ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 105 สิ่งที่สัตว์อสูรชื่นชอบ
สองสามีภรรยาหมิงในดินแดนระดับสูงกำลังเดินทางไปเที่ยวเล่นซื้อของ
สำหรับต้อนรับนักหลอมโอสถ ทางฝั่งหานลั่วอี้และภรรยาก็กำลังเดินทางไปยัง
ตลาดพนันหิน
ผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่มาครั้งล่าสุด ครั้งนี้หานลั่วอี้ ภรรยา พร้อมทั้ง
สหาย และคนจากดินแดนระดับสูงมายังตลาดค้าหิน หานลั่วซานไม่ได้ตามมา
ด้วย เด็กชายตัวน้อยบอกว่าไข่น้อยกำลังจะลืมตาขึ้นมาจึงอยากอยู่กับไข่น้อย
การมาครั้งนี้ของเยว่ฉี นางตั้งใจมากวาดของวิเศษมากมายกลับไป
ของระดับต่ำไม่เอา ครั้งนี้ต้องเอาของระดับสูงเท่านั้น!!
เยว่ฉีรู้ว่าการเลี้ยงดูสัตว์อสูรนั้นต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก แต่ไม่คิดว่าจะ
มากมายถึงเพียงนี้!!
หยกวิญญาณและศิลาวิญญาณที่ได้รับจากแกนเส้นพลังชีวิตไม่เพียงพอต่อ
การทำให้สัตว์อสูรทั้งสองตนของนางและสามีเลื่อนระดับแล้ว
สัตว์อสูรหลังฟักออกมาจากไข่ จะเติบโตได้จากการดูดซับพลังวิญญาณจาก
หยกวิญญาณ ศิลาวิญญาณ พืชวิญญาณ รวมไปถึงดูดซับพลังงานวิญญาณจาก
ธรรมชาติ เช่นเดียวกับผู้ฝึกปราณและนักหลอมโอสถ ทำให้จำนวนหยกและ
ศิลาวิญญาณที่มีเริ่มร่อยหรอลงไปทุกวัน
การที่ต้องเลี้ยงสัตว์อสูรสี่ตนพร้อมกันสิ้นเปลืองของวิเศษมาก ถึงอย่างนั้น
ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า
เยว่กุยกลายเป็นสัตว์อสูรระดับนายพลแล้ว เหยี่ยวเงินหรือ ไฉ่หงก็
กลายเป็นสัตว์อสูรระดับนายพลเช่นเดียวกัน
ทั้งที่สัตว์อสูรทั้งสองกลายเป็นระดับนายพลแล้ว แต่ไส้เดือนน้อยกลับยังไม่
คืบหน้าไปไหน ทั้งที่ดูดกลืนพลังวิญญาณไปมากกว่าเต่าสายฟ้าและเหยี่ยวเงิน
อีกทั้งนับวันยังดูขี้เกียจขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ใช่เวลากินหยกหรือศิลาวิญญาณ
ไส้เดือนน้อยจะเอาแต่นอนอยู่ใต้บ่อน้ำไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
การมาเยือนตลาดค้าหินครั้งนี้เยว่ฉีตั้งใจจะมากวาดของมีค่าไปให้มากที่สุด
ให้สมกับเงินที่ได้มา!!
นอกจากเงินที่ได้จากการขายหัวใจกบทลายผาแล้วยังมีเงินที่ได้จากการ
ขายโอสถอีกด้วย รวมแล้วตอนนี้นางมีเงินในมือถึง สิบล้านตำลึง!!
