ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 581 กลิ่นสวีหมีจื่อ
“สามารถนำทางตัวเถียเจียกู่ได้เจ้าค่ะ แต่ท่านรู้จักตัวเถียเจียกู่ได้อย่างไร ? สัตว์พิษชนิดนี้ใช้สำหรับลงทัณฑ์ทรมารของพวกชนเผ่าทางตอนใต้นะเจ้าคะ ท่านลุงของข้าเคยเห็นหนหนึ่ง โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก”
ดวงตาของอาซิ่วฉายแววรังเกียจ
บางทีอาจเพราะตัวเถียเจียกู่โหดร้ายจนเกินไป ดังนั้นแม้แต่คนสกุลตงฟางเองยังไม่อาจทนมองได้
ทว่าหากในกลุ่มพวกพวกมีคนใช้ตัวเถียเจียกู่จริง แม้นางจะมองไม่ออก แต่เชื่อว่าจะต้องไม่อาจรอดพ้นสายตาของท่านอาจารย์ได้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นมีเพียงความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
ภายในกลุ่มคนเหล่านี้มีใครบางคนเคยสัมผัสกับตัวเถียเจียกู่หรือไม่ก็สวีหมีจื่อ
ด้วยเหตุนี้หลินเมิ้งหยาจึงคิดว่านี่อาจเป็นคำตอบ
“พี่หลี่เจียไปเชิญท่านอ๋องมาหาข้าหน่อยเถิด”
แหวกผ้าม่าน ด้านนอกมีองครักษ์คอยเฝ้าระวังอยู่
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในลูกน้องมากความสามารถของหลงเทียนอวี้ แม้จะพูดไม่มาก แต่กลับมีความสุขุม
เมื่อได้ยินคำสั่งของหลินเมิ้งหยา หลี่เจียขานรับ ก่อนจะขี่ม้าออกไป
ไม่นานหลงเทียนอวี้ก็แหวกผ้าม่านหน้าประตูเข้ามาด้วยสายตาตื่นตระหนก
ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าสีแดงระเรื่อของหลินเมิ้งหยา เขาจึงรู้สึกโล่งใจ
“รู้สึกไม่สบายตรงไหนอย่างนั้นหรือ ?”
หลินเมิ้งหยาพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นับตั้งแต่วันที่นางได้รับบาดเจ็บ หลงเทียนอวี้มักเห็นนางเหมือนเป็นตุ๊กตา
“หม่อมฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเพคะ เหตุที่เชิญพระองค์มาก็เพราะอาซิ่วพบอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงต้องการปรึกษากับพระองค์”
หลินเมิ้งหยาหัวเราะ จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้อาซิ่วเล่าเรื่องสวีหมีจื่อและเถียเจียกู่ให้หลงเทียนอวี้ฟังอีกรอบ
หลังจากได้ยินจบแล้ว คิ้วของหลงเทียนอวี้ขมวดเข้าหากันแน่น
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาเองก็มีข้อสันนิษฐานไม่ต่างไปจากหลินเมิ้งหยา
“หม่อมฉันคิดว่าจะต้องเป็นคนสอดแนมที่ทำเรื่องนี้ เมื่อครู่อาซิ่วพบเข้าโดยบังเอิญ บางทีในกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีใครเพิ่งกลับมาจากเขตโรคระบาดในหยุนโจวก็เป็นได้เพคะ”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยเสียงเนิบนาบ หลงเทียนอวี้ชำเลืองมองนางก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
“มีสี่ห้าคนที่กลับมาจากเขตพื้นที่ติดโรคระบาด แต่พวกเขาทำเพียงส่งข่าวอยู่ด้านหลัง ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่โรคระบาด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ บางทีผู้ควบคุมตัวกู่อาจซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้”
เรื่องในคราวนี้เป็นหลักฐานยืนยันข้อสันนิษฐานของหลินเมิ้งหยาที่ว่าโรคระบาดเกิดขึ้นจากการวางยาของมนุษย์
มิเช่นนั้นเพราะเหตุใดกลิ่นที่ติดมาจึงเป็นกลิ่นของเถียเจียกู่เล่า ?
