ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 586 รนหาที่ตาย
เหล่ามารดาทยอยตื่นจากความฝัน
รอยยิ้มของหลินเมิ้งหยาแข็งทื่อ นางจึงเดินออกจากที่นี่
เพราะเหตุนี้เพื่อนของนางจึงยอมหางานพิเศษทำแต่ไม่ยอมกลับบ้านช่วงปีใหม่
การรวมตัวกันอย่างอบอุ่นเช่นนี้คงไม่มีใครอยากได้
ทว่านางกลับรู้สึกแปลกใหม่กับคำถามกวนใจเหล่านี้ อีกทั้งยังไม่รู้สึกรังเกียจ
สงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาตัดสินใจไปช่วยเตรียมอาหารให้เหล่ามารดาของเด็กๆ ทั้งหลาย
แม้นางจะไม่ใช่สูตินารีแพทย์ แต่นางก็พอรู้ขั้นตอนคร่าวๆ
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจะต้องทำให้พวกคุณแม่เหล่านี้ตื่นตระหนกเป็นอย่างมากแน่นอน หากบำรุงร่างกายไม่ทันท่วงที เช่นนั้นอาจเกิดผลร้ายแรงได้
เด็กเหล่านี้อายุมากสุดเพียงไม่กี่เดือน น้อยสุดเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่วัน
ดังนั้นจำต้องใส่ใจพวกเขาให้ดี
แม้ค่ายแห่งนี้จะไม่ใหญ่ ทว่าหลงเทียนอวี้กลับส่งอาหารและข้าวของเครื่องใช้มาให้อย่างครบครัน
ทั้งข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องปรุง แม้แต่เนื้อที่หาได้ยากก็ถูกส่งมา
คนทำครัวล้วนเป็นผอผอที่มากความสามารถ หลินเมิ้งหยาหันไปมองหนหนึ่ง แต่ทุกอย่างล้วนถูกจัดการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางก็วางใจ
“ฮูหยิน ท่านอย่ายืนอยู่ที่นี่เลย ไปรอข้างในเถิดเจ้าค่ะ อีกไม่นานก็เสร็จแล้ว”
เพียงเดินผ่านประตูเข้ามา พวกผอผอก็หมุนตัวแล้วเอ่ยทักทายนาง
คนที่อายุมากหน่อยกล้าที่จะส่งเสียงหยอกล้อกับหลินเมิ้งหยา
แต่พวกนางล้วนใช้ชีวิตอยู่ในกฎระเบียบ ดังนั้นจึงมิกล้าลืมสิ่งเหล่านี้
หลินเมิ้งหยาเอ่ยตอบสองสามคำ ก่อนจะปล่อยให้พวกนางทำหน้าที่ของตนเอง
“ไม่เป็นไร ข้าเพียงแค่มาดูเท่านั้น ช่วงนี้คงต้องลำบากพวกท่านแล้ว ข้าขอบใจพวกท่านแทนท่านอ๋องด้วย ข้าไม่มีประสบการณ์ใดๆ ทั้งหมดคงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว”
หลินเมิ้งหยาส่งยิ้มเชิงขอโทษ คำพูดเหล่านี้ทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่นของพวกผอผอมีรอยยิ้มตาม
“ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน พวกเราสามารถช่วยได้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ เด็กเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ คนเป็นแม่เองก็เช่นเดียวกัน พอลองคิดดูแล้ว คาดว่าหลานของพวกเราเองก็คงอายุเท่านี้ ใครจะรู้เล่าว่าเรื่องนี้จะเกิดกับลูกหลานของตนเองหรือไม่”
ผอผอคนหนึ่งถอนหายใจออกมา หลินเมิ้งหยาที่ได้ยินดังนั้นรู้สึกหวั่นใจ
“เช่นนั้นเด็กคนอื่นๆ เล่า ? นอกจากเด็กที่นี่แล้ว ยังมีเด็กคนไหนถูกฝังทั้งเป็นอีกหรือไม่ ?”
ผอผอส่ายหน้า ทว่าพวกนางกลับมองหน้าหลินเมิ้งหยาด้วยสีหน้ากล้ำกลืน ราวกับมีบางอย่างที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
หลินเมิ้งหยาเป็นคนฉลาด นับตั้งแต่ได้เห็นคนตักน้ำและท่าทางของทุกคนในเวลานี้ นางรู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้นหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง จึงไม่สะดวกนักที่จะพูดอะไรที่นี่
หลินเมิ้งหยาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หลังจากกำชับอยู่สองสามคำ นางจึงหมุนตัวออกจากกระโจม
สีหน้าเคร่งขรึมลงหลายส่วน
ตกลงยังมีสิ่งใดที่นางยังไม่รู้กันแน่ ?
