ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 20 บทที่ 590 ตามล่าหาคนร้าย
เคยเห็นวิชาฝังเข็มของท่านอาจารย์ ซ้ำยังสามารถลอกเลียนแบบได้ หากมิได้มีพื้นฐานความรู้เดิมราวสิบปียี่สิบปีไม่มีทางทำเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
แม้ท่านอาจารย์จะสอนนางด้วยตนเอง แต่นางก็ยังไม่อาจเรียนได้จนสำเร็จ
เหตุเพราะวิชาฝังเข็มเทวดาของท่านอาจารย์ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ทว่านางกลับได้เรียนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
เพียงคิดได้ว่าค่ายแห่งนี้มีคนเช่นนั้นซ่อนตัวอยู่ หัวใจของหลินเมิ้งหยาพลันเต้นระรัวเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก
หากคิดจะตรวจสอบ เช่นนั้นหลินเมิ้งหยาต้องไม่ทำให้เกิดจุดสนใจ
อาซิ่วกลับมาทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเด็กเช่นนางไปร่ำเรียนมาจากที่ใด นางจึงสามารถทำให้ทารกเหล่านั้นตกอยู่ในอาการเงียบสงบได้
ทว่าใบหน้าเรียวเล็กน่ารักของนางช่างมีประโยชน์ยิ่งนัก เรื่องอื่นยังไม่ต้องพูดถึง แต่ทุกครั้งที่นางหยักยิ้มให้พวกมารดาเหล่านั้น พวกนางก็ล้วนแล้วแต่เชื่อคำพูดของเด็กสาวคนนี้
แม้แต่หลินเมิ้งหยาเองยังต้องเลื่อมใสนาง
ภายในกระโจมร้างผู้คน ท่ามกลางค่ายกักกันซึ่งถูกตั้งแยกออกมาแห่งนี้ ของทุกอย่างที่ทุกคนนำมาล้วนถูกนางตรวจสอบทั้งสิ้น
ทว่านางสนใจแต่เพียงยาพิษเท่านั้น นางมิได้สนใจตรวจตราของสิ่งอื่นให้ละเอียดนัก
ในเมื่อแม่นางอู๋เอ่ยว่านางถูกคนฝังเข็มหลังจากตื่นนอน เช่นนั้นเป็นไปได้ว่าเข็มเหล่านั้นยังอยู่ภายในกระโจม
เข็มที่ท่านอาจารย์ใช้ล้วนมีขนาดยาวกว่าเข็มเล่มอื่น
ยิ่งไปกว่านั้นยังสร้างขึ้นจากวัสดุค่อนข้างพิเศษ มิเช่นนั้นคงไม่มีประสิทธิภาพเช่นนี้
นั่นหมายความว่าการพกเข็มเหล่านั้นไปไหนมาไหนย่อมไม่สะดวกนัก
แม้แต่เข็มของนางเองก็เก็บเอาไว้ในหีบไม้
หากจำเป็นต้องเดินทาง เช่นนั้นนางจะเก็บพวกมันเอาไว้ในหีบของ แต่ไม่พกไว้กับตัว
เข็มเหล่านี้มีความพิศวงอยู่ไม่น้อย หากพกพวกมันติดตัวสักช่วงหนึ่ง เช่นนั้นประสิทธิภาพของเข็มจะลดลง
หลินเมิ้งหยาเคยศึกษาเรื่องนี้แล้ว เหตุผลหลักๆ คงเพราะเข็มเหล่านี้มีส่วนผสมของแม่เหล็ก
แต่เพราะร่างกายของมนุษย์มิต่างอันใดจากสนามแม่เหล็ก ดังนั้นหากไม่เก็บเอาไว้ในกล่องไม้ เช่นนั้นแม่เหล็กทั้งสองขั้วจะดึงดูดซึ่งกันและกัน
เมื่อถึงเวลานั้นเข็มก็จะไม่อาจใช้งานได้อีก
