ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 582 ฝังทารกทั้งเป็น
ถ้าหากท่านหมอกู่เป็นผู้วางยา เช่นนั้นเขาก็สามารถวางยาต่อไปเพื่อสร้างความโกลาหลให้เกิดแก่ต้าจิ้นได้
ทว่าจนกระทั่งตอนนี้เขายังคงรักษาคนไข้ นี่หรือว่าเขาต้องการซื้อใจคนกันแน่ ?
เป็นไปไม่ได้ คนเมืองหยุนโจวใกล้ตายหมดเมืองเต็มที แม้จะสามารถซื้อใจพวกเขาได้ เช่นนั้นเขาจะได้อะไร
ตกลงคนผู้นี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ?
เมื่อมีเรื่องหนักอึ้งในใจ ทุกคนล้วนอยากไปถึงหยุนโจวโดยเร็วที่สุด
เดินทางด้วยความมัวหมอง แม้แต่คนร่าเริงอย่างอาซิ่วยังกลายเป็นเพียงหางของหลินเมิ้งหยาเมื่อต้องขลุกตัวอยู่แต่ในรถม้า
ท่านอาจารย์ค้นคว้างานจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เรื่องอื่นมิต้องพูดถึง บัดนี้เซียวยี่ซินกลับมามีใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกเหมือนก่อนแล้ว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการวิจัยของป๋ายหลี่รุ่ยประสบผลสำเร็จ
เมื่อมีอาจารย์คอยช่วย หัวใจของหลินเมิ้งหยาจึงผ่อนคลายลง
“พระชายา ตอนนี้เข้าใกล้ค่ายในเมืองหยุนโจวมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ บริเวณรอบๆ มีพวกผู้ลี้ภัยอยู่ พระองค์ได้โปรดอยู่แต่ภายในรถม้าเถิด”
หลี่เจียเอ่ยกำชับจากด้านนอก หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ก่อนจะเหลือบมองทางด้านนอก
หยุนโจวเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของต้าจิ้น
ทว่าตอนนี้กลับเป็นเพียงพื้นที่แห้งแล้ง
ราษฎรไม่มีแก่ใจเพาะปลูก ทั่วทั้งผืนนาล้วนมีแค่เพียงนกที่กำลังจิกกินอาหารอย่างมีความสุข
แม้จะบอกว่าเป็นผู้ลี้ภัย แต่กลับเป็นคนที่กำลังรีบเร่งเดินทาง ซ้ำใบหน้ายังเหลืองซีด
เคยเป็นราษฎรในเมืองหยุนโจวแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่อาจอยู่เย็นเป็นสุขได้เหมือนก่อน
ดูเหมือนหลังจากเกิดโรคระบาดแล้ว การฟื้นฟูหยุนโจวต่างหากจึงจะเป็นปัญหาใหญ่
“อย่าทำร้ายพวกเขา หากพวกเขาอยากได้อาหารหรือเงินก็มอบให้พวกเขาเถิด”
หลินเมิ้งหยาลอบถอนหายใจ สถานการณ์ในเวลานี้เลวร้ายกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เจียรีบออกคำสั่ง ทว่าขบวนรถม้าของพวกนางกลายเป็นที่จับตามอง
ราษฎรบางคนอยากรีบหนีออกไปจากนรกบนดินแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ขบวนรถม้าเหล่านี้กลับมุ่งหน้าเข้าไปยังพื้นที่เกิดโรคระบาด
เหตุที่หลินเมิ้งหยาคิดอยากหนีจากการถูกสะกดรอยก็เพราะการมีตัวตนของท่านอาจารย์
เมื่อถึงที่นี่ คนที่ออกมาต้อนรับมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นพวกคนสะกดรอยจึงไม่อาจเข้ามาสืบหาความจริงได้
กลิ่นอ้ายเย่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ พวกหลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าพวกตนเองเดินทางมาถึงแล้ว
ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง จากนั้นหลงเทียนอวี้จึงแหวกผ้าม่านด้านหลังออก สีหน้าลังเลไม่น้อย
“พวกเรามาถึงแล้ว เจ้ากับอาซิ่วระวังตัวด้วย”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง เพียงแต่นางไม่เข้าใจสายตาลังเลของหลงเทียนอวี้
ทว่าเมื่อพวกนางเดินออกจากรถม้า ภาพตรงหน้าทำให้พวกนางต้องตื่นตะลึง
ทั้งภายในและภายนอกค่ายล้วนเต็มไปด้วยผู้อพยพ
แม้จะมีราชสำนักคอยเยียวยา แต่บรรยากาศของความสิ้นหวังกลับแผ่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่
หลังจากเห็นพวกหลินเมิ้งหยา สายตาของพวกเขามีความประหลาดใจไม่น้อย
ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง
โรคระบาดมิได้เพียงทำให้พวกเขาเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รัก แต่ยังสร้างความผิดหวังและทำให้หัวใจรู้สึกหนาวเหน็บ
หลินเมิ้งหยาเดินผ่านคนเหล่านั้นเข้าไปช้าๆ แววตาของพวกเขาทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้าน
“ฮูหยิน ได้โปรดช่วยลูกของข้าด้วยเจ้าค่ะ เขาเพิ่งจะห้าเดือนเท่านั้น ! ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดช่วยชีวิตเขาด้วย”
อยู่ๆ ผู้หญิงสวมผ้าหยาบคนหนึ่งก็พุ่งตัวออกมาจากกลุ่มคน
มือหยาบกร้านดำสกปรกจับชายกระโปรงของหลินเมิ้งหยาแน่น หยาดน้ำตาเอ่อล้นออกจากดวงตา
“แม่นางท่านนี้ ลูกของท่านเป็นอะไรไปหรือ ?”