เมื่อมีควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศ ค่ายทั้งสองฝั่งจึงมีชีวิตชีวามากขึ้น
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงตราตรึงอยู่ในใจ
คงมีเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาเท่านั้นที่ลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไปจนหมดสิ้น
ขณะเดียวกันเด็กน้อยเข้ามายืนข้างแม่น้ำ สีหน้าประหลาดใจไม่น้อย ราวกับกำลังคิดบางอย่างเกี่ยวกับค่ายฝั่งตรงข้ามอยู่
สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาล้วนไม่รู้เรื่องกลอุบายชั่วร้ายของพวกผู้ใหญ่
คงมีเพียงเด็กเท่านั้นที่ยังสามารถรักษาหัวใจอันบริสุทธิ์เอาไว้ได้
อาหารเช้าร้อนๆ ถูกยกไปให้เหล่ามารดาทั้งหลาย
หลินเมิ้งหยาและอาซิ่วยุ่งตัวเป็นเกลียวตลอดทั้งช่วงช้า โชคดีที่พวกนางมาทันเวลา ดังนั้นอาการของแม่และเด็กจึงไม่เลว
ทว่าหลังจากใช้วิธีการของอาซิ่ว ในที่สุดนางก็สามารถรับรู้การมีอยู่ของไข่ตัวเถียเจียกู่ได้แล้ว
ไข่เหล่านั้นโหดร้ายยิ่งนัก พวกมันฝังตัวอยู่หัวใจของทารก
หากใช้ยาฤทธิ์รุนแรงเกินไปก็อาจส่งผลร้ายต่อหัวใจของทารกเหล่านั้นได้
เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะต้องตายไปอยู่ดี
“ท่านพี่ พวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ ? เด็กพวกนี้น่าสงสารเหลือเกิน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่”
หัวคิ้วอาซิ่วขมวดเข้าหากัน นางชอบเด็กๆ มาก ดังนั้นจึงไม่อาจทำใจปล่อยให้พวกเขาถูกทำร้ายได้
“ข้าขอคิดดูก่อน”
แม้ท่านอาจารย์จะสามารถถอนพิษเถียเจียกู่ได้ แต่เขาก็มิได้เชี่ยวชาญ
อาซิ่วเลี้ยงตัวกู่ แต่ก็มิได้ช่ำชอง หากพวกนางช่วยกันทำเพียงสองคน เกรงว่าจะเกิดข้อผิดพลาดได้
แม้หลินเมิ้งหยาจะร้อนใจ แต่กลับไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม
นั่งลงบนก้อนหิน มองเด็กๆ และมารดาของพวกเขา สมองพลันเปล่งประกาย
นางโง่เขลายิ่งนัก ! เหตุใดจึงลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้
หลับตาลง ก่อนจะเปิดการใช้งานระบบเซินหนง (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ตำราชิงเจิงผู่มีบันทึกเกี่ยวกับตัวกู่เอาไว้
เริ่มค้นหา โชคดีที่นางกำลังหลับตา มิเช่นนั้นหากใครเห็นตัวอักษรจำนวนนับไม่ถ้วนในดวงตาของนางเข้า พวกเขาจะต้องคิดว่านางเป็นปีศาจอย่างแน่นอน
สุดท้ายหลินเมิ้งหยาก็หาเจอ
เถียเจียกู่ ระยะฟักตัวเป็นไข่อ่อนสีน้ำตาลขนาดเท่าเมล็ดข้าวยึดติดกับเนื้อ จำต้องเพาะในดินจึงจะกลายเป็นตัวออกมา
ด้านบนคือวิธีการเลี้ยงและการใช้งาน แต่เมื่อมองเห็นส่วนสุดท้าย หลินเมิ้งหยาถึงกับตกตะลึง
เป็นไปได้อย่างไร ?
ลืมตาขึ้น ตัวอักษรเหล่านั้นหายไปแล้ว
หลินเมิ้งหยาตกอยู่ในอาการตกตะลึง สีหน้าแปลกประหลาด
อาซิ่วที่ยืนข้างกายนางตลอดเวลาเอียงศีรษะมองดูอย่างไม่เข้าใจ
เมื่อครู่ยังดีอยู่แท้ๆ เหตุใดพี่เมิ้งหยาจึงมีท่าทีเช่นนี้เล่า ?
“ท่านพี่ ท่าน…ยังสบายดีหรือไม่ ?”
เอ่ยถามหยั่งเชิง นางมิกล้าส่งเสียงดังนักเพราะกลัวจะทำให้ผู้อื่นตื่นตระหนก
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“อาซิ่ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าอันที่จริงตัวเถียเจียกู่เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำร้ายคน บางทีสิ่งที่เด็กเหล่านี้ได้รับอาจเป็นทุกขลาภ”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้อาซิ่วมึนงง
ดวงตาเปล่งประกายราวหยดน้ำกระพริบปริบๆ นางรอฟังคำอธิบายจากปากหลินเมิ้งหยา
“หากจะพูดตอนนี้คงเร็วเกินไป แต่เรื่องนี้พวกเราต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน เจ้าจงจำเอาไว้ เด็กเหล่านี้ไม่มีวันตาย แต่อย่าเพิ่งเอ็ดเรื่องนี้ไป แม้แต่กับท่านอาจารย์และพี่ยี่ซินก็ห้ามบอก ช่วงนี้เจ้ากับข้าต้องช่วยกันแสดงละครให้คนเหล่านั้นเห็น”
แม้หลินเมิ้งหยาจะไม่ได้อธิบาย ทว่าอาซิ่วเป็นคนฉลาด ดังนั้นจึงไม่ได้เค้นถาม
เหตุเพราะเป็นคำพูดของนาง อาซิ่วจึงเชื่อว่ามันไม่มีทางผิดแน่
พยักหน้าลง อาซิ่วยืนข้างกายหลินเมิ้งหยาอย่างเชื่อฟังและแสร้งแสดงท่าทางเป็นปกติ
ทว่าหลินเมิ้งหยารู้ดี สงครามของนางกับคนคนนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น….
