ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 583 รักษาชีวิตเอาไว้ได้
เท่าที่ดูจากปฏิกิริยาของคนรอบๆ หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันใดว่าหมอกู่ส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่นางคิด
หากนางใช้ฐานะของหลงเทียนอวี้กดดันเขาแล้วล่ะก็ เช่นนั้นชาวบ้านในค่ายเหล่านี้ย่อมไม่พอใจ
ยิ่งไปกว่านั้นพวกทหารเหล่านี้ยังมีท่าทางราวกับถูกล้างสมองไปแล้ว
หากทำอะไรบุ่มบ่าม เกรงว่าทารกไร้เดียงสาเหล่านี้คงไม่มีทางรอด
แต่โชคดีที่หมอกู่มิได้ฉลาดนัก
เพียงสองสามคำเขาก็หยุดชะงักแล้ว
คราวนี้เขากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
ทันทีที่ชาวบ้านได้ยินฐานะของหลินเมิ้งหยา พวกเขาต่างพากันตกตะลึง
ยิ่งได้ยินว่านางยินดีที่จะดูแลเด็กเหล่านี้ พวกเขายิ่งไม่มีเหตุผลที่จะทัดทาน
ถึงอย่างไรชายาอวี้ก็เป็นคนในตระกูลสูงศักดิ์ นางย่อมสามารถดูแลเด็กทารกเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน พวกเขาทำเพียงสังเกตการณ์ก็เพียงพอแล้ว
“เจ้า…เจ้ากำลังนำชีวิตของทุกคนมาล้อเล่น แม้จะเป็นชายาอวี้ก็ไม่ได้ !”
น้ำเสียงของหมอกู่ไร้ความโอหังอย่างเมื่อครู่
แต่กลับพยายามเปล่งเสียงแหบแห้งออกมา หลินเมิ้งหยารู้ได้ทันทีว่าเขากำลังหวาดกลัว เมื่อได้ยินคำพูดของเขา นางจึงรีบโต้กลับไปทันที
“หากหมอกู่ไม่วางใจ เช่นนั้นข้าจะดูแลเด็กเหล่านี้ที่ข้างกระโจมใหญ่ของค่าย เท่านี้ทุกคนก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแล้ว หมอกู่ คนเป็นหมอต้องมีความเมตตา เจ้าคิดจะฝังทารกเหล่านี้ทั้งเป็น อันที่จริงก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคนมิใช่หรือ ?”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้หมอกู่พูดไม่ออก
ครู่ต่อมาสีหน้าของเขามิต่างอันใดจากคนขี่หลังเสือ
แม้คนส่วนใหญ่จะแสดงสีหน้าเย็นชา แต่พวกนางล้วนเป็นสตรีที่มีหัวใจอ่อนโยน ดังนั้นพวกนางย่อมไม่อาจทำใจเห็นเด็กทารกตาดำๆ เหล่านั้นถูกฝังทั้งเป็นได้
ดังนั้นจึงเริ่มขอร้องเช่นเดียวกับพวกหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาก้มตัวลงอุ้มเด็กทารกขึ้นมาหนึ่งคน
เด็กคนนี้ร้องไห้จนเหนื่อยแล้ว ดังนั้นเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของหลินเมิ้งหยา เขาจึงเอียงศีรษะเพื่อมุดหาที่นอนหลับนุ่มนิ่มสบายตัว
“ทุกท่าน ข้าเองก็ไม่อยากให้โรคระบาดในคราวนี้ลุกลามเฉกเช่นเดียวกับทุกคน แต่เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบิดามารดาเหล่านี้ หากวันนี้คนที่พวกท่านต้องการจะฝังคือบุตรของตนเอง เช่นนั้นพวกท่านจะให้โอกาสพวกเขาหรือไม่ ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทว่าจริงใจเพื่อกระตุ้นจิตใจคนเหล่านั้น
ใบหน้าของนางงดงาม แต่ในเวลานี้กลับอ่อนโยนและมีกลิ่นอายของความเป็นแม่
อย่าว่าแต่ผู้อพยพลี้ภัยเลย แม้แต่คนที่ใจแข็งดั่งหินยังอ่อนไหวกับคำพูดของนาง
“ท่านพ่อ น้องชายน้องสาวน่าสงสารยิ่งนัก อย่าฝังพวกเขาเลย”
เสียงเด็กคนหนึ่งพลันดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน
หลินเมิ้งหยาหันไปก่อนจะได้เห็นเด็กหญิงผมทรงซาลาเปาคนหนึ่ง
ดวงตาเปล่งประกายของนางจ้องผู้เป็นบิดาด้วยแววตาน่าสงสาร
บุรุษร่างกำยำที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวพลันใจอ่อนเพราะคำพูดของบุตรสาว
ถอนหายใจ มือหนาหยาบกร้านอุ้มลูกของตนเองขึ้นมา
“พระชายาพูดถูกแล้ว เด็กเหล่านี้ล้วนไม่มีความผิด เช่นนั้นทำตามที่พระชายาพูดเถิด”
ความใจอ่อนเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่
บางทีอาจเพราะถูกหมอกู่ทำให้หวาดผวาแล้ว ดังนั้นเมื่อหลินเมิ้งหยาแสดงความอ่อนโยนจริงใจจึงทำให้พวกเขาหวั่นไหว
เสียงสนับสนุนพลันดังขึ้นอีกหลายทาง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกผอผออาสาเข้ามาช่วยหลินเมิ้งหยาดูแลเด็กเหล่านั้นอย่างกล้าหาญ
พวกนางล้วนแก่ชรา หากต้องแลกชีวิตตนเองกับเด็กเหล่านี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
ความไร้เดียงสาของเด็ก ความอ่อนโยนของมารดา ความรับผิดชอบของผู้เป็นบิดาค่อยๆ ทำให้บรรยากาศเย็นชาดุจน้ำแข็งละลายลง
แม้แต่หลงเทียนอวี้เองก็คิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเช่นนี้
นิ่งอึ้งอยู่กับที่ ทว่าสายตากลับทอดมองยังร่างของหญิงสาวที่กำลังอุ้มเด็กน้อย
ริมฝีปากเอิบอิ่มแย้มยิ้มอ่อนโยน
เมื่อเห็นนางอุ้มเด็กเอาไว้ หัวใจของหลงเทียนอวี้สั่นไหวน้อยๆ
หากเด็กในอ้อมอกของนางคือลูกของพวกเขา….
