ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 103 กิจการของตระกูลเสิน
“ภรรยาเจ้าฟื้นแล้ว” หานลั่วอี้เป็นกังวล คนที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่ ๆ ก็
ร้องไห้ออกมา
เขาร้องเรียกอยู่นานก็ไม่มีทีท่าว่านางจะตื่น พาให้รู้สึกหวาดกลัวไปหมด
คิดไปต่าง ๆ นานา หากนางไม่ตื่นขึ้นมาเขาจะทำเช่นไร
“ลั่วอี้ เหตุใดถึงได้มีสีหน้าเช่นนี้ได้เล่า” มืออ่อนแรงยกขึ้นสัมผัสใบหน้า
หล่อเหลา หานลั่วอี้วางมือลงบนหลังมือสวย ถูไถใบหน้ากับฝ่ามือพร้อมจูบแผ่ว
เบา
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก”
“ข้าหลับไปนานเลยหรือ?”
“สองวัน เจ้าหลับไปสองวันเต็ม ตลอดสองวันมานี้เจ้าคล้ายคนฝันร้าย
ร้องไห้ พึมพำในสิ่งที่ข้าไม่รู้ออกมาเสมอ ไม่ว่าข้าจะเรียกเท่าใด เจ้าก็ไม่ฟื้นเสีย
ที” ท่าทางเขาคล้ายคนหมดแรง ไม่รู้ว่าสองวันมานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คงทำ
ให้เขากังวลมากจริง ๆ ถึงได้มีสภาพเช่นนี้
“ข้าไม่เป็นอันใด ข้าสัญญาว่าจะอยู่กับเจ้าต่อไปมิใช่หรือ?”
“ภรรยา ถึงอย่างนั้นข้าก็หวาดกลัว” เยว่ฉีขยับตัวลุกขึ้น มองห้องไม่คุ้นเคย
หานลั่วอี้รีบเข้ามาช่วยพยุงลุกขึ้นนั่ง ดึงหมอนขึ้นมารองหลังให้ภรรยากึ่งนั่งกึ่ง
นอนบนเตียงได้สบาย ๆ
พอสายตาไม่ถูกบดบังจึงมองเห็นว่าในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงนางและสามี ยังมี
คนอีกสองคนนั่งอยู่ไม่ไกล
หมิงเทียนหลินเมื่อรู้ว่าน้องสาวตื่นแล้วก็ลุกขึ้น อยากจะเดินเข้ามาใกล้ แต่
ก็กลัวว่าการกระทำของเขาจะส่งผลต่อนาง ดังเช่นก่อนหน้า จึงมีท่าทีละล้า
ละลังไม่กล้าเดินเข้าไป ทั้งยังประหม่า
เยว่ฉีเผยยิ้มเล็กน้อย แม้จะยังสับสน แต่ความรู้สึกส่วนหนึ่งของเด็กคนนั้น
ได้ถูกเติมเต็มเข้ามาในร่างกายนี้
“ท่านพี่ ไม่เข้ามาหาฉีเอ๋อร์หรือ” คำเรียกสนิทสนม ทำบุรุษร่างสูงถึงกับร่ำ
ไห้ ก้าวยาว ๆ มายืนข้างเตียงมองมือที่น้องสาวยื่นมาให้ก่อนจะกอบกุมมัน
เอาไว้ ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นข้างเตียง กุมมือแนบใบหน้า
“ฉีเอ๋อร์” เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วไม่กล่าวอะไรออกมาอีก
หม่าลู่เสียนมองบรรยากาศคล้ายกลมกลืนด้วยรอยยิ้มยินดี ในที่สุดชายผู้นี้
ก็สามารถวางความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งลงมาบ้างแล้วสินะ
ถึงตอนนี้จะยังสับสนและไม่คุ้นเคยก็ไม่เป็นไร ในเมื่อเด็กคนนั้นได้ฝากฝังไว้
แล้ว นางก็จะทำให้ดี หวังว่าเมื่อเรื่องราวทุกอย่างจบแล้ว เด็กคนหนึ่งที่บอกว่า
เป็นส่วนหนึ่งของนางจะหลับใหลได้อย่างสงบ
“เจ้ามาแล้วหรือ? เชิญด้านในครอบครัวข้ารออยู่ก่อนแล้ว”
“ลั่วซานเล่า?” เยว่ฉีเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นเด็กชายตัวน้อยออกมาต้อนรับ
