ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 101 ส่งข่าวถึงบิดา
“ภรรยาเจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?” เยว่ฉีเอาแต่เงียบตั้งแต่สองคนนั้น
กลับไป
หานลั่วอี้อุ้มภรรยาขึ้นมานอนบนเตียงตามขึ้นมากอดนางไว้ในอ้อมกอด
“ข้าเพียงสับสน ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าไม่คิดว่าตนเองมีครอบครัว
ครอบครัวข้ามีเพียงท่านมาตั้งแต่ต้น ลั่วอี้ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี” ชาย
หนุ่มไม่สามารถตอบคำถามภรรยาได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ
“ภรรยาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะยังคงเป็นสามีและครอบครัวของเจ้า
ตอนนี้ครอบครัวข้ามีเพียงเจ้าและลั่วซาน”
เยว่ฉีซุกซบเข้าหาหน้าอกแกร่ง กอดเขาเอาไว้แน่น
ทั้งที่คิดมาเสมอว่าเด็กคนนี้คงไม่มีใคร เป็นเพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ก่อนจะ
ถูกพ่อค้าทาสเก็บมาเลี้ยงดู และขายต่อให้แม่เลี้ยงหานลั่วอี้
ทว่าจากนั้นไม่นานความทรงจำบางอย่างก็เริ่มปรากฏขึ้น ความหวาดกลัว
ความทรมาน ความเจ็บปวด
เด็กสาวคนหนึ่งต้องพบเจอกับความรู้สึกมากมาย สิ่งนั้นทำให้นางสงสัยว่า
เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่ แต่เพราะความทรงจำที่มองเห็นมักขาดหายไม่
ปะติดปะต่อกันเท่าใดนัก อีกทั้งชีวิตตอนนี้ก็มีความสุขดี นางจึงไม่คิดจะรื้อฟื้น
ขึ้นมา
ทั้งที่ตัดสินใจว่าจะทำเป็นไม่สนใจ วันนี้กลับมีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหา
พร้อมบอกว่า
ข้าคือครอบครัวเจ้า ทำเอาสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
นางไม่มีความผูกพันใด ๆ ต่อพวกเขา แต่ก็อยากรู้ว่าใครกันที่ใจร้าย ทำร้าย
เด็กคนหนึ่งได้ลงคอ
บางที หากตามชายคนนั้นไปอาจจะรู้คำตอบ และสามารถแก้แค้นแทนเด็ก
คนนี้
ถือว่าเป็นการตอบแทนที่นางมาอาศัยร่างผู้อื่นอยู่…
แต่ใจหนึ่งก็ไม่ต้องการทำเช่นนั้น ไม่อยากให้ความสงบสุขที่มีอยู่ตอนนี้
หายไป แต่ดูแล้ว อีกฝ่ายคงไม่ยอมให้นางทำเป็นไม่รู้จักกัน
ฝั่งเยว่ฉีกำลังพยายามตกตะกอนความรู้สึกว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธ
ออกไป ฝั่งหมิงเทียนหลินก็เดินทางกลับมาถึงห้องพักแล้ว
หลังถึงห้องพักชายหนุ่มรีบหยิบหินสื่อสารออกมาติดต่อหาบิดา หม่าลู่เสีย
นมองเห็นการกระทำรีบกางม่านกั้นเสียงเอาไว้ทันที เสร็จแล้วก็หย่อนตัวนั่งลง
บนเตียงด้วยกัน
“เทียนหลินติดต่อหาพ่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ” เสียงอีกฝั่งดังขึ้น ชาย
หนุ่มไม่ยืดเยื้ออีกต่อไป เอ่ยบอกเรื่องสำคัญ
“ท่านพ่อ ข้าพบน้องแล้วขอรับ”
“…” อีกฝั่งของหินสื่อสารเงียบไป ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตึงตัง คล้ายของ
หนักตกกระทบพื้น
“ทะ…เทียนหลิน ละ…ลูกพูดจริงใช่ไหม ไม่ได้โกหกพ่อใช่ไหม” น้ำเสียงเขา
ติดสะอื้น ตื่นเต้น ตกใจ ดีใจ หลากหลายความรู้สึกทะลักออกมา
“จริงขอรับลูกตรวจสอบมาแล้ว คนที่ลูกเห็นคล้ายท่านแม่มากทั้งยังมีปาน
รูปดอกท้อเหมือนกันขอรับ”
อีกฝ่ายของหินสื่อสารสะอื้นไห้ ทรุดตัวลงบนพื้น ร่างกายแข็งแกร่งสั่นไหว
น้ำตาไหลริน
ความเจ็บปวดเศร้าโศกหลายปีที่ผ่านมา ก้อนหินหนัก ๆ ซึ่งทับอยู่บนอก
คล้ายถูกยกออก เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาอย่างไรดี ได้แต่ปล่อย
น้ำตาให้ไหลออกมาเงียบ ๆ
“ท่านพ่อ…” หมิงเทียนหลินเข้าใจความรู้สึกบิดา มือกำหินสื่อสารเอาไว้
แน่น
“น้องสบายดีไหม ร่างกายแข็งแรงดีใช่หรือไม่?”