ยิ่งไปกว่านั้นท่านอาจารย์ยังกล่าวอีกว่าวัสดุสร้างเข็มหาได้ยากยิ่ง ชุดเข็มในมือของนางคือชุดเข็มที่ท่านอาจารย์ต้องรอวัสดุให้พร้อมสร้างนานถึงสิบปี
หรือพูดง่ายๆ ก็คือเข็มชุดนี้เปรียบดั่งทรัพย์สมบัติที่หาได้ยากยิ่ง
หลินเมิ้งหยาพยายามค้นหาสิ่งของในกระโจมอย่างเงียบเชียบ
นอกจากเตียงที่ยุ่งเหยิงของแม่นางอู๋หวังแล้ว ข้าวของของแม่นางที่เหลือล้วนวางอยู่บนหัวเตียง
หลินเมิ้งหยากวาดสายตา สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นชุดสะอาดและของใช้สำหรับเด็ก
นางหาสิ่งของประเภทเข็มไม่เจอเลยแม้แต่น้อย
หรือคนผู้นั้นจะไม่ได้อยู่ในกระโจมแห่งนี้ แต่เป็นกระโจมอื่น ? หรือว่าคนภายนอกสามารถเข้ามาในกระโจมได้ ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง การตามล่าหาเบาะแสของนางก็จะยิ่งยากมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นหากต้องออกค้นหาในบริเวณกว้าง นางเพียงคนเดียวคงไม่มีวันตามหาเจอ
แต่หากทำให้พวกผู้หญิงเหล่านั้นแตกตื่น เช่นนั้นคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อคงกลายเป็นทารกน้อยเหล่านั้น
ไตร่ตรองอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจค้นหาอย่างละเอียดอีกคน
หากไร้ซึ่งเบาะแสจริง เช่นนั้นนางคงต้องจำใจคิดหาทางอื่นแล้ว
หลินเมิ้งหยาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุด แม้แต่ฟางที่ใช้ปูเป็นเตียงเองก็ไม่ละเว้น นางเกือบจะดึงออกมาตรวจทุกเส้นแล้ว
ความกังวลพอกพูนในใจมากขึ้นทุกที
ขณะที้หัวใจกำลังว้าวุ่นและคิดจะยอมแพ้ นิ้วที่กำลังแหวกเครื่องนอนออกพลันถูกอะไรบางอย่างทิ่ม
โลหิตสีแดงสดพลันรินไหลออกจากนิ้วมือสีขาวดั่งหิมะ
หลินเมิ้งหยารีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากแล้วดูด ทว่าสายตากลับตกลงบนเข็มเจ้ากรรมที่ทิ่มนิ้วของตนเองเมื่อครู่
เข็มเล่มนั้นคมยิ่งนัก
หากมิใช่เพราะนิ้วของนางบังเอิญถูกทิ่มเข้า เกรงว่านางคงหาไม่เจอ
เพียงคิดได้ว่าตนเองเกือบพลาดเบาะแสครั้งใหญ่ในคราวนี้แล้ว หลินเมิ้งหยาอดที่จะตบศีรษะของตนเองไม่ได้
ค่อยๆ ดึงเข็มออกมา เพราะเหตุนี้นางจึงหาไม่เจอ เหตุเพราะมันถูกฝังอยู่บนผ้านวม
หากมิใช่เพราะนางพลิกผ้านวมกลับด้านแล้วล่ะก็ เกรงว่าเข็มคงมิโผล่ออกจากผ้านวม
หลินเมิ้งหยาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากวงแขน ก่อนจะวางเข็มเล่มนั้นลงไป
มุมปากหยักยกขึ้นน้อยๆ ทว่าเมื่อเห็นว่าเตียงหลังนี้เป็นของใคร นางถึงกับอึ้งงันอยู่กับที่
นี่มัน….
