ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 589 ตามหาเบาะแส
“พี่สะใภ้อู๋ ข้ารู้ว่าท่านยังไม่อาจทำใจ แต่หาไม่ตรวจสอบเรื่องนี้ เกรงว่าอาจมีคนคิดร้ายต่อท่านและลูก ดังนั้นข้าหวังว่าท่านจะสงบใจลงสักนิดและช่วยข้านึกหน่อยเถิดว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น”
หลินเมิ้งหยาส่งเสียงอ่อนโยน อู๋หวังผ่านความตื่นตระหนกมาแล้ว เมื่อได้รับคำปลอบโยนจากหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกมิต่างอันใดจากได้รับถ่านท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ
เพียงได้เห็นแววตาอ่อนโยนอบอุ่นของหลินเมิ้งหยา ในที่สุดความกล้าก็เกิดขึ้นในใจบ้าง นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
“ข้า…จำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ แต่หลังจากตื่นนอนเมื่อรุ่งสาง ข้ารู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอันใดอีก พระชายา ข้าไม่รู้ว่าตนเองทำให้ใครขุ่นเคือง เหนียงเหนียงได้โปรดออกหน้าแทนข้าด้วย !”
แม่นางอู๋หวังขอร้องหลินเมิ้งหยาด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา ดวงตาฉายแววเคียดแค้น
บางทีอาจเพราะมีคนเล่าเรื่องที่นางเกือบจะทำร้ายลูกของตนเองกระมัง
คนเป็นแม่ย่อมเจ็บปวดใจยากเกินพรรณนา
หลินเมิ้งหยาถอนหายใจ ไม่ว่านางจะถามเช่นไร ทว่าแม่นางอู๋หวังยังคงตอบเช่นเดิม
ยิ่งนางถาม คนถูกถามก็ยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
เห็นทีจะไม่ได้อะไร หลินเมิ้งหยาไม่กล้าเค้นถามอีกจึงทำเพียงปลอบใจนาง
ถึงอย่างไรแม่นางอู๋หวังก็เป็นเหยื่อที่ใหญ่ที่สุดของกลอุบายโหดเหี้ยมในคราวนี้
ภายนอกกระโจม แสงจ้าบนท้องฟ้าลาลับไปอย่างรวดเร็วราวกับกำลังวิ่งหนีความมืดมิดที่เข้ามาแทนที่
หลินเมิ้งหยาแหงนหน้ามองเส้นขอบฟ้า ดวงจันทร์ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาทำให้จิตใจของนางรู้สึกเป็นกังวล
ค่ายที่ถูกตั้งแยกออกมานี้มีขนาดไม่ใหญ่ บริเวณรอบนอกมีองครักษ์ของหลงเทียนอวี้ออกลานตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน
คนภายนอกไม่อาจเข้ามายังภายในได้ เช่นนั้นอย่าว่าแต่พวกเขาคิดจะทำอะไรใต้ขนตาของนางเลย
คาดว่าคนร้ายจะต้องอยู่ในค่ายแห่งนี้
ทว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านอาจารย์กล่าวเอาไว้ คนที่สามารถใช้วิชาควบคุมเข็มได้มีเพียงพวกนางอาจารย์และศิษย์แล้ว
หากตัดนางออกไป เช่นนั้นผู้ต้องสงสัยเดียวก็คืออาจารย์ ?
แต่ท่านอาจารย์เป็นคนมีศักดิ์ศรี เขาไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้อย่างแน่นอน
ทว่าแม้นางจะเชื่อใจท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะคิดเห็นเช่นเดียวกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นางเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับและพยายามสืบหาความจริงอย่างเงียบๆ
ตอนนี้มิใช่เวลาเอะอะโวยวายเอิกเกริก
“น่าสงสารยิ่งนัก ทารกน้อยคนนั้นเกือบจะถูกฆ่าตายแล้ว ข้าไปดูลูกของพี่สะใภ้อู๋มาแล้วเจ้าค่ะ ผิวพรรณงดงามดั่งหยก หน้าตาน่ารักน่าชังมิต่างจากตุ๊กตา”
อาซิ่วอยู่ข้างกายหลินเมิ้งหยาตลอดเวลา นางกระซิบเสียงเบาอย่างเสียดาย
หลินเมิ้งหยารู้ดีว่านางชอบเด็ก ดังนั้นจึงดึงสมาธิกลับมาแล้วเอ่ยถามอาการของเด็กคนนั้น
“ตอนนี้ใครกำลังดูแลเด็กคนนั้นหรือ ?”