กลายเป็นคนรวยตัวน้อย ๆ แล้ว
พอกวาดตามองประกายสดใสโดยที่ไม่ต้องยื่นมือไปสัมผัสนางพลันพยัก
หน้าพึงพอใจ
นักหลอมโอสถระดับสูงนี่สะดวกสบายมากจริง ๆ ยิ่งพลังจิตเพิ่มขึ้น
ความสามารถในการตรวจหาของวิเศษยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
“ลั่วอี้ไปกัน ครั้งนี้ข้าจะนำกลับไปมากหน่อย”
“ฉีเอ๋อร์เงินในมือน้องเพียงพอหรือไม่? หากอยากได้เพิ่มบอกพี่ชายได้ พี่
พอมีติดตัวอยู่เล็กน้อย” ยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปในร้านค้าร้านแรก หมิงเทียน
หลินก็เอ่ยออกมา
“ท่านพี่ท่านมีให้ข้าเท่าใด” นางไม่อิดออด แม้จะยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
ทว่าในเมื่อเด็กคนนั้นบอกให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในส่วนของนาง
เยว่ฉีก็จะขอใช้ตามใจ
หมิงเทียนหลินหยักยิ้มมุมปาก ยื่นถุงเงินให้น้องสาว
“หากไม่พอน้องสามารถบอกพี่ได้ พี่จะนำส่วนของหม่าลู่เสียนให้”
เยว่ฉีหยิบถุงเงินมา เหลือบตามองบุรุษข้างกายหมิงเทียนหลิน
สองคนนี้จะต้องมีลับลมคมในกันแน่แท้ ดูจากที่ตามติดหมิงเทียนหลินไม่
ห่างกาย ทั้งยังคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ แถมบรรยากาศระหว่างทั้งสองยังดูมี
อะไรมากกว่าสหายธรรมดา
เยว่ฉีขบคิดไปมาในใจก่อนพยักหน้า ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์เช่นไร หาก
เป็นคนดี นางรับได้ทั้งหมด
หญิงสาวหันมาให้ความสนใจถุงเงินในมือ มองเข้าไปด้านใน ดวงตาสวย
ถึงกับเบิกกว้าง
เงินในนี้ดูแล้วคงราว ๆ ยี่สิบล้านตำลึง!!
ยี่สิบล้านตำลึงสำหรับเขาคือพอมีติดตัวอยู่บ้างงั้นหรือ? สำหรับนางเรียกว่า
เงินทั้งหมดในชีวิต เงินขนาดนี้เพียงพอให้ซื้อหินหลายหมื่นก้อน!!
“ท่านพี่ ข้าใช้ทั้งหมดได้หรือไม่?” ลองถามหยั่งเชิงดู อีกฝ่ายยิ้มให้ก่อน
ตอบ
“น้องสามารถใช้ได้ทั้งหมด”
ตระกูลใหญ่ดีอย่างนี้เอง ทั้งที่นางหาเงินมาได้ตั้งมากแต่ยังเทียบไม่ได้กับ
เงินที่เขาพกติดตัวเล็กน้อยเลย
“ขอบคุณท่านพี่ ข้าจะตอบแทนความมีน้ำใจของท่านอย่างงาม!!” หญิง
สาวพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องตอบแทนพี่ พี่ชายเพียงต้องการดูแลเจ้าให้ดี” ความรู้สึก
เศร้าระคนรู้สึกผิดวาบผ่านนัยน์ตาคนพูด เยว่ฉีฉีกยิ้มเอ่ยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“ข้าขอรับไว้ทั้งหมดนะเจ้าคะ” ว่าจบก็ดึงมือสามีเดินไปยังกองหินหยก
ครั้งนี้เยว่ฉีให้ความสนใจสีของศิลาวิญญาณเป็นหลัก รวมไปถึงอาวุธวิญญาณ
ซึ่งผสมอยู่ในกองหินมากมายเหล่านี้
ความสามารถในการแยกแยะความเข้มข้นของพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นกว่าแต่