ซ้ำตอนนี้ยังค้นพบสวีหมีจื่อที่สามารถนำทางเถียเจียกู่ได้อีก
ทั้งหมดบังเอิญเกินไปหรือไม่ ?
“เรื่องนี้ก็ยังไม่แน่เพคะ เหตุเพราะเวลานี้หยุนโจวมีราษฎรอาศัยอยู่เพียงหนึ่งส่วน มณฑลรอบๆ เองก็มิกล้าส่งคนเข้าไปช่วย หากคนผู้นี้คิดจะแพร่กระจายพิษไปยังมณฑลอื่นๆ เช่นนั้นเขาต้องอยู่ท่ามกลางราษฎรจะได้ไม่ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น”
การเดาของหลินเมิ้งหยาย่อมมีเหตุผล
หากเป็นการวางยาพิษ เช่นนั้นพื้นที่แพร่กระจายก็มีอยู่อย่างจำกัด
โดยเฉพาะยาพิษ หากต้องการเอาชีวิตผู้อื่น เช่นนั้นจำต้องใช้ยาพิษในปริมาณที่มากพอตัว
หรืออาจพูดได้ว่าคนผู้นี้จะต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางราษฎรเมืองหยุนโจว อีกทั้งยังวางยาไปทั่วทั้งมณฑลแห่งนี้
วิธีการโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก
“ข้าจะรีบไปจัดการเรื่องนี้”
หลงเทียนอวี้เล็งเห็นถึงความร้ายแรงแล้ว ดังนั้นจึงรีบออกไปออกคำสั่งอพยพผู้ลี้ภัย
ภายในรถม้า ดวงตาของอาซิ่วกลิ้งกลอกไปมา เมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ นางทำอะไรไม่ถูก
“อย่ากลัวไปเลย วันนี้ต้องขอบคุณจมูกของเจ้าแล้ว”
หลินเมิ้งหยาคิดว่าตนเองทำให้อาซิ่วตื่นตระหนกเสียแล้ว ดังนั้นจึงเอ่ยปลอบโยนนางสองสามคำ
ทว่าอาซิ่วกลับส่ายหน้า ใบหน้าเรียวเล็กเผยให้เห็นความเคร่งขรึม
“ท่านพี่เข้าใจผิดไปแล้ว ข้าไม่ได้กลัว แต่เท่าที่ฟังจากคำพูดของพวกท่าน ดูเหมือนจะมีคนกำลังใช้งานเถียเจียกู่อยู่ แต่ชนเผ่านั้นตายไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน พวกเราสกุลตงฟางเคยไปตรวจสอบด้วยตนอง ได้ยินมาว่าไม่มีผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่สวีหมีจื่อในป่าเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?”
หลินเมิ้งหยาที่ได้ยินคำพูดของอาซิ่วถึงกับอึ้งงัน
“หายไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน บางทีอาจถูกเคลื่อนย้ายสถานที่ก็เป็นได้”
อาซิ่วส่ายหน้าพัลวัน
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ สวีหมีจื่อมีชีวิตอยู่ในป่าแห่งนั้นเท่านั้น หากเคลื่อนย้ายไปที่อื่น ไม่ว่าจะเลี้ยงดูเช่นไรก็ไม่รอด ชนเผ่าของพวกเขาอยู่ได้เพราะต้องใช้สวีหมีจื่อนำทางตัวกู่ ฉะนั้นพวกเขาไม่มีทางเอามันห่างจากตัว มิเช่นนั้นพวกแมลงกู่จะกลับมากัดกินพวกเขา”
คราวนี้สมองที่เพิ่งจะโล่งของหลินเมิ้งหยากลับมางุนงงอีกครา
ชนเผ่าที่สามารถใช้สวีหมีจื่อนำทางพวกเถียเจียกู่สูญสิ้นไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว
หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มจู๋หลงอย่างแน่นอน
หัวใจหนักอึ้ง ไม่เพียงมีความเกี่ยวข้องกับวิชาแพทย์พิษของสกุลซิน แต่ยังมีตัวกู่เข้ามาเชื่อมโยงด้วย
กลุ่มจู๋หลงคิดจะทำอะไรกันแน่ ?