ภายในกระโจมฝั่งตรงข้าม หลงเทียนอวี้นั่งสงบนิ่งอยู่ภายใน
แม้จะอยู่ในค่ายผู้ประสบภัย แต่เขาก็จัดสิ่งของอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อได้รับการชี้นำจากเขา ไม่ว่าโรคระบาดหรือการจัดการปัญหาผู้อพยพก็ล้วนมีประสิทธิภาพ
ยิ่งได้หลินเมิ้งหยาคอยช่วยเหลือ แม้ทุกคนจะไม่พูด ทว่าพวกเขากลับเอนเอียงมาทางฝ่ายของอ๋องอวี้แล้ว
แต่เพราะเรื่องโรคระบาดยังอยู่ในการดูแลของสองพี่น้องสกุลกู่ ดังนั้นบางเรื่องจึงยังไม่อาจจัดการได้
“ท่านอ๋อง ท่านหมอกู่ต้องการขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เจียเดินเข้ามารายงาน หลงเทียนอวี้เงยหน้าขึ้นมองเขาหนหนึ่งจึงพยักหน้าลง
ทว่าร่องรอยของความเกลียดชังกลับสว่างวาบในดวงตา
ไม่นานหมอกู่ในชุดสีขาวดั่งดวงจันทร์ก็เดินเข้ามาภายในกระโจมของหลงเทียนอวี้
สายตาอาบยาพิษมองตรงไปยังบนร่างของชายหนุ่มที่กำลังอ่านฎีกา
คิดว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นตัวเอง ดังนั้นจึงกระแอมขึ้นสองครั้ง
ทว่าหลงเทียนอวียังคงก้มหน้าอ่านฎีกาต่อ ราวกับไม่สนใจที่จะมองเขา
เจ้าคนไร้ประโยชน์กระแอมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังจนเหมือนกับว่าปอดของเขากำลังจะหลุดออกมา
ทว่าหลงเทียนอวี้ยังแสดงท่าทีราวกับไม่เห็นเขาในสายตาดั่งเดิม
นานกว่าหลงเทียนอวี้จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำคมกริบสะท้อนความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“มีเรื่องอะไร ?”
ไร้ซึ่งความเกรงใจ ราวกับเขากำลังมองคนไร้ค่าอย่างไรอย่างนั้น
ราวกับถูกยกยอปอปั้นจนชินเสียแล้ว แม้จะอยู่ตรงหน้าหลงเทียนอวี้แต่ก็ไม่มีความสำรวม
กลับกัน เขาส่งเสียงสบถในลำคอ ก่อนจะเอ่ย
“อ๋องอวี้อย่าได้ถือดีไปเลย พวกเราสองพี่น้องพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อรักษาโรคระบาดที่นี่ ท่านอ๋องอวี้มีความน่าเกรงขามก็จริง แต่ไม่รู้ว่าหากไม่มีพวกเราสองพี่น้อง ท่านอ๋องจะจัดการเช่นไรกับการเกิดโรคระบาดในคราวนี้ !”
หลงเทียนอวี้เลิกคิ้วขึ้น มุมปากเหยียดยิ้มเย็น
“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด ?”
เจ้าหมอไร้ประโยชน์รนหาที่ตายแล้ว เขาคิดว่าหลงเทียนอวี้ได้ยินเสียงความไม่พอใจของตนเองและกำลังกลัวตนเองอยู่จึงได้ใจ
นั่งลงบนเก้าอี้อย่างถือดี ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความโอหัง
“ข้าเป็นเพียงราษฎรธรรมดาแล้วจะทำสิ่งใดได้ พวกข้าไม่อาจเทียบเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ได้ หากยังอยากให้พวกเราสองพี่น้องรักษาโรคระบาดที่นี่ต่อ เช่นนั้นท่านต้องมอบทารกเหล่านั้นกลับมา ยิ่งไปกว่านั้นจงสั่งให้ชายาอวี้ขอโทษข้าด้วย !”
สายตาคมกริบของหลงเทียนอวี้เปี่ยมไปด้วยความอาฆาต
ไม่มีใครกล้าข่มขู่เขามาก่อน หรือจะพูดว่าคนที่เคยข่มขู่เขาล้วนตายไปอย่างน่าอนาถหมดแล้วก็ได้
เห็นได้ชัดว่าเจ้าคนไร้ประโยช์นี้กำลังรนหาที่ตายแล้ว
ปิดฎีกาในมือลง หลงเทียนอวี้หลุบตา แต่ความเย็นชาดุจน้ำแข็งในแววตานั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถทานทนได้