ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 100 สอบถามความจริง
การแข่งขันจบลงแล้ว แต่ความครึกครื้นในสำนักยังคงอยู่ สาเหตุของความ
คึกคักนี้มาจากรายชื่อผู้แข็งแกร่งที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะ
ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้
ศิษย์ใหม่ที่เข้ามาไม่ถึงปีสามารถเอาชนะศิษย์เก่าผู้ครองอันดับหนึ่งกว่าสอง
ปีได้
เขากลายเป็นที่พูดถึงและเทิดทูนของศิษย์ใหม่ รวมถึงกลายเป็นเป้าหมาย
ในการเอาชนะของศิษย์หลาย ๆ คน
ฝั่งเยว่ฉีผู้ได้ชื่อว่าภรรยาและนักหลอมโอสถ กลายเป็นที่อิจฉาของสตรี
มากมาย สตรีเหล่านั้นอิจฉาที่นางมีสามีแข็งแกร่ง หล่อเหลา ทั้งยังรักใคร่
รวมถึงอิจฉาในความโชคดีของนาง
เป็นนักหลอมโอสถอย่างเดียวไม่พอยังได้รับพรให้มีคู่ครองดีอีก จะไม่ให้
พวกนางอิจฉาได้อย่างไร
ทว่าไม่ว่าพวกนางจะอิจฉามากแค่ไหนก็ทำได้เพียงแค่อิจฉา เพราะไม่กล้า
เข้าไปมีเรื่องด้วย
นับตั้งแต่การแข่งขันสิ้นสุดลง เวลาก็ผ่านมาแล้วร่วมสองวัน พิธีมอบรางวัล
ถูกจัดขึ้นเมื่อวันก่อน หานลั่วอี้เลือกรับพืชวิญญาณหายากระดับเซียนสองชนิด
เป็นของรางวัลแทนอาวุธวิญญาณหรือหยกวิญญาณ
การกระทำของเขาทำผู้คนสับสนแต่ไม่นานก็เข้าใจ
ภรรยาเป็นนักหลอมโอสถ เขาเลือกพืชวิญญาณก็สามารถเข้าใจได้ และ
ด้วยการกระทำนี้ยิ่งทำให้ผู้คนอิจฉาเยว่ฉีมากยิ่งขึ้น มีหลายคนชื่นชมการ
กระทำของเขา แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าการกระทำของเขานั้นไร้ค่า ทั้งที่สามารถ
เลือกของอื่น ๆ ที่ดีกว่าพืชวิญญาณแต่กลับเลือกจะเอาใจภรรยาละทิ้งของดี
ส่วนรางวัลของเยว่ฉีหานลั่วอี้ก็เลือกพืชวิญญาณหายากระดับเทวะหนึ่ง
ชนิดมาให้
เยว่ฉีที่สลบไปในอ้อมกอดหานลั่วอี้เพราะความเครียด ตื่นขึ้นมาหลังพิธีจบ
ลงไม่นาน พอตื่นมาในมือก็มีกล่องพืชวิญญาณสามกล่อง ความใส่ใจของเขาทำ
ให้หัวใจดวงน้อยอบอุ่น โผเข้ากอดเขาทีหนึ่ง
“ท่านรู้ใจข้าเสียจริง” หลังผละออกก็ก้มลงมองของในมือ ในมิติของนางยัง
ไม่มีพืชทั้งสามชนิดนี้
แถมสองในสามยังเป็นพืชระดับเซียนที่ชีวิตนี้อาจจะหาไม่ได้อีก
พอรู้ว่าทางสำนักให้เป็นของรางวัลนางก็อดคิดไม่ได้ว่า สมแล้วที่เป็นสำนัก
อันดับหนึ่ง
ทั้งสองคนพักอยู่ในห้องไร้ซึ่งคนมาก่อกวน เสินเทียนขอออกไปนอกสำนัก
ตั้งแต่เมื่อวันก่อน ชายหนุ่มออกไปบอกข่าวดีให้ครอบครัวรับรู้ หวานเว่ยก็ตาม
ไปด้วย
รายชื่อผู้แข็งแกร่งครั้งใหม่ถูกจัดขึ้นแล้ว หานลั่วอี้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งอย่างที่
ตั้งใจไว้ สือตงกลายเป็นอันดับสอง เยว่ฉีกลายเป็นอันดับสี่ ส่วนเสินเทียนและ
หวานเว่ย อยู่อันดับสิบห้าและสิบหกตามลำดับ