“นั่งรออยู่ด้านในพร้อมพ่อแม่ข้า” คนถามพยักหน้ารับ เด็กชายตัวน้อยคง
จะติดสองสามีภรรยาเสินน่าดู
ตอนนี้ถึงขั้นไม่ออกมาต้อนรับนางแล้ว
เสินเทียนตอบคำถามพลางเหลือบสายตาไปมองทั้งสองคน ถึงเยว่ฉีจะเล่า
เรื่องที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ให้ฟัง ทั้งยังบอกว่าทั้งสองคนจะตามมาด้วย เขาก็ยังไม่
อยากจะเชื่ออยู่ดี
คนที่เคยคิดว่าเป็นสตรีไม่มีเบื้องหลังอันใด กลับเป็นถึงลูกหลานจากตระกูล
สูงสุดของดินแดนระดับสูง
เรื่องราวในอดีตของนางก่อนจะมาพบหานลั่วอี้ ไม่ได้มีการสืบสาวว่าเป็น
ใครมาจากที่ใด ตัวชายหนุ่มเองก็ไม่มีความต้องการอยากรู้
เสินเทียนก็ไม่ได้ทำการสืบความเป็นมา ด้วยเคารพการตัดสินใจของสหาย
ทั้งห้าคนใช้เวลาไม่นานก็มาถึงโถงรับแขก ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกหานลั่ว
ซานที่จดจ่อมากกว่าใครรีบกระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งมาทางคนทั้งสอง
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้!!” ร่างเล็ก ๆ วิ่งเข้ามาหาพร้อมไข่ในอ้อมกอด เยว่ฉีย่อตัว
ลงอ้าแขนกอดเด็กชายตัวน้อย
“พี่สะใภ้กลับมาแล้ว มีความสุขดีหรือไม่?”
“ขอรับลั่วซานมีความสุขมาก ตอนนี้เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสามระดับสูงแล้ว
ขอรับ” เด็กชายตอบกลับยิ้ม ๆ ผละตัวออกห่างจากเยว่ฉี หญิงสาววางมือบน
ศีรษะเอ่ยชม
“เก่งมาก ลั่วซานเก่งที่สุด”
“ขอรับ ลั่วซานเก่งมาก!!” เด็กชายเน้นหนักที่ประโยคสุดท้าย เชิดหน้ายืด
อกขึ้นเล็กน้อย เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเอ็นดูจากผู้ใหญ่โดยรอบได้อย่าง
ง่ายดาย
“ไปนั่งที่เก้าอี้กัน”
“ขอรับ” หนึ่งมือเล็กหนึ่งมือใหญ่จับจูงกันไปนั่งบนเก้าอี้ เยว่ฉีหย่อนตัวลง
นั่ง หานลั่วซานนั่งตรงกลางตามมาด้วยหานลั่วอี้
ส่วนหมิงเทียนหลินและหม่าลู่เสียนที่ขอตามมาด้วย นั่งในตำแหน่งก่อน
หน้าเยว่ฉี
ผู้อาวุโสเสินมองผู้มาเยือนด้วยท่าทีเกรงใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าตระกูลจาก
ดินแดนระดับกลางจะมีโอกาสต้อนรับคนจากดินแดนระดับสูง
“ยินดีต้อนรับคุณชายทั้งสอง หากตระกูลข้าต้อนรับได้ไม่ดีหวังว่าคุณชาย
ทั้งสองจะไม่ถือสา” หมิงเทียนหลินผู้มักจะรับหน้าพูดคุยอยู่เสมอเป็นคนเอ่ย
การแสดงออกของเขาตอนนี้ไม่ต่างจากคุณชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น
ท่วงท่าการพูด การนั่ง พูดคุย ล้วนแล้วแต่สง่างามดึงดูดสายตา
สายตาเขาแสดงความเป็นกันเอง และเป็นมิตรออกไปส่วนหนึ่ง เพราะถือ
ว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์อันดีกับน้องสาว
“ผู้อาวุโสเสินไม่ต้องเกรงใจ ข้าเพียงตามน้องสาวมาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้อง
มากพิธี”
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว” ผู้อาวุโสเสินผ่อนคลายลงมาก ตอนแรกที่ได้ยิน
เรื่องเกี่ยวกับทั้งสองคน ตระกูลเสินทั้งตระกูลเกือบเป็นลมกันไปหมด ยิ่งรู้ว่า
พวกเขาจะเดินทางมาตระกูลเสินด้วยตนเอง
คนตระกูลเสินทั้งตื่นเต้น ประหม่า และลนลานเพราะกลัวว่าจะเผลอทำให้
ทั้งสองท่านไม่พอใจ
จากนั้นทั้งสองคนและตระกูลเสินก็ได้มีการพูดคุยเพื่อทำความสนิทสนมกัน
อีกหลายประโยค เยว่ฉีเอ่ยพูดคุยด้วยเป็นครั้งคราว พร้อมทั้งพูดคุยสอบถาม
เกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของหานลั่วซาน
เวลาผ่านไปพอสมควร เยว่ฉีคิดว่าเพียงพอต่อการพูดเรื่องต่อไปแล้วจึงเอ่ย
ขึ้นว่า
“ผู้อาวุโสเสินเรื่องกิจการร้านค้าโอสถของตระกูลเสินเตรียมการไปถึงไหน
แล้วเจ้าคะ”
“หน้าร้านได้มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดแล้ว รวมถึงได้จัดการรวมร้านค้าพืช
วิญญาณและร้านค้าโอสถเข้าด้วยกัน”
“สมกับเป็นตระกูลเสินทำงานได้รวดเร็วมาก” เยว่ฉีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
เพิ่งพูดคุยเรื่องกิจการค้าโอสถได้ไม่นาน ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว
“เช่นนั้นก็ป่าวประกาศออกไปว่า ร้านค้าโอสถตระกูลเสินมีโอสถทะลวง
ระดับระดับแปดออกมาขาย รวมถึงโอสถระดับอื่น ๆ ด้วย”
“โอสถระดับแปดมีไม่มาก ข้าหลอมมาได้เพียงร้อยเม็ดเท่านั้น นอกจากนั้น
ยังมีโอสถระดับหกและเจ็ดอีกอย่างละหนึ่งร้อยเม็ด ส่วนระดับต่ำกว่านั้นมี
อย่างละสองร้อยเม็ด”
คนในห้องนอกเหนือจากหานลั่วอี้และหานลั่วซาน มองขวดหยกมากมาย
ซึ่งถูกนำออกมาวางบนพื้น พร้อมกลืนน้ำลายลงคอ
หมิงเทียนหลินและหม่าลู่เสียนล้วนมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ในห้อง
แม้เขาจะได้ชื่อว่าคนจากดินแดนระดับสูงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นโอสถ
มากมายถึงเพียงนี้
ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ นี่เป็นเพียงโอสถส่วนหนึ่งจากโอสถทั้งหมดที่นาง
หลอม ตลอดหลายเดือนในมิติ
“เท่านี้คงเพียงพอให้ขายไปได้อีกนานใช่หรือไม่?” ผู้อาวุโสเสินดึงสติ
กลับมา ปรับอารมณ์ให้คงเดิม หันไปมองคนพูด เขายิ้มแห้งก่อนเอ่ย
“ข้าว่าไม่ถึงหนึ่งวันโอสถทั้งหมดคงถูกขายออกไป”
“รวดเร็วถึงเพียงนี้?” เยว่ฉีไม่อยากจะเชื่อ โอสถมากมายขนาดนี้จะขาย
ออกไปจนหมดในเวลาเพียงวันเดียวได้เช่นไร
แม้ความต้องการโอสถจะมาก แต่คงไม่บ้าคลั่งถึงเพียงนั้นกระมัง
“เจ้าอย่าได้ดูถูกความต้องการของคนดินแดนนี้ เพราะโอสถระดับสูงใช่ว่า
จะหาได้ง่าย”
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่โอสถตรงหน้าก็ไม่น้อยเลย จะขายหมดจริงหรือ?
ผู้อาวุโสเสินกวาดตามองขวดหยกมากมายอีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะร่วน
ออกมา
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ!!ข้าอยากจะรู้นัก หลังตระกูลมู่รู้ว่าข้ามีโอสถออกไปขาย
พวกนั้นจะมีสีหน้าเช่นไร” แค่คิดถึงสีหน้าบิดเบี้ยวของคนตระกูลมู่ชายชราก็มี
ความสุขแล้ว
เยว่ฉีมองชายชราที่ไม่รักษาท่าทีก่อนจะส่ายหัวยิ้ม ๆ
ก่อนเปิดกิจการ ทางตระกูลเสินได้มีการป่าวประกาศออกไปว่า ในวันเปิด
กิจการทางตระกูลมีโอสถทะลวงระดับระดับแปดจำนวนสิบเม็ดออกมาขาย
ข่าวการมีอยู่ของโอสถระดับแปดสร้างความเคลื่อนไหวลูกใหญ่ขึ้นในเมืองหลง
เหมา หลายตระกูลเริ่มสงสัย การที่ตระกูลเสินปล่อยข่าวเช่นนี้ออกมาแท้จริง
แล้วพวกเขามีโอสถระดับแปดจริง หรือเพียงต้องการเรียกร้องความสนใจกันแน่
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตระกูลเสินไม่มีนักหลอมโอสถ ส่วนสตรีผู้นั้นที่
ทางตระกูลให้การดูแลก็เป็นเพียงนักหลอมโอสถขั้นสี่ หลังเข้าสำนักเซียนหลง
อย่างมากก็ขึ้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นห้าเท่านั้น ไม่มีทางเป็นนักหลอมโอสถขั้น
แปดได้
ตระกูลอื่น ๆ สงสัยแต่สองตระกูลที่เหลือไม่มีใครสงสัย บุตรและคนของ
พวกเขาต่างอยู่ในสำนักศึกษา ข่าวที่ว่านางกลายเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปด
แล้วจะไม่รั่วไหลมาถึงหูพวกเขาได้อย่างไร
โดยเฉพาะตระกูลมู่ ตอนนี้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด
วันเปิดกิจการ ผู้คนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากมายต่างมายืนออหน้า
ประตูร้าน วันนี้ผู้อาวุโสเสินทำหน้าที่ผู้จัดงานเปิดร้านอย่างเป็นทางการ เขายืน
แขนไขว้หลังออกมาจากด้านใน ยืนมองผู้คนที่มายืนเบียดเสียดกันจนเต็มหน้า
ร้าน
“ไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสนใจการเปิดร้านค้าโอสถครั้งที่สองของตระกูล
เสินมากมายถึงเพียงนี้”
เขากวาดตามองยิ้ม ๆ เห็นว่าในกลุ่มคนที่มากันวันนี้มีคนของตระกูลมู่อยู่
ด้วย
เชิญอกแตกตายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เถิด พวกเจ้าที่แย่งชิงของของ
พวกข้าไป ตอนนี้ได้แต่เฝ้าอิจฉาแล้ว
“ผู้มาวันนี้คงจะสนใจข่าวเกี่ยวกับโอสถระดับแปดกันสินะ เช่นนั้นเพื่อ
ไม่ให้พวกท่านคอยนาน ข้าจะนำออกมาให้ดู” ขวดหยกถูกหยิบออกมาจากอก
เขาเปิดฝาขวดออกกระดกนิ้วใช้พลังปราณนำหยกวิญญาณออกมา
“ดูให้เต็มตาว่าใช่โอสถระดับแปดจริงหรือไม่?”
“ริ้วอันงดงาม ทั้งยังกลิ่นหอมสดชื่นที่ลอยออกมา ไม่ผิดเป็นโอสถทะลวง
ระดับ ระดับแปดจริง ๆ ด้วย”
ขอแค่มีสิ่งนี้คนที่ติดอยู่บนคอขวดของระดับเจ็ดก็สามารถขึ้นไปเป็นขั้น
แปดได้
เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเป็นเรื่องจริง ความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นทันที
“ข้าต้องการสองเม็ด”
“ของข้าสามเม็ด”
“ข้าเม็ดหนึ่ง”
หลายเสียงตะโกนก้องเบียดเสียดกันจะเข้ามาใกล้ผู้อาวุโสเสิน ทว่าเขาใช้
พลังหยุดยั้งคนเหล่านั้นเอาไว้ก่อน
“ทุกท่านใจเย็น ๆ ราคาของโอสถระดับแปดหนึ่งเม็ดอยู่ที่หนึ่งแสนตำลึง!!”
หลังได้รู้ราคาแล้ว นึกว่าความต้องการของผู้คนจะลดลง กลับกลายเป็นว่า
พวกเขาเริ่มขานราคาซื้อแข่งกันไม่ต่างจากงานประมูล
เยว่ฉียืนมองบรรยากาศครึกครื้นด้านล่างด้วยความพึงพอใจ นางกับสามีมา
ดูสถานการณ์เปิดกิจการวันแรกบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามร้านค้าโอสถ
“ไม่เลว สมกับที่ข้าทำงานเหนื่อย” หานลั่วอี้มองภรรยายิ้ม ๆ โอบคนเข้า
มามอบจูบอ่อนโยนให้
หน้าต่างถูกปิด บดบังสายตาคนทั้งหมด ให้เหลือเพียงพวกเขาสองคน
ห้องที่ชายหนุ่มจองไว้ เป็นห้องส่วนตัว ทั้งยังเก็บเสียงและป้องกันการ
ก่อกวน ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาก่อกวนเวลาของพวกเขา
อ่านต่อเล่ม5