ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 102 อีกหนึ่งตัวตน
“เรื่องที่ท่านบอกกับข้า ข้าได้คิดมาแล้ว ตอนนี้ข้ายังไม่อาจยอมรับพวก
ท่านเป็นคนในครอบครัวได้ ความทรงจำของข้าไม่ชัดเจนนัก” หมิงเทียนหลิน
เตรียมใจกับคำตอบของนางมาแล้ว แต่พอได้มาฟังด้วยหู ก็ยังรู้สึกเจ็บปวด
“ข้าเข้าใจ ข้าไม่บังคับเจ้า แต่ขอให้ข้าได้อยู่ข้างกายเจ้าคอยดูแลเจ้าได้
หรือไม่?”
เยว่ฉีมองคนถามก่อนจะพยักหน้าตกลง
นางยังรู้สึกติดค้าง แม้ชายตรงหน้าจะไม่ใช่พี่ชายของนางแต่ร่างกายนี้ยัง
เป็นของน้องสาวเขา อย่างน้อยก็อยากจะให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกัน
อีกทั้งเยว่ฉียังอยากรู้ความจริง ตัวการที่ทำให้เด็กคนนี้ต้องตาย ต้องการ
เอาคืนคนที่ทำให้เด็กคนนี้เจ็บปวด แม้ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ต้องการหรือไม่? แต่นาง
อยากใช้เรื่องนี้มาตอบแทนเจ้าของร่าง เพราะร่างกายนี้ทำให้ได้มาพบสามีแสน
ดีคนหนึ่ง
“ได้ ข้าจะยอมให้ท่านคอยอยู่ข้างกายข้า”
“ขอบใจมาก เยว่ฉี พี่ชายขอบใจน้องมากจริง ๆ” เยว่ฉีเงยหน้ามองสบตา
เขา ความรู้สึกมากมายที่ไม่สามารถอ่านได้ไหลผ่านนัยน์ตาสีดำ
ท่านคงปวดใจกับการจากไปของน้องสาวและดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีก
สินะ แม้ความจริงแล้วสิ่งที่ท่านพบพานจะมีเพียงร่างแต่ไร้ซึ่งวิญญาณก็ตาม
“เช่นนั้นข้าขอให้เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่ได้หรือไม่?”
สิ้นเสียงหมิงเทียนหลิน ภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในหัว
ภาพบ้านหลังใหญ่ บนลานโล่งกว้างมีชายตรงหน้าที่ดูเด็กกว่าตอนนี้มาก
ยืนอยู่ ใบหน้าเขายิ้มแย้ม มองเด็กคนหนึ่งด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กสาวที่ถูก
มองวิ่งเข้าไปหาเขา ร่างกายเล็กภายใต้ผ้าเนื้อดีโผเข้ากอดเด็กชายคนนั้น ทั้งคู่
ล้มลงบนพื้นหิมะ ก่อนจะหัวเราะออกมา
ด้านหลังคือหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีสูงวัย ยืนมองด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่
เยว่ฉีขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นกุมศีรษะ หานลั่วอี้เห็นท่าทางภรรยาไม่สู้ดีรีบเข้า
ไปประคองไม่ให้คนล้ม
“ภรรยา!”
“ฉีเอ๋อร์!!” หมิงเทียนหลินอยากเข้าไปช่วยเหลือ แต่กลับถูกสายตาไม่เป็น
มิตรมองกลับมา ทำให้ไม่กล้าขยับตัวเข้าไปใกล้มากกว่านี้
น้องสาวให้ความสำคัญกับชายผู้นี้มาก เขาต้องไม่ทำในสิ่งที่นางไม่ชอบ
เยว่ฉีเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของนางทำคนในห้องตกใจทำตัวไม่ถูก
“ท่านพี่ ฮึก ข้ากลัว น้องกลัว น้องเจ็บ” จิตใต้สำนึกลึก ๆ ของเด็กคนหนึ่ง
พรั่งพรูออกมา เยว่ฉีคล้ายกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นางร่ำไห้อยู่ในอ้อมกอด
หานลั่วอี้ ไหล่เล็กแคบสั่นไหวสะอึกสะอื้น
ปากก็เอาแต่พึมพำว่า เจ็บ ทรมาน หนาว
หมิงเทียนหลินดวงตาแดงก่ำ สองมือกำเข้าหากันแน่น มองน้องสาวที่เขา