“พี่สะใภ้จูและพี่สะใภ้เซียวเจ้าค่ะ เด็กคนนั้นว่านอนสอนง่าย นอกจากกินนมและนอนแล้วเขาก็ไม่ใคร่จะตื่นอีก แม้ว่าจะเกิดเสียงดังมากมายเพียงไหนแต่ก็ยังนอนหลับอุตุได้เจ้าค่ะ พี่สะใภ้จูเล่าว่าเด็กคนนี้น่าเอ็นดูยิ่งนัก”
ทารกล้วนเป็นเช่นนี้ ในโลกของพวกเขานอกจากกินและนอนก็มิต้องการสิ่งใดอีก
หลินเมิ้งหยาอดใจไม่ไหวจึงอยากไปดูเด็กคนนั้น ทั้งสองจึงก้าวฝีเท้าไปยังกระโจมของพวกพี่สะใภ้ทั้งสอง
เทียนไขส่งกลิ่นอ่อนๆ ไม่รบกวนหนูน้อยเหล่านั้น
หลินเมิ้งหยาค่อยๆ เดินไปเพราะไม่อยากทำให้พวกเขาตื่นตกใจ นางตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อมิให้มีสิ่งใดสามารถทำร้ายหนูน้อยเหล่านั้นได้
ท่ามกลางแสงเทียนอันแสนอ่อนโยน เหล่าทารกน้อยที่เพิ่งจะกินนมเสร็จต่างลืมตาโตบางคนแย้มยิ้มไร้เดียงสา บางคนพยายามเปล่งเสียงร้องไห้
เสียงออดอ้อนของพวกเขาทำลายความขุ่นมัวบนโลกนี้ไปจนหมดสิ้น
พวกแม่เด็กล้วนเปิดใจให้กว้าง บางคนนั่งบางคนนอน ทว่าสายตาล้วนจับจ้องบนใบหน้าลูกน้อยของตนเองทั้งสิ้น
หลินเมิ้งหยาชะโงกหน้ามอง โชคดีเหลือเกิน เด็กเหล่านี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี
เมื่อพบสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปจับแก้มของพวกเขา
ด้านหน้าของพี่สะใภ้จูซึ่งกำลังอุ้มลูกน้อยของตนเองเพื่อกล่อมนอนมีร่างเล็กของหนูน้อยที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่
เป็นอย่างที่อาซิ่วเล่า แม้จะเกิดได้เพียงไม่กี่เดือน ทว่าใบหน้าผิวพรรณกลับขาวนวลดั่งหิมะ ขนตางอนยาวเป็นแพจนเกิดเป็นเงาใต้ตา
หนูน้อยหลับสนิท ไม่ว่าใครจะเสียงดังเช่นไรเขาก็ไม่ตอบสนอง ซ้ำยังนอนหลับฝันหวานอีกด้วย
หลินเมิ้งหยายื่นมือเข้าไปลูบใบหน้าของเขาอย่างไม่อาจทนไหว สัมผัสนุ่มนิ่มทำให้หัวใจของนางพองโต
“เด็กคนนี้ว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก หากเสี่ยวเอ้อของข้าเลี้ยงง่ายเช่นเขาก็คงดี”
พี่สะใภ้จูเอ่ยออกมาอย่างนึกเสียดาย ทว่าหลินเมิ้งหยาหันไปมองเสี่ยวเอ้อที่กำลังฉีกยิ้มแหยๆ ก่อนจะหันกลับมามองหนูน้อยที่กำลังหลับสนิทในตะกร้า ความสงสัยพลันปรากฏขึ้นในใจ
แปลก แม้ทารกจะต้องนอนหลับเป็นเวลาสิบกว่าชั่วโมงต่อวัน แต่พวกเขาควรสัมผัสได้ถึงเวลาของโลกภายนอก
ระบบเซินหนงเริ่มประมวลผล หลินเมิ้งหยาพบคำตอบอันน่าตกตะลึง
ในร่างกายของเด็กคนนี้มีสารตกค้างของยานอนหลับในปริมาณเล็กน้อย เพราะเหตุนี้เขาจึงนอนหลับสนิท
แม้ปริมาณยาจะไม่ส่งผลต่อผู้ใหญ่ ทว่ามันสามารถทำให้เด็กทารกนอนหลับไหลได้ทั้งวัน
“นอกจากเด็กคนนี้แล้วยังมีเด็กคนอื่นที่มีอาการเช่นนี้อีกหรือไม่เจ้าคะ ?”