คุณชายตระกูลมู่และคุณหนูตระกูลจูติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรก ไม่ได้อยู่
หนึ่งในยี่สิบ
“ภรรยาสองสามวันนี้พักผ่อนอยู่ในบ้านไม่ออกไปที่ใดได้หรือไม่?” คำถาม
ของเขาทำนางยกยิ้ม เยว่ฉีบนเตียงนอนเอนตัวพิงอกคนที่นั่งอยู่ขอบเตียง
“ได้ สองสามวันนี้ข้ารู้สึกไม่อยากทำอันใดอยู่พอดี ฝึกหนักมานานอยาก
พักผ่อนบ้าง”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นโอบเอวภรรยา ก้มหน้ามองหัวทุย เยว่ฉีสัมผัสถึงสายตา
ที่มองมา เงยหน้าสบสายตาสามี
ดวงตาสองคู่สะท้อนความรู้สึกรักใคร่ หานลั่วอี้โน้มหน้าเข้าหา แนบริม
ฝีปากลงไป
มือที่เมื่อสักครู่ยังโอบเอวอยู่ เปลี่ยนมายึดท้ายทอยภรรยา ขยับใบหน้าให้
สามารถจูบได้ถนัดถนี่
เขาผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง มองสายตาหวานเยิ้มที่ส่งมาให้ ก่อนจะ
ประทับจุมพิตลงไปอีกครั้ง
ชายหนุ่มบดจูบลงบนริมฝีปากอิ่ม ใช้ปลายลิ้นแทรกผ่านรอยแยกเข้าไป
กวาดต้อนลิ้นร้อนด้านใน ดูดดึงแล้วเกี่ยวกระวัดลิ้นทั้งสองเข้าด้วยกัน ให้ได้ยิน
เสียงฉ่ำแฉะน่าอาย
ริมฝีปากพัวพันไม่ละห่าง ร่างเพรียวบางถูกดันลงบนเตียง ตามด้วยร่างสูง
ใหญ่ทาบทับลงไป
จวบจนลมหายใจใกล้จะหมดลง เขาถึงยอมละริมฝีปากออกห่าง ดวงตาสี
รัตติกาลจ้องมองใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำน้ำแดงระเรื่อดูยั่วยวน
เยว่ฉีหอบหายใจหนัก กอบโกยอากาศเข้าปอด หน้าอกอวบอิ่มขยับขึ้นลง
ตามการหายใจ
ปลายนิ้วหนาไล่สัมผัสไปตามกรอบหน้า ก่อนจะมาหยุดบนริมฝีปากบวม
เจ่อซึ่งถูกดูดและขบเม้มเบา ๆ
หานลั่วอี้ก้มลงจุมพิตบนริมฝีปากภรรยาอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันจะได้เข้าไป
ชิมความหวาน เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นหน้าห้อง
“มีใครอยู่หรือไม่?” เสียงนี้ทำคนทั้งคู่ชะงัก ไม่นานก็เลิกสนใจ
แต่เหมือนคนด้านนอกไม่มีความคิดจะจากไป หลังผ่านไปหนึ่งเฟิน เสียง
เรียกก็ขึ้นอีกครั้ง
“มีคนอยู่ด้านในหรือไม่?” อารมณ์ที่กำลังเพิ่มพูนถูกเสียงก่อกวนทำให้หด
หาย
เยว่ฉีดันหน้าอกสามี มองสีหน้าไม่พอใจของเขาก่อนหัวเราะออกมา
“ครั้งหน้ายังมี” หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปประทับจูบบนแก้มครั้งหนึ่ง เอ่ยว่า
“พวกเขาคงมีเรื่องสำคัญต้องการพูดคุย ไว้ข้าจะดูแลท่านให้ดีทีหลัง” คำ
กล่าวของภรรยาช่วยให้เขาคลายความไม่พอใจลงเล็กน้อย
หานลั่วอี้มองสีหน้าชอบใจของนาง อดรู้สึกคันยุบยิบในใจไม่ได้ จึงก้มลงขบ
เม้มลำคอระหงแรง ๆ ทีหนึ่ง
“อ๊ะ !!” เยว่ฉีตกใจร่างกายสั่นสะท้าน จับไหล่สองข้างแน่น ปล่อยให้เขา
ขบเม้มและเลียซอกคอ
