฮาเป็นคนลงมือจริง นางจะทำให้ฮองเฮาต้องชดใช้ด้วยชีวิต
เซียวยี่ซินเป็นคนรักษาคำสัญญา นางไม่อยากให้หลงเทียนอวี้รู้เรื่องนี้ชั่วคราว
เรื่องโรคระบาดทำให้เขาหนักใจมากพอตัวแล้ว หากนางยังเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา เกรงว่าจะทำให้เขายิ่งหนักใจมากกว่าเดิม
แต่ถึงกระนั้นนางยังสามารถให้พวกหยุนจู๋ตามสืบเรื่องนี้ได้
หลังจากหนึ่งคืนผ่านไป อาซิ่วกลับมาร่าเริงอีกครั้ง
นางเข้ามาหาหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งชวนคุยหยอกล้อนางตั้งแต่เช้า
เด็กคนนี้น่ารักเหลือเกิน เมื่อรู้ว่านางอารมณ์ไม่ดีจึงรีบมาทำให้นางดีใจ
“เอาล่ะ เจ้าเลิกพูดเรื่องชวนหัวได้แล้ว ข้าเพียงแค่ไม่ชินกับการเดินทางไกลเท่านั้น ผิดกับเจ้า หากเจอเรื่องอันตราย เจ้าต้องเชื่อฟังข้าเข้าใจหรือไม่ ?”
ใบหน้าเล็กรีบพยักลงรับปาก ทว่าอาซิ่วกลับยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของหลินเมิ้งหยา
“พี่เมิ้งหยา ข้ารู้สึกว่าในขบวนรถม้าของพวกเรามีใครบางคนพกของมีกลิ่นสวีหมีจื่อติดตัว ของสิ่งนี้มีไว้สำหรับคนเลี้ยงตัวกู่ในเมืองเลี่ยหยุนตอนใต้เท่านั้นจึงจะมีได้”
หลินเมิ้งหยาหันไปมองสีหน้าเชิงรู้สึกผิดของอาซิ่วอย่างตกตะลึง จมูกของนางดีเสียยิ่งกว่าตนเองอีก
“สวีหมีจื่อมีไว้ใช้ทำอะไร ? มีพิษหรือไม่ ?”
อาซิ่วส่ายหน้า ก่อนจะกระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา
“ไม่มีพิษ ของสิ่งนี้มีไว้นำทางตัวกู่ แต่ส่วนใหญ่ใช้กับตัวกู่ดุร้าย หากคนต่างถิ่นเข้าไปทำธุระย่อมต้องพกของสิ่งนี้ไปเพื่อป้องกันตัวเองด้วย สถานที่แห่งนี้แม้แต่ท่านลุงเองก็ไปไม่บ่อยครั้งนัก ได้ยินมาว่าพวกชนเผ่านั้นชอบกินเนื้อเด็ก พวกเขาล้วนเป็นคนเลวเจ้าค่ะ”
เมื่ออาซิ่วพูดเช่นนี้ หลินเมิ้งหยาจึงเข้าใจได้ในทันที
นี่หรือว่าขบวนเดินทางของนางจะมีศัตรูแฝงตัวเข้ามา ?
ไม่มีทาง หลงเทียนอวี้เป็นผู้เลือกคนด้วยตนเอง พวกเขาล้วนมีความจงรักภักดีทั้งสิ้น
หากพวกเขามีปัญหา เช่นนั้นหลงเทียนอวี้ย่อมต้องสังเกตเห็นแล้ว
“เจ้าเข้าใจผิดไปหรือไม่ ? อีกอย่างเจ้าได้กลิ่นนี้ตั้งแต่ออกเดินทางกระนั้นหรือ ?”
อาซิ่วส่ายหน้าแล้วครุ่นคิด สุดท้ายจึงเอ่ยตอบ
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ เหมือนว่า…เหมือนว่าจะเป็นตอนที่พวกเรารวมตัวกันข้าถึงได้กลิ่น กลิ่นสวีหมีจื่อค่อนข้างอ่อน คนทั่วไปมักไม่ได้กลิ่น แต่เพราะข้าเป็นคนสกุลตงฟาง ดังนั้นจมูกเคยอาบน้ำยามาตั้งแต่เด็ก ข้าจึงมีประสาทการได้กลิ่นค่อนข้างพิเศษ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นปัญหาก็เกิดขึ้นตอนที่พวกเขารวมตัวกัน
ทว่าตอนที่พวกเขารวมตัวกันไม่มีการสับเปลี่ยนคน เพียงแค่สับเปลี่ยนม้าและรถม้าเท่านั้น
หรือคนสอดแนมจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของพวกเขาแต่แรก ?
“ข้าจะไปถามหลงเทียนอวี้ จริงสิ ของสิ่งนี้สามารถขับนำทางตัวกู่ได้ เช่นนั้นมันสามารถนำทางตัวเถียเจียกู่ได้ด้วยหรือไม่ ?”