หลินเมิ้งหยารีบประคองร่างนางให้ลุกขึ้น นางจึงรีบชี้นิ้วไปทางกระโจมค่ายทางด้านหลัง
“ท่าน…ท่านหมอกู่เอ่ยว่าลูกชายของข้าติดโรคแล้ว ฉะนั้นจะต้องนำไปฝังทั้งเป็น มิเช่นนั้นจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ฮูหยิน…ช่วยด้วย…ช่วยลูกข้าด้วย”
อะไรนะ ? มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ
หลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้สบตากัน ก่อนจะรีบตามแม่นางคนนั้นไปยังกระโจมทางด้านหลัง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าทันทีที่ไปถึง พวกเขาจะได้ยินเสียงทารกร้องไห้ดังระงม
พื้นที่ว่างด้านหลังกระโจมทางด้านหลังถูกขุดเป็นบ่อลึก
ในหลุมบ่อแห่งนั้นมีเด็กมากมายถูกวางอยู่
“ลูกข้า ! ลูกข้า ! ท่านหมอกู่ ข้าขอร้อง ข้ายอมตายแทนลูก ขอร้องท่านปล่อยปล่อยลูกข้าไปเถิดเจ้าค่ะ”
บริเวณรอบๆ มีทหารองครักษ์รั้งพวกนางผู้เป็นแม่เอาไว้
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจทำให้บรรยากาศโดยรอบมัวหมอง
“ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ? เด็กเหล่านี้เป็นตัวการของโรคระบาด ไม่ง่ายเลยที่โรคระบาดจะสงบลง หรือพวกเจ้าอยากให้คนทั้งต้าจิ้นต้องตายไปด้วยกันกับพวกเจ้า ? ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเป็นเพียงทารก แม้ตายไปก็มีใหม่ได้”
น้ำเสียงอันเจือไว้ซึ่งความไม่พึงพอใจอยู่หลายส่วนดังออกมาจากกระโจม
เปลวเพลิงพุ่งพล่านในหัวใจของหลินเมิ้งหยา
นี่มันอะไรกัน ! เขาคิดจะปลิดชีวิตคนทั้งเป็นงั้นหรือ !
ทว่านางประเมินหมอกู่คนนี้ผิดพลาดไปแล้ว
บริเวณรอบๆ เริ่มมีผู้อพยพมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสีหน้าของทุกคนกลับเย็นชา
นัยน์ตาเย็นชา ไร้ซึ่งร่องรอยของความเมตตาของมนุษย์
“ท่านหมอกู่ ขอร้องท่าน ได้โปรดเมตตาด้วย ลูกสามของข้าเพิ่งจะหนึ่งเดือนเท่านั้น เขาจะแพร่เชื้อโรคได้อย่างไร ! ท่านหมอกู่ ข้าขอโขกศีรษะให้แก่ท่าน ข้าขอร้อง”
เสียงร้องไห้ราวหัวใจถูกกรีดของพวกมารดาทั้งหลายดังระงม
ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่พวกคนที่กลัวว่าตนเองจะติดเชื้อกลับมองพวกนางด้วยสายตาเย็นชา
บางคนกำหมัดแน่นราวกับว่าต้องการฝังทารกเหล่านั้นเสียเดี๋ยวนี้
หลินเมิ้งหยาไม่อาจทนไหวอีกต่อไป นางจูงมือผู้หญิงคนนั้นเดินเข้าไปใกล้ตำแหน่งของทารก
“นั่นใคร ! ท่านหมอกู่สั่งว่าห้ามมิให้เข้าใกล้ !”
คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีทหารองครักษ์หยุดนางเอาไว้
หลินเมิ้งหยาปรายตาเย็นชามองเขา กลีบปากบางบริภาษเสียงเย็น
“ไสหัวไป”
เสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งน่าหวั่นคร้ามทำให้ทหารคนนั้นขยับเท้าถอยหลังหนึ่งก้าว
อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงพาผู้หญิงคนนั้นเดินเข้าไปยังพื้นที่ที่วางร่างของเด็กทารกเอาไว้
“อุแว้ อุแว้ อุแว้….”
แม้จะเป็นเพียงเด็ก แต่ถึงกระนั้นก็คงมีสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์
พวกเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย แต่กลับไม่อาจทัดทานใดๆ ได้
ทำได้เพียงส่งเสียงร้องไห้อย่างน่าสงสารเพราะหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถปกป้องตนเองได้
หลินเมิ้งหยาเจ็บปวดใจยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกันนางยิ่งมีโทสะ
หมอกู่อะไรกัน นี่เขาคิดจะฝังทารกบริสุทธิ์เหล่านี้ทั้งเป็นหรือ !