“พอได้แล้ว” เสื้อผ้าที่ไม่รู้ว่าหลุดลุ่ยไปตั้งแต่เมื่อใดถูกดึงขึ้น
สองสามีภรรยาจัดการเสื้อผ้าให้กลับมาดูดี ก่อนจะเดินไปหน้าประตูพร้อม
กัน
“พวกท่านมีธุระอันใดหรือ?” เยว่ฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย หานลั่วอี้ก้าว
ขึ้นมาบังภรรยาไว้ด้านหลัง
เขาจำชายผู้นี้ได้ บุรุษผู้นี้ระหว่างงานประลองจ้องภรรยาไม่วางตา
หมิงเทียนหลินขมวดคิ้ว มองท่าทีปกป้องของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกไม่พอใจ
แต่ทำอะไรไม่ได้
“แม่นางเจ้าพอมีเวลาให้ข้าสักครึ่งชั่วยามหรือไม่? ข้ามีเรื่องบางอย่าง
ต้องการสอบถามเจ้า” เยว่ฉีมองหน้าอีกฝ่าย
หากนางจำไม่ผิด บุรุษสองคนตรงหน้ามาจากดินแดนระดับสูงมิใช่หรือ?
คนจากดินแดนระดับสูงมีธุระอะไรกับนาง
ในเมื่อความสงสัยต้องการคำตอบ เยว่ฉีจึงพยักหน้า ปล่อยให้ทั้งสองคนเข้า
มาในบ้าน
ท่าทีของพวกเขาดูแล้วไม่ได้มาหาเรื่อง ทั้งยังไร้ซึ่งจิตสังหาร นางจึงยอมให้
เข้ามาในบ้าน
“ท่านมีเรื่องอะไรจะพูดกับข้าหรือ?” เยว่ฉีเอ่ยถาม หลังเทน้ำให้แขกทั้ง
สอง
หมิงเทียนหลินมองสำรวจใบหน้าเยว่ฉี ยิ่งได้มองใกล้ ๆ ยิ่งคล้ายท่านแม่
ไม่ว่าจะมองส่วนใดล้วนเหมือนน้องสาวที่หายตัวไปยิ่งนัก
“แม่นางเจ้ามีครอบครัวหรือไม่? นอกจากชายผู้นี้ครอบครัวคนอื่น ๆ ของ
เจ้า” เยว่ฉีหันไปมองหานลั่วอี้ด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปมองอีกฝ่าย
“ข้าไม่มี”
“แล้วเจ้าคิดอยากจะมีครอบครัวหรือไม่?” คำถามอีกฝ่ายยิ่งทำให้นาง
สงสัย มีใครไม่ต้องการครอบครัวด้วยหรือ? ทว่าเจ้าของร่างที่นางเข้ามาสวม
รอยไม่มีครอบครัว อีกทั้งตอนนี้นางมีคนที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว เรื่องอื่น
นอกเหนือจากนี้จึงไม่คิดเก็บมาใส่ใจ
“ข้าไม่แน่ใจ ความทรงจำของข้าเลือนหายไปส่วนหนึ่ง”
มือซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะของหมิงเทียนหลินกำเข้าหากันแน่น เพราะอย่างนี้
ในดวงตาของนางจึงไม่มีความรู้สึกคุ้นเคยอยู่ในนั้นสินะ
“เจ้าไม่สงสัยหรือว่าตนเองมีความเป็นมาเช่นไร?” คำถามวกวนไปมาของ
เขาทำนางขมวดคิ้ว จึงเอ่ยออกไปว่า
“ท่านพูดจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาเถิด อย่าได้มัวเสียเวลาพูดจาวกวน”
หมิงเทียนหลินสบตานาง
ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ใจกล้า ๆ เข้าไว้เทียนหลิน ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร เจ้าต้องรับให้ได้
“เยว่ฉี ข้าคิดว่าเจ้าคือน้องสาวที่หายตัวไปเมื่อเจ็ดปีก่อนของข้า”
สิ่งที่ได้ฟังทำเอาตกตะลึง แข็งค้างไปชั่วขณะ
น้องสาวหรือ? เด็กคนนี้ คือน้องสาวของชายตรงหน้าจริงหรือ?