“เมิ้งหยา ทุกคนมาครบหมดแล้ว”
ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น เสียงหลงเทียนอวี้พลันดังขึ้นจากด้านนอก
หลินเมิ้งหยาเก็บความคิดของตนเองแล้วพาอาซิ่วเดินออกไปด้านนอก
ภายนอกรถม้า ชายห้าคนในชุดจิ้นจวงยืนตรงหน้าพวกนาง พวกเขามีท่าทางตื่นตระหนกอยู่หลายส่วน
หลินเมิ้งหยาส่งยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ย
“พวกเจ้าอย่ากังวลไปเลย ข้าเพียงแค่ได้ยินมาว่าพวกเจ้าเดินทางกลับมายังเขตพื้นที่โรคระบาด เพื่อป้องกันมิให้พวกเจ้าติดเชื้อ ดังนั้นข้าจึงมาตรวจอาการของพวกเจ้าอย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง”
เมื่อได้ยินหลินเมิ้งหยากล่าวเช่นนี้ สีหน้าของพวกเขากลับยิ่งตื่นตระหนก
พวกเขาล้วนกลับมาจากพื้นที่โรคระบาด ดังนั้นพวกเขาย่อมเคยเห็นอาการเจ็บป่วยของคนไข้เหล่านั้น ดังนั้นพวกเขาทั้งห้าจึงร้อนใจอยากให้หลินเมิ้งหยาช่วยตรวจอาการเสียเดี๋ยวนี้
หลินเมิ้งหยาส่งสัญญาณให้อาซิ่ว จมูกของเด็กคนนี้มีประสาทการได้กลิ่นที่ว่องไวต่อสวีหมีจื่อ
ขอเพียงนางได้กลิ่น เช่นนั้นนางจะต้องหาตัวคนที่มีกลิ่นของสวีหมีจื่อติดอยู่ออกมาได้อย่างแน่นอน
ทว่าบางทีอาจเพราะเวลาผ่านไปนานแล้ว ดังนั้นสุดท้ายอาซิ่วจึงเหลือเป้าหมายเพียงแค่สองคน
เมื่อเห็นว่าอาซิ่วมีท่าทางไม่มั่นใจ หลินเมิ้งหยาจึงเฝ้ารอด้วยความอดทน
ผิดกับทั้งสองที่เริ่มมีเหงื่อผุดโทรมกาย
หัวใจภาวนาอย่าให้ตนเองติดเชื้อ
“ไม่ผิดแน่ เขาเจ้าค่ะ”
หลังจากพยายามจำแนกกลิ่น ในที่สุดนิ้วของนางก็ชี้ไปยังชายคนหนึ่ง
สีหน้าของชายทั้งสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คนที่ไม่ถูกเลือกทั้งดีใจทั้งตกตะลึง
ส่วนอีกคนเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ
“พระชายา ได้โปรดช่วยข้าน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าชายคนนั้นซีดเผือด เขาคิดว่าตนเองติดเชื้อเข้าให้แล้ว
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหลงเทียนอวี้จะโบกมือให้อีกสี่คนที่เหลือถอนตัวออกไป
หลินเมิ้งหยาเห็นว่าเหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว แม้จะขี้ขลาดไปสักเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็คงโทษเข้าไม่ได้ เหตุเพราะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย จะมีใครบ้างมิหวาดกลัว
ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งต้องได้อย่างทรมานเช่นนั้น การที่พวกเขากลัวย่อมหมายความว่ายาพิษจะต้องน่าพิศวงเป็นอย่างมาก
“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป ใช่ว่าจะไม่มีทางช่วยเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังไม่ติดโรค เหตุที่สั่งให้เจ้าอยู่ต่อก็เพราะมีเรื่องอยากถามสักสองสามคำเท่านั้น”
หลินเมิ้งหยาส่งเสียงอ่อนโยน เมื่อชายคนนั้นได้ยินจึงสบายใจขึ้นมาก
ขณะเดียวกันเขากลัวจนวิญญาณแทบออกจากร่างแล้ว ดังนั้นไม่ว่าหลินเมิ้งหยาจะพูดอะไร เขาก็พร้อมให้ความร่วมมือ
“ครั้นเจ้าอยู่ในพื้นที่โรคระบาด เจ้าเคยเห็นคนแปลกหน้าบ้างหรือไม่ ? นอกจากคนที่พวกเราส่งไปแล้ว เจ้ายังได้ใกล้ชิดกับใครมากเป็นพิเศษอีก ?”
ข้อนี้ค่อนข้างสำคัญ เหตุเพราะหลงเทียนอวี้ส่งคนไปแจ้งข่าว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ติดต่อกับคนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้นพวกคนที่รับหน้าที่ดูแลทหารต่างถูกย้ายไปแล้วหลังจากเกิดโรคระบาด
จากการเดาของนาง คาดว่าคนผู้นั้นจะต้องปะปนอยู่ในกลุ่มราษฎร เขาจึงสามารถลงมือได้
ทหารอารักขาคนนั้นหวนคิดย้อนกลับไปในวันนั้น ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล
“ข้าน้อยทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่ง ดังนั้นจึงได้สัมผัสกับคนในค่ายทหารของพวกเราเป็นส่วนใหญ่ อ้อ ข้าน้อยจำได้แล้วขอรับ ก่อนมาที่นี่ข้าน้อยได้ช่วยหมอท่านนั้นหนหนึ่ง นอกนั้นแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกับคนนอกอีก”
“หมอ ? หมอที่ไหนกัน ?”
หลินเมิ้งหยาเค้นถาม ทหารอารักขาเองก็นึกขึ้นมาได้แล้วจึงเอ่ยตอบ
“ท่านหมอกู่ขอรับ โชคดีที่มีเขาอยู่ พวกคนไข้จึงหายเป็นปกติดั่งเดิม พวกเราล้วนให้ความเคารพนับถือท่านหมอกู่มาก ดังนั้นเมื่อเขามีปัญหา คนในค่ายทหารล้วนไม่อาจเพิกเฉยได้”
ที่แท้หมอที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายออกมาก็คือหมอกู่
หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ใช้งานเถียเจียกู่จะเป็นหมอคนนี้
“เช่นนั้นปกติแล้วหมอกู่ท่านนี้มีนิสัยใจคอเช่นไร ?”
ดูเหมือนว่าทหารองครักษ์จะเคารพเลื่อมใสใต้เท้ากู่มาก แม้แต่คำพูดยังเคร่งขรึมกว่าเดิม
“ท่านหมอกู่เป็นคนดีมากขอรับ ตอนแรกไม่มีหมอหลวงคนใดยินยอมเดินทางมายังที่นี่ แต่ท่านหมอกู่เป็นผู้เสนอตัวมาที่นี่และเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้เจ็บป่วยด้วยตนเอง วิชาแพทย์ของหมอกู่คนนี้น่าพิศวงยิ่งนัก พวกเราที่ไปช่วยได้ใช้ยาทาของท่านหมอกู่ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดติดโรคระบาด แต่ของสิ่งนั้นมีราคาแพงยิ่งนัก เมื่อใช้เสร็จแล้วท่านหมอกู่ก็ริบเก็บไปขอรับ”
พูดจบ หลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งอาซิ่วสบตากัน ราวกับพอจะเดาบางอย่างได้แล้ว
“เอาล่ะ ขอบใจเจ้ามาก ในเมื่อทายาของท่านหมอกู่ไปแล้ว เช่นนั้นเจ้าคงไม่ติดโรคระบาด”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยขอบใจอีกสองสามคำ ก่อนจะพาอาซิ่วกลับไปยังรถม้า
ไม่นานหลงเทียนอวี้ก็เข้ามานั่งตาม
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร ?”
หลงเทียนอวี้มองหลินเมิ้งหยา อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมมิต่างกัน
“ดูเหมือนจะไม่ผิดแน่เพคะ เพียงแค่คนผู้นี้กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้อื่นไปแล้ว หากคิดจะจับคงทำให้ราษฎรไม่พอใจ”
หลงเทียนอวี้ย่อมมีความคิดของตนเอง คราวนี้หลินเมิ้งหยาคิดเห็นเช่นเดียวกับเขา
“ยาทาสรรพคุณไม่ติดโรคระบาด ซ้ำยังเคยสัมผัสกับคนผู้นั้น ดูเหมือนหมอกู่จะมั่นใจมากว่าตนเองสามารถนำทางเถียเจียกู่ได้ แต่ตกลงเขามีเป้าหมายใดกันแน่ ?”