เฝ้าทะนุถนอมมาอย่างดีด้วยความเจ็บปวด
ภายในอกราวกับถูกบีบรัด เหมือนมีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาบีบหัวใจให้แหลก
ละเอียดไม่มีชิ้นดี
หม่าลู่เสียนมองท่าทางเจ็บปวดและอดกลั้นของเขา ดึงคนข้างกายเข้ามา
กอด ยกมือขึ้นตบหลังเบา ๆ
หมิงเทียนหลินไม่ได้ร่ำไห้ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตา มีเพียงความอัด
อั้นเจ็บแค้นที่ไม่สามารถช่วยเหลือน้องสาวได้
‘ตื่นแล้วหรือ นานมากเลยกว่าจะได้พบกัน’ เยว่ฉีลืมตามองคนตรงหน้า
ทว่าแสงสว่างที่แยงตาทำให้นางต้องหรี่ตาลงยกมือขึ้นบดบังแสงแดด
ด้านล่างคือพื้นหญ้ากว้างใหญ่ มีดอกหญ้าต้นเล็ก ๆ บานสะพรั่งไปทั่ว
ท้องฟ้าสดใสเป็นประกายและสายลมอ่อนโยน
บนเนินเขาลูกเล็กด้านหลังคือต้นไม้สูงใหญ่ซึ่งคอยให้ร่มเงา
เยว่ฉีลืมตามองคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนเองเสียทุกส่วน อีกฝ่ายยิ้ม
แย้มสดใสมาให้ ท่าทางดีใจที่ได้พบกัน
‘สงสัยหรือว่าข้าเป็นใคร?’ ยื่นมือมาจิ้มหน้าอก ‘ข้าก็คือเจ้าอีกคน’
อีกฝ่ายยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าสงสัย ‘เยว่ฉี โลกนั้นเจ้าก็ชื่อเยว่ฉีใช่ไหม? อยู่ที่นั่น
มีความสุขหรือไม่? ข้าที่อยู่ที่นี่ไม่มีความสุขเลย ไม่สิ พวกเราสองคนเคยมี
ความสุขมาก จนถึงวันนั้น…’ สายตาเศร้าสร้อยมองออกไปไกล ก่อนจะถูกดึง
กลับมา สายตากลับมาสดใสเช่นเดิมแล้ว ‘ว่าเช่นไร เจ้าในโลกนั้นมีความสุข
หรือไม่?’
‘มีความสุขดี แม้จะลำบากไปบ้างแต่ก็มีความสุข’ ตอบออกไปทั้งที่ยัง
สับสน
อีกฝ่ายยิ้มกว้างออกมา
‘ดีแล้ว อย่างน้อยส่วนหนึ่งของข้าก็ยังมีความสุข’
‘ส่วนหนึ่งหรือ?’ เยว่ฉีมองตามอีกฝ่ายที่ลุกขึ้น เดินไขว้หลังไปด้านหน้า
ก่อนจะหันหน้ากลับมา
‘อื้ม เมื่อก่อนเราสองคนคือคนเดียวกัน จนวันที่ข้าได้รับคำทำนายว่าจะ
กลายเป็นนักหลอมโอสถเก่งกาจ จากวันนั้นชีวิตข้าก็เปลี่ยนไป’
‘เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมความทรงจำเหล่านั้น’
‘เป็นเจ้าในตอนเด็กหรือ?’
‘ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นเรา เจ้าคือดวงวิญญาณอีกส่วนหนึ่งของข้า เราสองคนคือ
คนคนเดียวกัน’
อีกฝ่ายยังคงยิ้ม ทว่าดวงตากลับเศร้าโศก
‘ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ วันนั้นข้าเพียงภาวนาและขอให้มีชีวิต
วันที่เราตกลงไปในน้ำ วันนั้นคือวันที่วิญญาณของเราแตกออกเป็นสองส่วน เจ้า
ถูกดึงไปยังอีกโลกหนึ่ง ในขณะที่ข้ายังคงอยู่ในโลกใบนี้ ชีวิตต่อจากนี้เจ้าคงไม่
อยากรู้กระมัง’ ใบหน้างดงามเผยยิ้มเศร้า
เยว่ฉีคล้ายเข้าใจคนที่พยายามทำเป็นเข้มแข็งตรงหน้า ดึงอีกฝ่ายเข้ามา
กอด
‘เก่งมาก เจ้าอดทนเก่งมากจริง ๆ’ ร่างกายที่เหมือนกันทุกประการยกมือ
ขึ้นกอดนาง ใบหน้าซุกซ่อนอยู่บนไหล่
‘ฮึก ข้าผิดอันใด ข้าไม่เคยทำอะไรให้พวกเขา ข้าเพียงต้องการครอบครัวที่
มีความสุข ทั้งที่พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุขแท้ ๆ เหตุใดพวกนั้นถึงทำกับข้า
เช่นนี้ ฮึก’
‘เจ้าอยากแก้แค้นหรือ?’