สีหน้ายุ่งยากเกินคาดเดา สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ทว่าหลินเมิ้งหยามิได้ทำอะไรบุ่มบ่าม แต่นางเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับเข้าไปในวงแขนแล้วเดินจากไปอย่างเงียบสงบ
เหตุเพราะจิตใจร้อนรุ่มกระสับกระส่าย ดังนั้นนางจึงมองไม่เห็นกระทั่งพวกคนที่เข้ามาช่วยเหลืออีกสองสามคน
นางเดินกลับไปยังกระโจมของตนเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นอกจากอาซิ่วและป๋ายหลี่รุ่ยแล้ว หลินเมิ้งหยามองไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าป๋ายหลี่รุ่ยหรือกระทั่งอาซิ่วล้วนแสดงสีหน้าเปี่ยมโทสะเมื่อออกจากกระโจมของหลินเมิ้งหยา (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ราวกับพวกเขารู้สึกผิดหวังกับอะไรบางอย่างอย่างไรอย่างนั้น
ทุกคนล้วนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้เพียงว่าหลินเมิ้งหยากำลังฟาดอสนีบาตใส่ใครสักคน
แต่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร
ภายในค่ายกักกันที่ถูกแยกตัวออกมา ขณะนี้มีข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างถ้วนทั่วว่าท่านอ๋องอวี้นอกใจพระชายา ดังนั้นพระชายาจึงโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก
แต่เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่นั้นเห็นจะมีเพียงพวกเขาทั้งสามที่รู้
ขณะเดียวกันหลินเมิ้งหยาที่อยู่ภายในกระโจมมีท่าทางแตกต่างจากข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดเป็นอย่างมาก บรรยากาศเงียบสงบปนอบอุ่นอบอวลอยู่ภายในกระโจมแห่งนี้
หลินเมิ้งหยานั่งลงข้างเตียงของหนูน้อย ขนคิ้วหรือแม้กระทั่งหางตาล้วนอ่อนโยน
ส่งเสียงฮัมเพลงคลอเคลีย น้ำเสียงอ่อนโยนดุจผ้าแพร หนูน้อยแย้มยิ้มกว้างอย่างชอบใจ
ดวงตาสีดำขลับเผยความไร้เดียงสาหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้
“เด็กคนนี้เพิ่งจะอายุไม่เท่าไรแท้ๆ แต่กลับรู้จักกลั่นแกล้งผู้อื่นแล้ว ท่านดูเถิด ข้าทำดีกับเขา แต่เขากลับพ่นน้ำลายใส่ข้า”
อาซิ่วบ่นพึมพำเพราะความไม่พอใจ แต่แม้จะส่งเสียงบ่นกระปอดกระแปด ทว่ามือเล็กยังคงมิปล่อยออกจากใบหน้านุ่มนิ่มของหนูน้อย
ทว่าเจ้าหนูน้อยนี้มิใช่คนที่จะสามารถรับมือด้วยได้ง่ายๆ
ไม่รู้ว่าเขาเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด เขาขยับหน้าหันขวับแล้วใช้ปากที่ไม่มีฟันกัดนิ้วของอาซิ่วอย่างแรง
อาซิ่วจึงส่งเสียงร้องโวยวายออกมา
“ท่านพี่ ท่านรีบมาดูนี่ ! เจ้าหนูนี่ดุร้ายยิ่งนัก !”
หลินเมิ้งหยายิ้มพลางส่ายหน้า แม้อาซิ่วจะเอ่ยเช่นนี้ ทว่านางกลับเอ็นดูหนูน้อยเป็นอย่างยิ่ง
อาการป่วยของแม่นางหวังเริ่มคงที่แล้ว แต่นางกลับเอ่ยว่านางกลัวจะทำให้ลูกชายได้รับบาดเจ็บอีก ดังนั้นจึงอยากฝากฝังเขาให้หลินเมิ้งหยาช่วยดูแล
หลินเมิ้งหยาย่อมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหนูน้อยคนนี้ยังสนิทสนมกับนางมากเป็นพิเศษ
ทุกครั้งที่นางอุ้ม เขามักฉีกยิ้มกว้างอย่างออดอ้อน
ไม่ว่าอาซิ่วหรือท่านอาจารย์ก็ล้วนถูกเขาขมวดคิ้วใส่ทั้งสิ้น
เหตุเพราะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อาซิ่วจึงส่งเสียงบ่นอุบเช่นนี้
“บางทีอาจเพราะเจ้าพกตัวกู่เอาไว้มากกระมัง เหตุเพราะร่างกายของพวกเขามีไข่ของเถียเจียกู่อยู่ ดังนั้นพวกเขาย่อมรู้สึกไม่เป็นมิตรกับตัวกู่ของเจ้า”
เพียงป๋ายหลี่รุ่ยเอ่ยทฤษฎีเช่นนี้ออกมา อาซิ่วถึงกลับถลึงตาใส่เขา
“ท่านมียาพิษติดตัวหลายร้อยชนิดมากกว่าตัวกู่ของข้าเสียอีก เพราะเหตุนี้เขาถึงไม่แม้แต่จะสนใจท่าน ฮึ!”