“ขอรับ น้องสบายดี ตอนนี้เป็นถึงนักหลอมโอสถขั้นเก้าแล้ว”
“นักหลอมโอสถหรือ? อย่างที่ท่านผู้นั้นทำนาย… ทั้งที่ไม่ได้รับการดูแลจาก
ครอบครัว แต่กลับสามารถมาถึงขั้นนี้ได้…” นอกจากความรู้สึกภาคภูมิใจแล้ว
ยังมีความอดสู และสงสารปะปนเข้าไปด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่รู้ว่าต้องผ่านความลำบากมากน้อยเท่าใด ในขณะที่
พวกเขามีชีวิตสุขสบายอยู่ในดินแดนระดับสูง
“น้องเก่งกาจมากขอรับ” หมิงเทียนหลินหยุดพูดก่อนกล่าวต่อ “ท่านพ่อ
ช่วยสืบชีวิตความเป็นอยู่ของน้องได้หรือไม่ขอรับ น้องยังใช้ชื่อเยว่ฉี เคยอยู่
ที่ดินแดนระดับต่ำมาก่อน”
คำพูดบุตรชายยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด ดินแดนระดับต่ำหรือ? สถานที่ล้าหลัง
เช่นนั้น ไม่รู้ว่าเด็กตัวน้อย ๆ ของเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากใดบ้าง มี
ใครหาข้าวให้กินหรือไม่ จะได้นอนที่นอนอุ่น ๆ หรือไม่ ยามหนาวจะมีคนคอย
กอด ยามหวาดกลัวจะมีคนคอยปลอบหรือไม่? แค่คิดก็ปวดใจแล้ว
“น้องสาวเจ้าคงไม่ได้หลงป่าอย่างที่เจ้าพวกนั้นพูด”
“ขอรับ ในที่สุดก็มั่นใจได้เสียที บางทีคงเป็นแผนของคนพวกนั้น”
“บัดซบ!!ทั้งที่ข้าทั้งรักและเอ็นดูพวกมันแต่พวกมันกลับ…”
“ท่านพ่อ ลูกเข้าใจความรู้สึกท่าน แต่อย่าได้แสดงออกมากเกินไปนะ
ขอรับ”
“พ่อรู้ ลูกวางใจได้ส่วนเรื่องแม่เจ้า”
“อย่าเพิ่งบอกท่านแม่ดีกว่าขอรับ รอให้กลับไปดินแดนระดับสูงก่อน”
“เข้าใจแล้ว พาน้องกลับมาให้ได้นะ”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงลูกจะทำให้ได้ขอรับ เช่นนั้นลูกฝากท่านพ่อด้วยนะ
ขอรับ ไม่ต้องกังวลเรื่องทางนี้” สัญญาณการสื่อสารขาดหายไปแล้ว
หม่าลู่เสียนวางมือลงบนหลังมือคนข้างกายมองสบตาเขา
“ข้าไม่เป็นอันใด รู้สึกใจเย็นขึ้นมาแล้ว”
“ดีแล้ว ท่านที่เป็นเช่นตอนนี้ทำข้าไม่คุ้นชิน”
หมิงเทียนหลินเผยยิ้มมุมปาก “ข้ายังคงเป็นข้าไม่มีสิ่งใดแตกต่าง”
“มากันครบแล้วใช่หรือไม่?” ภายในห้องกว้าง ตรงกลางคืออาจารย์อาวุโส
ที่นั่งข้างกันซ้ายขวาเป็นคนจากดินแดนระดับสูง
ถัดจากนั้นคือยี่สิบคนแรกจากอันดับรายชื่อผู้แข็งแกร่ง
“อย่างที่พวกเจ้าทราบ การแข่งขันครั้งนี้แตกต่างจากไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะ
มีคนจากดินแดนระดับสูงซึ่งทุก ๆ สิบปีจะลงมาเยือนดินแดนระดับกลางเพื่อ