เขาไม่เหมาะจะเป็นคน !
“นั่นใคร เหตุใดจึงบังอาจสร้างความวุ่นวายที่นี่ !”
ทหารเข้าไปรายงานสถานการณ์ ครู่ต่อมาเสียงโฉดชั่วเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
ดูเหมือนเขาจะเป็นหมอกู่สินะ
แต่รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เหมือนอย่างที่นางคิดเอาไว้
หลินเมิ้งหยาจ้องเขาด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี ทว่าครู่ต่อมาหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกว่าชายคนนี้อาจไม่ใช่หมอกู่ที่คอยช่วยเหลือผู้คน
เหตุเพราะร่างกายของเขาไม่มีสวีหมีจื่อติดอยู่
ระบบเซินหนงจดจำสวีหมีจื่อจากทหารคนนั้นเอาไว้แล้ว
แต่เมื่อมาถึงที่นี่นางกลับไม่พบร่องรอยของมัน
นั่นหมายความว่าผู้ที่ใช้งานสวีหมีจื่อไม่ได้อยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ปรากฏตัวภายในระยะเวลาสองสามวันมานี้อีกด้วย
“เจ้าคือหมอกู่ ?”
หลินเมิ้งหยาเลิกคิ้วขึ้นขณะมองเหล่าคนตรงหน้าด้วยสายตาหมดความอดทน
ชายคนนี้หน้าตามิได้แย่ แต่สีหน้ากลับดูน่ารังเกียจ เขาไม่เหมือนหมอที่คอยช่วยชีวิตคน แต่กลับเหมือนพวกอันธพาลเสียมากกว่า
“ใช่แล้ว ข้าคือหมอกู่ เจ้าเป็นใคร ? แต่ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร ที่นี่เป็นสถานที่รักษาคนไข้ของข้า เป็นอะไรไป เพื่อช่วยชีวิตเด็กเหล่านี้ เจ้ามิสนใจกระทั่งชีวิตของทุกคนกระนั้นหรือ ?”
เพียงคำเดียวแต่กลับสร้างความเดือดดาลให้คนหมู่มากได้
สายตาโกรธเกรี้ยวของทุกคนจ้องทางหลินเมิ้งหยา
คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้
“ดี ในเมื่อเจ้าเอ่ยว่าเด็กเหล่านี้คือตัวแปรที่ทำให้เกิดการติดโรคระบาด เช่นนั้นข้าและแม่ของเด็กทารกเหล่านี้จะดูแลพวกเขาเอง เท่านี้ก็มีแค่พวกเราที่ติดเชื้อแล้ว แต่หากพวกเราสามารถมีชีวิตต่อไปอย่างปลอดภัย เช่นนั้นหมอกู่ ท่านจะต้องมีคำอธิบายเรื่องนี้ให้แก่พวกเรา !”
ตอนแรกคิดว่าหลินเมิ้งหยาจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะยอมอ่อนข้อให้เช่นนี้
นางยื่นข้อเสนอให้หมอกู่ไร้ยางอายผู้นั้น
แม้หลงเทียนอวี้จะไม่รู้ว่าหลินเมิ้งหยาต้องการทำอะไรกันแน่ แต่เขาไม่ขยับเขยื้อนแล้วยืนปกป้องนางทางด้านหลังเท่านั้น
“เจ้า…เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ! คำพูดของหมอกู่เช่นข้าหาใช่สิ่งที่เจ้าจะต่อต้านได้ เข้ามา จงฝังทารกหายนะเหล่านั้น”
เพียงพริบตาเดียว หมอกู่ก็คิดอยากจะฝังเด็กเหล่านั้นทั้งเป็น
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับหยิบตราประทับประจำตำแหน่งออกมา
“ข้าคือชายาอวี้ผู้ได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ให้มาแก้ไขปัญหาโรคระบาดในคราวนี้ หมอกู่ ข้าเคยอ่านว่าการรักษาของเจ้าประสบผลสำเร็จ ดังนั้นข้าจึงพยายามอดทน แต่ในเมื่อเจ้าเอ่ยเช่นนี้ นี่หรือว่าเจ้าไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา ? ยิ่งไปกว่านั้นข้าขอดูแลเด็กเหล่านี้ด้วยตัวเอง แม้เด็กเหล่านี้จะเป็นต้นตอของโรคระบาดก็จริง แต่คนที่ต้องทำการรักษาโรคระบาดในคราวนี้ก็ยังเป็นข้า ทั้งที่ข้ายื่นข้อเสนอเช่นนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังดึงดันเช่นนี้เล่า ? นี่หรือว่าหากไม่ฆ่าเด็กเหล่านี้ทิ้ง วาจาไร้สาระของเจ้าจะถูกเปิดเผย ?”
หมอกู่สูดลมหายใจเย็นเข้าปอด ขณะเดียวกันหลงเทียนอวี้เข้าใจความคิดของหลินเมิ้งหยาแล้ว