เหลือบมองท่านอาจารย์ที่กำลังมีโทสะด้วยสีหน้ากล้ำกลืน อาซิ่วดีหมดทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทุกครั้งที่นางเจอกับท่านอาจารย์ พวกเขามักจะทะเลาะกันอยู่เสมอ
ทว่าท่านอาจารย์กลับล่วงรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับฐานะของอาซิ่ว
ดูเหมือนเด็กคนนี้จะมิใช่เพียงคุณหนูในขบวนพ่อค้าธรรมดาเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นสกุลตงฟางเองก็เป็นหนึ่งในสกุลของชนชั้นสูงในเมืองเลี่ยหยุน
ทว่าหลินเมิ้งหยายังคงไม่ได้สืบเรื่องนี้ให้ละเอียด
การที่อาซิ่วไม่พูด นั่นหมายความว่านางย่อมมีเหตุผล
บนโลกใบนี้ทุกคนล้วนมีความลับทั้งสิ้น
ขอเพียงความลับนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนอง เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
“แต่การที่ท่านพี่ทำเช่นนี้จะทำให้คนผู้นั้นเผยพิรุธจริงหรือเจ้าคะ ? ตอนนี้ข่าวลือเหล่านั้นแพร่กระจายออกไปแล้ว ซ้ำยังมีคนบอกอีกว่าท่านอ๋องกำลังมีรักใหม่กับหญิงสาวทางฝั่งนู้น”
ทันทีที่อาซิ่วพูดจบ ป๋ายหลี่รุ่ยถลึงตาใส่นางทันใด
เขาย่อมเห็นความรักที่หลงเทียนอวี้มีให้แก่หลินเมิ้งหยาดี
หลงเทียนอวี้เป็นคนไม่เลว หากมิใช่เพราะความเข้าใจผิดกันในคราวแรก เขาอาจยินยอมช่วยเหลือชายคนนี้
ทว่าตอนนี้…..
หากหลงเทียนอวี้มีสตรีอื่นจริงๆ ล่ะก็ เกรงว่าแม้แต่เขาเองก็คงไม่ปล่อยหลงเทียนอวี้ไป
แต่นี่เป็นเพียงข่าวลือ บางทีศัตรูอาจต้องการทำให้หลินเมิ้งหยาเป็นกังวล
ดังนั้นเขาจึงไม่อยากบอกเรื่องนี้ให้หลินเมิ้งหยารู้เพราะไม่อยากทำให้จิตใจของนางฟุ้งซ่าน
แต่อาซิ่วเป็นเด็กปากไว ดังนั้นเขาจึงไม่อาจปิดบังนางได้อีก
“รักใหม่ ? ใครเล่าให้เจ้าฟัง ?”
หลินเมิ้งหยาอุ้มหนูน้อยเอาไว้ในอ้อมกอด สายตาที่มองทางอาซิ่วเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“ก็…ก็หมอกู่คนนั้นอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
อาซิ่วหันไปมองทางป๋ายหลี่รุ่ย อันที่จริงนางรู้สึกว่าหลินเมิ้งหยาไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นจึงต้องการบอกความจริงกับหลินเมิ้งหยา
แต่ใครจะรู้ว่านางกลับมีท่าทีเหมือนได้เตรียมใจเอาไว้แล้ว
“หมอกู่ ? ช่างเถิด ท่านอ๋องของข้าไม่ได้มีความชอบเช่นนั้นหรอก”
หลินเมิ้งหยายั้งใจมิให้กลอกตา อย่าว่าแต่เรื่องรสนิยมทางเพศของท่านอ๋องเหมือนคนปกติทั่วไปเลย แต่คนที่ทำให้เขารู้สึกพึงใจได้จำต้องมีใบหน้างดงามล่มเมือง