แต่หากเป็นจริง ภาพแปลกประหลาดที่นางเห็นในความทรงจำก็สามารถ
คาดเดาได้ว่า เด็กคนนี้มีความเป็นมาไม่ธรรมดา
ถูกขังในห้องไม่มีคนช่วยเหลือ ถูกทรมานให้รู้สึกหวาดกลัวและเจ็บปวด
ก่อนจะถูกจับไปโยนทิ้งในท้ายที่สุด
ไหนจะคำพูดแปลก ๆ ที่ได้ยินเรื่อยมาในความทรงจำ
แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความแค้นใดกับเด็กคนนี้ ถึงได้ต้องการฆ่าเด็กสาวตัวเล็ก
ๆ แต่ความรู้สึกส่วนลึกได้บอกนาง คนตรงหน้ากับคนในความทรงจำไม่ใช่คน
เดียวกัน
“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าคือน้องสาวของท่าน”
“เจ้าเหมือนท่านแม่มาก และหากเอวฝั่งซ้ายของเจ้ามีปานรูปดอกท้อ
ปรากฏอยู่ก็สามารถยืนยันได้” พูดมาถึงตรงนี้ ร่างกายหานลั่วอี้พลันมีปฏิกิริยา
เล็กน้อย
เขาเห็นร่างกายภรรยามาทุกส่วนแล้ว และบริเวณเอวด้านซ้ายก็มีปานรูป
ดอกท้ออยู่จริง
“ดูจากท่าทีของเจ้าทั้งสองคนแล้ว สิ่งที่ข้าคิดคงเป็นความจริง”
“เหตุใดท่านถึงเพิ่งจะมาตามหาน้องสาวเอาตอนนี้ ก่อนหน้านี้ท่านไปอยู่ที่
ใด” เยว่ฉีถามออกไปอย่างเลื่อนลอย
ตัวนางยังตกใจ เหตุใดถึงได้พูดออกไปเช่นนั้น
บางทีอาจจะเป็นความรู้สึกส่วนลึกที่หลงเหลืออยู่ของเด็กคนนี้
คนฟังเงียบไปชั่วขณะ น้ำเสียงเมื่อสักครู่เจือไปด้วยความเสียใจและตัดพ้อ
เขาไม่ได้เพิ่งตามหา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยพบร่องรอยต่างหาก
“ข้าตามหามาตลอด ตลอดเวลาที่เจ้าหายตัวไป ทั้งข้าและท่านพ่อตามหา
เจ้ามาตลอด แต่ไม่ว่าจะใช้กำลังคนตามหามากมายเท่าใด กลับคว้าได้เพียง
ความว่างเปล่า ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเลยสักวันที่ข้าหยุดตามหาเจ้า”
เยว่ฉีสบตาคนพูด มองนัยน์ตาสะท้อนความเจ็บปวด เสียใจและกล่าวโทษ
ไม่รู้ว่าความหมายของการกล่าวโทษนั้นหมายถึงผู้ใด แต่นางสัมผัสความ
เจ็บปวดที่ปกคลุมไปทั่วร่างกายชายตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
“พวกท่านกลับไปก่อนเถิด ข้าขอเวลาคิดเล็กน้อย”
“เยว่ฉี…” หมิงเทียนหลินลุกขึ้นต้องการเอ่ยบางอย่าง ทว่าหม่าลู่เสียนกลับ
จับมือเขาไว้เสียก่อน
“เทียนหลินให้เวลาน้องสาวเจ้าบ้าง ตอนนี้เจ้ามั่นใจแล้วว่านางคือน้องสาว
เจ้า ถึงอย่างไรก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกมาก ตอนนี้นางคงกำลังสับสนอย่ากดดัน
นางเลย” หมิงเทียนหลินหันไปมองสตรีตรงหน้าที่ไม่คิดจะเงยหน้ามองตน ก้ม
หน้าไม่พูดจา
เขาจึงพยักหน้าแล้วขอตัวกลับก่อน แต่ก่อนกลับได้ทิ้งคำพูดไว้ว่า
“เยว่ฉีไม่ว่าเจ้าจะคิดเช่นไร โปรดจงรับรู้ไว้ ท่านพ่อท่านแม่ และพี่ชายไม่
เคยคิดจะทิ้งเจ้า พวกเราสามคนรักเจ้ามาก”