ก่อนมาก จึงทำให้แยกความแตกต่างระหว่างอาวุธวิญญาณระดับต่ำและสูงได้
แล้ว
จากที่เมื่อก่อนสัมผัสได้เพียงบางเบา ตอนนี้สัมผัสได้ชัดเจนแล้ว
มือเยว่ฉีเริ่มหยิบหินขึ้นมาก้อนแล้วก้อนเล่า หานลั่วอี้ผู้คุ้นเคยเลื่อนตะกร้า
มาตั้งข้างกายภรรยา เต็มแล้วก็เลื่อนใบใหม่มาให้ ทำอยู่อย่างนั้นนานหลายชั่ว
ยาม
หมิงเทียนหลินมองน้องสาวที่เลือกหินลงในตะกร้า ดวงตาสุกสกาวคู่นั้น
เต็มไปด้วยความสดใสมีชีวิตชีวา บางครั้งจะเปล่งประกายระยิบระยับราวกับ
มองเห็นอะไรบางอย่างซึ่งทำให้พึงพอใจ
เพิ่งเคยเห็นคนเลือกหินด้วยความสนุกสนานเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“เทียนหลินน้องสาวท่านเป็นนักหลอมโอสถมิใช่หรือ การที่นางเลือกหิน
ด้วยความสนุกสนานเช่นนี้คงมิใช่เพราะความสามารถนั้นใช่ไหม” หม่าลู่เสียน
เอ่ยกระซิบข้างหู
ดวงตาหมิงเทียนหลินวูบไหว ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“คงเป็นความสามารถนั้น ไม่น่าเชื่อว่าความสามารถนั้นจะตกมาอยู่ในตัวฉี
เอ๋อร์” ยามเอ่ยชื่อน้องสาว ดวงตาเขาเต็มไปด้วยประกายอบอุ่น
เขาพลาดช่วงวัยเด็กของนาง แต่ต่อจากนี้เขาจะไม่พลาดอีกแล้ว
จะคอยดูว่า น้องสาวคนนี้จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงหรือไม่ หากไม่เขาก็
จะคอยช่วยเหลืออยู่ด้านหลัง คอยผลักดันและกรุยทางให้เดินไปได้อย่างมั่นคง
มาตลาดค้าหินครั้งนี้เยว่ฉียังคงเลือกหินให้เสินเทียนเหมือนเดิม แตกต่างที่
จำนวนหินในครั้งนี้มากกว่าเดิมถึงสองเท่า
เยว่ฉีหรี่ตามองอีกฝ่าย ฝ่ายถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้นได้แต่ยกมือเกาหัวแก้
เก้อ
หญิงสาวส่ายหัวยิ้ม ๆ บอกให้เสินเทียนเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อเป็นการ
แลกเปลี่ยน
แน่นอนว่าชายหนุ่มรีบตอบรับทันที หลังจากนั้นไม่นานหินทั้งสี่ร้อยก้อนก็
มากองอยู่ตรงหน้าเขา
“เยว่ฉีขอบใจเจ้ามาก!!” เสินเทียนดีใจมาก มองหินทั้งสี่ก้อนด้วยดวงตา
เป็นประกาย
“ไม่ต้องขอบใจข้า เลี้ยงข้าวข้าเป็นพอ”
“ได้!! เจ้าต้องการร้านใด บอกข้ามาได้ข้าเลี้ยงไม่อั้น!!” เทียบกับการเลี้ยง
ข้าวแล้ว ของในตะกร้ามีค่ามากกว่าหลายเท่าตัว
เรื่องแค่นี้ธรรมดามาก
หมิงเทียนหลินมองความสนิทสนมที่น้องสาวมีต่อบุรุษอีกคน ดูเหมือนคน
ทั้งสามจะสนิทสนมและเชื่อใจกันมากจริง ๆ
ปกติคงไม่มีใครนำเงินกว่าสี่แสนตำลึงออกมาจ่ายค่าหินที่ไม่รู้ว่าด้านในเป็น
อะไร รวมถึงคงไม่มีใครใช้ความสามารถของตนมาเลือกหินให้ หากไม่สนิทสนม
กันจริง ๆ
พวกเขาใช้เวลาอยู่ในตลาดหินประมาณสี่ชั่วยาม หลังได้จำนวนที่ต้องการ
แล้ว จึงหันหลังเดินออกมา
หญิงสาวพึงพอใจผลประกอบการในครั้งนี้มาก เดินออกจากตลาดค้าหิน
ด้วยสีหน้ามีความสุข