หลินเมิ้งหยากระซิบถามเสียงเบา ท่าทางเหมือนไม่ได้ตั้งใจถามเลยเสียทีเดียว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ทว่าพี่สะใภ้จูกลับหัวเราะคิกคัก
“ใช่ว่าใครจะพบเจอเด็กว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ได้ง่ายๆ เจ้าค่ะ เฮ้อ แต่วาสนาของเด็กคนนี้ช่างอาภัพนัก”
แปลก หรือจะเกิดจากน้ำนม ? เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีคนวางยาแม่ของเขา ดังนั้นในร่างกายของเด็กคนนี้จึงมีสารตกค้างของยานอนหลับหลงเหลืออยู่ ?
แต่แม่นางอู๋เล่าว่าหลังจากตื่นนอนนางก็รู้สึกปวดหัว
เช่นนั้นนางจะโดนวางยาเมื่อไร ?
“พี่สะใภ้จู ข้าขอพาเด็กคนนี้กลับไปก่อน วันนี้พวกท่านเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว รีบพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
หลินเมิ้งหยายกตะกร้าขึ้นพร้อมทั้งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจำต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ดังนั้นการต้องดูแลเด็กถึงสองคนย่อมเป็นการเติมหิมะลงในกองหิมะ
ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยเรื่องที่หลินเมิ้งหยาพาเด็กน้อยคนนี้ไปดูแลด้วยตนเอง
ยกตะกร้า หลินเมิ้งหยาใช้ร่างกายของตนเองปกปิดศีรษะของหนูน้อย
เดินกลับไปยังกระโจมของตนเองอย่างระมัดระวัง กลีบปากของหนูน้อยขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังฝันว่ากินอะไรบางอย่างอยู่
วางหนูน้อยลงบนเตียงของพวกนาง หลินเมิ้งหยาเพิ่มผ้าเข้าไปอีกหลายชั้น
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางตัดสินใจวางหยกอุ่นชิ้นหนึ่งลงบนผ้าห่มของหนูน้อย
ย่อตัวลงข้างตะกร้า จับผ้าห่มและเสื้อผ้าของหนูน้อยด้วยความระมัดระวัง ไม่รู้ว่าความอ่อนโยนระคนเอ็นดูปรากฏอยู่บนใบหน้าตั้งแต่เมื่อไร
อาซิ่วก้มหน้าลงมองหนูน้อยด้วยความประหลาดใจ ยื่นมือเข้าไปจับมือเล็กนุ่มนิ่มพร้อมทั้งลูบไล้ใบหน้าข้างแก้มกลมกลึง
รู้สึกได้เพียงความน่ารักของเขา สุดท้ายอดใจไม่ไหวอุ้มร่างของเขาขึ้นมาจุมพิตไปหนึ่งหน
“เบาหน่อย เดี๋ยวเขาจะตื่น”
ทั้งสองบังคับเสียงตนเองให้เบาลง เหตุเพราะเกรงว่าหนูน้อยจะตื่น
อาซิ่วพยักหน้าลง แม้จะไม่อาจทำใจปล่อยเขาไป แต่สุดท้ายก็ปีนกลับมานอนบนเตียงอย่างว่าง่าย
แม้ว่าสายตาจะไม่ละออกจากใบหน้าของเขาเลยก็ตาม
“ท่านพี่ ท่านแต่งงานแล้วมิใช่หรือ ? ท่านแม่ข้าเคยบอกว่าหากแต่งงานแล้วก็จะสามารถมีลูกได้ ท่านดูเถิด เด็กคนนี้น่ารักยิ่งนัก เหตุใดท่านไม่ให้กำเนิดขึ้นมาสักคนเล่า ?”
ช่างเป็นคำถามที่ทำให้หลินเมิ้งหยาพูดไม่ออก หลินเมิ้งหยารู้สึกขุ่นข้องหมองใจเล็กน้อย เหตุใดทุกคนจึงอยากให้นางมีลูกนักนะ
บางทีทุกคนอาจเห็นว่านางมีคุณสมบัติของคนเป็นแม่กระมัง
“ภายภาคหน้าต้องมีแน่นอน จริงสิอาซิ่ว วันนี้เจ้าสังเกตเห็นความผิดปกติหรือไม่ ?”
แม้เด็กคนนี้จะมีท่าทางใสซื่อไร้เดียงสา แต่ความจริงแล้วนางเป็นคนรอบคอบคนหนึ่ง
แต่นั่นก็มิได้หมายความว่านางเป็นคนมีกลอุบายแพรวพราว ยิ่งไปกว่านั้นคนเช่นนางยิ่งทำให้ผู้อื่นลดการป้องกันตัวลง
ต่อให้เป็นคนร้ายก็คงไม่ได้ป้องกันตัวจากนางเท่าไร
กอปรกับอายุที่ยังไม่มาก กิริยาน่ารักมีเสน่ห์ ดังนั้นทุกคนจึงเห็นนางเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น
ทว่าเด็กปกติทั่วไปล้วนไม่มีความกล้าเข้าไปเป็นคนสอดแนมท่ามกลางความอันตรายเช่นนางอย่างแน่นอน
“ไม่มีอะไรพิเศษเจ้าค่ะ แต่ทุกคนล้วนซุบซิบกันเรื่องแม่นางอู๋ บ้างพูดว่าลูกของแม่นางอู๋มีดวงกาลกิณี ดังนั้นผู้เป็นแม่จึงกลายเป็นเช่นนั้น แต่คนพูดเรื่องนี้มีไม่มากเท่าไหร่เจ้าค่ะ”
หลินเมิ้งหยาเดาเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีคนพูดเช่นนี้
เหตุเพราะคำพูดของหมอกู่ยังคงสร้างความสงสัยให้กับพวกเขาอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรพวกเขาย่อมมีแนวโน้มเชื่อหมอกู่ผู้ซึ่งทำการรักษาสำเร็จ
“เจ้าช่วยข้าจับตามองด้วย เกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว การที่แม่นางอู๋เปลี่ยนไปเช่นนี้อาจมีข่าวลือแพร่กระจายออกไป หากข่าวลือถูกส่งไปยังฝั่งนั้นอาจเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นได้”
เมื่อพลบค่ำหลงเทียนอวี้ส่งจดหมายมาฉบับหนึ่งมีใจความว่าศิษย์พี่ของหมอต้มตุ๋นคนนั้นกลับมาที่ค่ายแล้ว
ส่วนความเห็นที่หลงเทียนอวี้มีต่อหมอคนนี้นั้น….จิ้งจอกบนเขา [1]
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากพวกเขารู้ว่าเหตุที่แม่นางอู๋หวังคุ้มคลั่งก็เพราะลูกชายของตนเอง เช่นนั้นแผนการที่นางเพียรพยายามยับยั้งเอาไว้คงยิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปอีก
การสละชีวิตคนผู้หนึ่งเพื่อทำให้คนหมู่มากอยู่อยากปลอดภัยเป็นความคิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็กๆ เช่นนี้
เกรงว่าเหยื่อรายนั้นจะต้องเป็นทารกไร้เดียงสาคนนี้อย่างแน่นอน
อาซิ่วพยักหน้าลง นางย่อมรู้ดีว่าควรทำเช่นไร
ก้มหน้าลงมองใบหน้ายามหลับสนิทของทารกไร้เดียงสาโดยไม่ได้นัดหมาย
เกรงว่าพวกนางต้องร่วมแรงร่วมใจกันเขาถึงจะมีชีวิตรอด
ท่ามกลางเหตุการณ์กลับตาลปัตรเพียงชั่วข้ามคืน หลินเมิ้งหยาพยายามใคร่ครวญเพื่อหาผู้ต้องสงสัย
แต่เพราะเบาะแสน้อยเกินไป สุดท้ายคนที่น่าสงสัยมีเพียงเหล่าสตรีที่นอนอยู่ในกระโจมเดียวกันกับแม่นางอู๋
——————————-
หมายเหตุ
[1] จิ้งจอกบนเขา หมายถึงพวกคนชั่วที่เข้ามาสุมหัวรวมกัน