‘ใช่ ข้าจะทำ ข้าต้องการให้พวกมันเจ็บปวด เยว่ฉี ตัวข้าอีกคนเจ้าต้องช่วย
ปลดปล่อยข้า ข้าที่ไม่อาจไปที่ใดได้ ทำได้เพียงล่องลอยเฝ้ามองดูเจ้า ไม่อาจไป
ที่ใดได้ รอคอยโอกาสที่จะเข้ามาพูดคุยกับเจ้า รอวันที่จิตใจเจ้าหวั่นไหวมากพอ
ให้ข้าสัมผัสถึงจิตของเจ้าได้ เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกคับแค้นหดหายข้าคงจาก
ไปได้อย่างสงบ’
‘เยว่ฉี เจ้าอย่าได้รู้สึกผิด เจ้าไม่ได้มาแย่งข้า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของเรา
มาตั้งแต่ต้น วันนั้นที่ข้าตายคือวันที่เจ้ากลับมา วิญญาณที่เหลืออยู่ถูกดึง
กลับมายังร่างที่ถูกที่ควร ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ยากที่จะเชื่อ แต่เรื่องเหลือเชื่อทั้งหมดที่
เกิดขึ้นกับเราคงเป็นความสงสารจากสวรรค์ที่ตอบรับคำขอสุดท้ายของข้า’
ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ความไม่เป็นธรรม รู้สึกขมขื่น ทุก
อย่างเผยออกมาจากดวงตาตรงหน้า
‘ใช้ชีวิตให้ดี รักพวกเขาให้มาก ๆ และระวังชายผู้นั้นเอาไว้ เขาจะต้อง
เคลื่อนไหวอีกครั้ง’
‘สามีเจ้าเป็นคนดีไม่น้อยเลย ยินดีด้วยที่ชีวิตเจ้าตอนนี้มีความสุข ใช้ชีวิตให้
มีความสุขในส่วนของข้าด้วยนะ ตัวข้าอีกคน’ เยว่ฉีดวงตาแดงก่ำจ้องมองคนที่
หน้าตาเหมือนนางทุกกระเบียดนิ้ว
‘เยว่ฉี ข้าคงต้องไปแล้ว พลังของข้าไม่อาจทนอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว แล้วพบ
กันใหม่ในวันที่ข้าถูกปลดปล่อย’ คนตรงหน้าโผเข้ากอดเยว่ฉี หยาดน้ำตาสีใส
รินรดไหล่ข้างหนึ่ง
‘จำเอาไว้ เจ้าไม่ได้มาแย่งข้า ข้าก็คือเจ้า เจ้าก็คือข้า เราสองคนคือคน
เดียวกันตั้งแต่ต้น’
ร่างในอ้อมกอดเลือนหายไปแล้ว เยว่ฉีมองละอองสีเหลืองนวลลอยละล่อง
หายไปพร้อมสายลม
ภาพความสดใสทั้งหมดเริ่มเลือนหายไป พร้อมเสียงเรียกของใครบางคน
“ภรรยา ภรรยา เจ้าตื่นสิ ภรรยา!!”
เสียงเรียกกระวนกระวายใจเหลือเกิน นางหันหลังกลับ ปลายสายตา
มองเห็นจุดสีขาวสะอาดตาอยู่ตรงนั้น
‘ไปสิ คนของเจ้ากำลังเป็นกังวลอยู่’ เสียงนุ่มสบายดังขึ้นข้างหู
เยว่ฉียกยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าตอบรับ
‘อื้ม!!’
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วเรื่องเป็นมาอย่างนี้ได้เช่นไร แต่ในสายตา
ของเด็กคนนั้นไร้ซึ่งแววโกหก ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกในใจ ทั้ง
ความเจ็บปวด ความต้องการ และคำพูดที่ว่า
เราสองคนคือคนเดียวกัน
เยว่ฉีในโลกก่อนสูญเสียพ่อแม่ไปหลังเติบโตขึ้นมาได้ไม่นาน จากนั้นก็ใช้
ชีวิตอยู่เพียงลำพัง เหตุการณ์ที่พรากคนทั้งหมดไป ไม่ได้พรากตัวนางไปด้วย
และเยว่ฉีก็ไม่มีความทรงจำของโลกนี้เลย ทำให้ยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นคือ
เรื่องจริง
แต่ในเมื่อเกิดเรื่องเหลือเชื่อมากมายขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เด็กคนนั้นพูดคงมีเรื่อง
จริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
คงไม่มีวิญญาณร้ายตนใดยอมเสียเวลามาก่อกวนนาง ทั้งยังแต่งเรื่องหลอก
ไหนจะความรู้สึกเสียใจ ไม่เป็นธรรมที่สัมผัสได้ รวมไปถึงคำเตือน ให้ระวังชาย
ผู้นั้นไว้
ความรู้สึกส่วนลึกที่ยังคงเหลืออยู่ ความทรงจำบางส่วนที่เริ่มชัดเจน ทำให้
ความรู้สึกที่เคยคิดว่า ไม่ได้ผูกพันรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาบ้างแล้ว
ใช้ชีวิตให้มีความสุขในส่วนของข้างั้นหรือ? เป็นคำขอที่เยว่ฉีคิดว่าตน
สามารถทำได้