มองหาคนมีความสามารถเข้าร่วมตระกูลโดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่ลำดับใด ขอเพียง
พวกเขาพึงพอใจ ส่วนพวกเจ้าที่สามารถผ่านขึ้นมาเป็นยี่สิบอันดับแรกในปีนี้
จะได้ขึ้นไปยังดินแดนระดับสูงชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ แต่หากมีหนึ่งในพวกเจ้า
ถูกชักชวนจะอยู่ที่ดินแดนระดับสูงต่อ หรือกลับมาฝึกฝนต่อที่สำนักก็สามารถ
ทำได้”
เสียงอาจารย์ไม่เร็วไม่ช้าเป็นจังหวะน่าฟัง เขาพูดพร้อมกวาดตามองศิษย์
ในห้อง โดยเฉพาะคนที่นั่งตรงข้ามกับเขาบนโต๊ะกลม
“กรณีพิเศษนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอด แต่เป็นเพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ดินแดนลับจะเปิดออก ดินแดนลับที่จะเปิดขึ้นทุก ๆ หนึ่งร้อยปี ทางสำนักจึงได้
มีการหารือกับตระกูลสูงสุดทั้งสี่ ขอให้พาศิษย์เข้าไปยังดินแดนลับ” เสียงเงียบ
สงบเปลี่ยนเป็นพูดคุยหลังได้ยินว่าดินแดนลับ
“เงียบก่อน ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาเพื่อให้พวกเจ้าได้เตรียมตัว อีกสี่เดือน
หลังจากนี้ดินแดนลับจะเปิดออก พวกเจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม อีกสองเดือน
หลังจากนี้จะเป็นวันออกเดินทาง ระยะเวลาในการเดินทางจากดินแดน
ระดับกลางไปดินแดนระดับสูงคือหนึ่งเดือน เมื่อไปถึงดินแดนระดับสูง พวกเจ้า
จะมีเวลาอีกหนึ่งเดือนในการเตรียมตัว หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะพร้อม
มากที่สุด”
“เรื่องที่ข้าต้องการจะพูดมีเพียงเท่านี้ กลับไปเตรียมตัวกันได้แล้ว”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ศิษย์หลายคนต่างทยอยกันออกจากห้อง ไม่เว้นแม้กระทั่ง
หานลั่วอี้และภรรยา
ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาออกจากห้องเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นหยุดทั้งสองคน
“เยว่ฉี เจ้าพอมีเวลาหรือไม่?” หญิงสาวหันไปมอง มองสีหน้าเป็นกังวล
ของเขา
นางได้คิดมาแล้ว และคิดว่าคงถึงเวลาบอกพวกเขาเสียที
“พูดตรงนี้คงไม่เหมาะเท่าใดนัก” นางกล่าว
“เช่นนั้นไปที่ห้องข้าเป็นเช่นไร…” ชายหนุ่มหยุดไปชั่วครู่เหลือบตามอง
หานลั่วอี้ เม้มปากแน่นก่อนกล่าวต่อ “เจ้าก็ตามมาด้วย”
ทั้งสี่คนออกไปแล้ว ศิษย์หลายคนที่ยังไม่ออกจากห้องสายตาเต็มไปด้วย
ความอยากรู้อยากเห็น
พร้อมคาดเดาว่า ทั้งสองคนคงถูกตระกูลหมิงหมายตาไว้เรียบร้อยแล้ว