หัวใจของหลงเทียนอวี้อบอุ่นขึ้น ราวกับกำลังมีความหวัง
“หมอกู่ ได้โปรดเห็นแก่ชื่อเสียงของท่านเถิด เด็กเหล่านี้ย่อมซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน”
หลินเมิ้งหยาอุ้มเด็กเอาไว้พลางส่งเสียงอ่อนโยน
ความอ่อนโยนของผู้หญิงเป็นสิ่งงดงาม ดังนั้นย่อมส่งผลต่อจิตใจมากกว่าคำขู่เข็ญอันแสนเย็นชา
คนเริ่มเอนเอียงไปทางหลินเมิ้งหยามากขึ้น
หมอกู่ไม่อาจระงับความเกลียดชังในสายตาของตนเองที่มีให้หลินเมิ้งหยาได้
ราวกับกำลังเคียดแค้นนางที่หาเรื่องใส่ตัว
“ฮึ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นทำตามที่ชายาอวี้ว่าเถิด แต่หากเป็นไปตามคำพูดของข้า เช่นนั้นท่านต้องรับผิดชอบ”
หลินเมิ้งหยาแย้มยิ้มพร้อมทั้งพยักหน้าลง ทว่าดวงตาคมกริบกลับวาดลงบนร่างของหมอกู่
ร่างกายของเขาไม่มีกลิ่นสวีหมีจื่อ แม้แต่ผิวหนังก็ไม่มี
ทว่าการกระทำของเขาและสิ่งที่ทุกคนเล่ามาช่างแตกต่างกัน
นี่หรือว่าเขาจะเป็นหมอกู่จริง ? หรือเขากำลังแสดง ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินเมิ้งหยารู้สึกว่านางต้องตรวจสอบสักหน่อยแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการดูแลเด็กๆ เหล่านี้และแม่ของพวกเขา
เด็กเหล่านี้ยังคงดื่มน้ำนมอยู่ หากทำให้พวกเขาตกใจทั้งแม่และลูกจะต้องมิใช่เรื่องดีแน่
“ท่านอ๋อง พระองค์ได้โปรดสั่งให้คนตั้งกระโจมให้ห่างออกไปราวห้าเมตร ขอบใจทุกท่านมากที่เข้าใจและให้การสนับสนุนข้า แต่เพื่อป้องกันการติดโรค ทุกท่านได้โปรดอย่าเข้าใกล้ หากข้าต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นได้โปรดนำยามาไว้ให้ข้าที่นี่ ทุกท่านลำบากมากแล้ว ท่านอ๋องนำอาหารเครื่องนุ่มห่มมามาก อีกเดี๋ยวทุกคนมารับไปเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าผู้อพยพจึงค่อยๆ แยกย้ายกันออกไป
พวกมารดาของเด็กทารกไม่ถูกหักห้ามเอาไว้อีกแล้ว ดังนั้นพวกนางจึงรีบกระโดดลงไปในบ่อเพืออุ้มลูกของตนเองขึ้นมา
“ขอบพระทัยเพคะ ขอบพระทัยเพคะ ชายาอวี้ ท่าน…ท่านเป็นคนดียิ่งนัก”
เสียงของมารดาเด็กเหล่านี้ล้วนแหบพร่า
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะต้องรู้สึกประหลาดใจ
ที่นี่เหลือเพียงเด็กและแม่ของเด็ก แล้วพ่อของเด็กหายไปที่ไหนเล่า ?
“อย่าเกรงใจไปเลย พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด พวกเด็กๆ ยังต้องกินนม อย่าได้ตื่นเต้นจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจส่งผลต่อน้ำนมได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาคงไม่มีนมให้กิน จริงสิ สามีของพวกเจ้าหายไปไหนเสียเล่า ? เหตุใดจึงเหลือเพียงพวกเจ้า ?”
หลงเทียนอวี้เองก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเช่นเดียวกัน เลิกคิ้วขึ้นสูง ขณะยืนข้างกายหลินเมิ้งหยา
พวกเขาทั้งสองเข้าใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงมิต้องเสียเวลาเอ่ยถามความเห็นจากอีกฝ่าย
“พวกเรา…พวกเราอพยพมาจากค่ายอีกแห่งหนึ่ง ครอบครัวของพวกเราล้วนอยู่คนละค่าย เหตุเพราะท่านหมอกู่เอ่ยว่าเด็กมีโอกาสป่วยง่าย ดังนั้นจึงพาพวกข้ามาที่นี่เจ้าค่ะ”
หญิงสาวที่กอดลูกของตัวเองเอาไว้แน่นเอ่ยอธิบาย แม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น ทว่าหลินเมิ้งหยากลับมองออกว่าชุดที่นางสวมใส่คือผ้าต่วนมีราคา
สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาเพิ่งพบว่าเสื้อผ้าที่พวกคนเหล่านี้สวมใส่ไม่ธรรมดาเลย
“ฮูหยิน ไม่รู้ว่าท่านอยู่ในตระกูลใด ?”
อีกฝ่ายแสดงสีหน้าขมขื่น ก่อนจะเอ่ย
“ข้าเป็นหลานสะใภ้ของสกุลเซียวในหยุนโจวเจ้าค่ะ”
“สกุลเซียว ? ครอบครัวของฮูหยินเป็นญาติกับสกุลเซียวในเมืองหลวงหรือไม่ ?”
ฮูหยินสกุลเซียวผงะ แต่ก็พยักหน้าลง หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
คิดไม่ถึงเลยว่านางจะได้เจอกับคนตระกูลเดียวกันกับเซียวยี่ซินที่นี่
“พี่สะใภ้ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ ?”
บังเอิญเซียวยี่ซินที่กำลังยุ่งกับงานหันมาเห็นนางเข้าพอดี
เขาจดจำนางได้ในทันที
ฮูหยินเซียวชะงักไป แต่กลับจำชายหนุ่มตรงหน้าได้ในที่สุด เขาคือญาติผู้น้องในเมืองหลวง
หยดน้ำตารินไหลอาบแก้มพร้อมทั้งส่งเสียงสั่นเครือ
“ตอนแรกข้าคิดว่า…คิดว่าเจ้า….ดี ดี หากพี่ชายเจ้าได้พบกับเจ้า เขาต้องดีใจมากแน่”
เมื่อครอบครัวมารวมกันต่อหน้า หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าช่างเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่ง
ทว่านางส่งสายตาให้เซียวยี่ซินหนึ่งหน อีกฝ่ายเข้าใจในทันที
เชาเอ่ยปลอบพี่สะใภ้ของตนพร้อมทั้งถามไถ่เรื่องราว
“คาดว่าคนเหล่านี้หนีออกมาไม่ได้ง่ายๆ เลย”
สายตาหลงเทียนอวี้กวาดมองเหล่าฮูหยินภายในกระโจม
น้ำเสียงเคร่งขรึมอยู่หลายส่วน
“เพคะ หากเดาไม่ผิด คาดว่าเด็กที่เกือบจะถูกฝังทั้งเป็นเหล่านี้ล้วนเป็นสายเลือดของตระกูลสูงศักดิ์”
หากวันนี้นางไม่พบเข้าอย่างทันท่วงที เกรงว่าเด็กน้อยเหล่านี้คงถูกสังหารไปแล้ว
“ข้าไม่มีวันปล่อยพวกเขาไป พวกตระกูลสูงศักดิ์เองก็เช่นเดียวกัน”
มุมปากหยักยิ้มเย็น
หลินเมิ้งหยามองหลงเทียนอวี้ ไม่นานนางก็มองเขาอย่างมีความหวัง สายตาเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน
“เพคะ วิธีการของเขาโหดเหี้ยมยิ่งนัก แม้ตอนนี้พวกคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นจะมีสภาพมิต่างจากสุนัขข้างถนน แต่คิดหรือว่าแผนการเล็กๆ ของเขาจะสามารถทำลายคนเหล่านี้ได้ ?”
ยิ่งไปกว่านั้นหมอกู่ผู้นี้ยังรนหาที่ตาย
เลือกตอนไหนไม่เลือก แต่กลับเลือกตอนที่หลงเทียนอวี้อยู่
เกรงว่าคราวนี้ท่านอ๋องคงลงโทษเขาจนแทบร้องขอชีวิตแล้ว
“ช่วงนี้หม่อมฉันต้องแยกไปอยู่กับเด็กเหล่านี้และมารดาของพวกเขา หม่อมฉันคงไม่อาจช่วยงานในค่ายได้ สู้ๆ นะเพคะท่านอ๋องอวี้”