ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 109 พบหน้าในรอบหลายปี
เรือลงจอดแล้ว
ปลายทางของเรือคือเกาะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหมิงเทียน
หลิน ภายในเกาะมีเรือนมากมายถูกสร้างไว้พร้อมผู้ดูแล
พื้นที่โล่งกว้างในกำแพงกว้างใหญ่ บรรดาข้ารับใช้ต่างเดินออกมาต้อนรับ
เจ้าของสถานที่แห่งนี้
ศิษย์หลายคนจากสำนักศึกษา รวมไปถึงอาจารย์และคนจากตระกูลสูงสุด
ทยอยลงจากเรือหมดแล้ว
“นายท่านพวกบ่าวเตรียมห้องสำหรับรับแขกเรียบร้อยแล้ว จะให้ข้าน้อย
พาแขกทั้งหมดไปพักยังห้องที่ได้มีการจัดเตรียมไว้หรือไม่ขอรับ” ชายชรา
ท่าทางเจ้าระเบียบคนหนึ่งเดินเข้ามาทำความเคารพชายหนุ่ม ด้านหลังเขามี
บ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงยืนเรียงอยู่ด้านหลังประมาณยี่สิบคน
หมิงเทียนหลินมองเขา ก่อนจะหันกลับมามองผู้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
“หม่าลู่เสียน ไท่ซ่าง อู๋หนิงอัน พวกเจ้าจะพาคนของพวกเจ้ากลับตระกูล
เลยหรือไม่”
“ข้าว่าจะทำเช่นนั้น อยากกลับไปนอนสบาย ๆ บนที่นอนเต็มแก่แล้ว จะ
ได้พาคนไปทำความรู้จักท่านพ่อด้วย” อู๋หนิงอันเอ่ย
“ข้าจะกลับแล้ว ต้องพาคนกลับไปพบท่านพ่อ” ไท่ซ่าง
“เทียนหลินไว้ข้าจะมาพบเจ้าใหม่ ข้าเองก็จะกลับตระกูลเช่นเดียวกัน”
หม่าลู่เสียน
หมิงเทียนหลินพยักหน้าเข้าใจ
“เช่นนั้นไว้พบกันใหม่”
ทั้งสามคนพร้อมคนของตนกลับไปแล้ว พวกเขาเดินทางด้วยเรือลอยฟ้า
เช่นเดียวกัน
เรือลอยฟ้าทั้งสิบสองลำที่เดินทางไปยังดินแดนระดับกลางนั้น เดิมทีเป็น
ของตระกูลใหญ่ทั้งสี่ตระกูล ตระกูลละสามลำ ในเมื่อสิ่งที่ต้องทำสิ้นสุดลงแล้ว
เรือทั้งสิบสองจึงต้องแยกทางกันไปตามแต่ละที่
สี่ตระกูลใหญ่ได้มีการพูดคุยกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า คนที่จะขึ้นมายังดินแดน
ระดับสูงครั้งนี้ นอกเหนือจากคนที่ตระกูลใหญ่เลือกจะต้องพักอาศัยอยู่ที่
ตระกูลหมิง
หมิงเทียนหลินจึงพาพวกเขามายังภูเขาซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวของเขา
จำนวนศิษย์ที่เหลืออยู่มีไม่มาก เพราะรายชื่อผู้แข็งแกร่งยี่สิบอันดับแรก
ต่างถูกตระกูลทั้งสี่เลือกเข้าร่วมตระกูลทั้งหมด
ตระกูลหมิงได้ สือตง เผยหยง เผยหยาง มาสามคน หมิงเทียนหลินต้องการ
ให้เสินเทียนและหวานเว่ยเข้าร่วมด้วย แต่ทั้งคู่ปฏิเสธ
เสินเทียนให้เหตุผลว่าตนต้องกลับไปดูแลตระกูลจึงไม่อาจเข้าร่วมด้วย
ส่วนหวานเว่ยต้องการอยู่ร่วมกับเสินเทียน
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เยว่ฉีคิดจะเป็นความจริง สองคนนี้มีความรู้สึกที่มากกว่า
สหายร่วมกัน
ซึ่งถือเป็นเรื่องดี
เมื่อสิ่งที่ต้องจัดการส่วนใหญ่ลดน้อยลงไปมากแล้ว หมิงเทียนหลินจึงสั่งให้
หัวหน้าพ่อบ้านพาคนที่เหลือไปพักผ่อน เหลือไว้เพียงเยว่ฉีและหานลั่วอี้เท่านั้น
“ทั้งสองคนตามข้ามา” เยว่ฉีเลิกคิ้วมองสามี หานลั่วอี้ทำเพียงหลุบตามอง
ภรรยายิ้ม ๆ
บางทีบุรุษตรงหน้าเขาอาจจะพานางไปพบใครบางคน
ทั้งสองคนเดินตามหลังหมิงเทียนหลิน ทิ้งให้สหายสองคนเดินตามหัวหน้า
พ่อบ้านไป เสินเทียนมองมาด้วยความรู้สึกสงสัย แต่ไม่นานก็หันหน้ากลับไป
เรื่องของสหาย บางครั้งตนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ไว้ถึงเวลาสองคนนั้นคงบอก
ให้รู้เอง
ใช้เวลาไม่นานทั้งสามคนก็เดินมาถึงเรือนหลังหนึ่ง ซึ่งแยกตัวออกมาจาก
เรือนทั้งหลังฝั่งซ้ายมือ
เรือนหลังนี้นับจากประตูทางเข้าจนถึงตัวเรือนหลักแล้ว ต้องใช้เวลา
เดินทางนานถึงห้าเฟินจึงจะสามารถเดินมาถึงตัวเรือนได้
เรือนทั้งหลังสร้างขึ้นจากหินชนิดพิเศษ ทนทานต่อพลังทำลาย ทั้งยัง
สามารถปกป้องการโจมตีจากพลังของผู้ฝึกปราณขั้นเทพได้
พื้นที่ทั้งหมดของเรือนหลังใหญ่ ปกคลุมด้วยคาถาป้องกันซึ่งถูกวางเอาไว้
อย่างแน่นหนา หากมีคนต้องการโจมตีต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเค่อ จึงจะ
สามารถทำลายม่านพลังเข้ามาด้านในได้
เพราะคาถาที่ใช้ปกคลุมตัวเรือนนั้น มีการฝังศิลาวิญญาณนับร้อยก้อน
เอาไว้เพิ่มพลังงานให้ม่านพลัง ทำให้ม่านพลังสามารถรักษาตัวกลับมาคงเดิมได้
เสมอ จนกว่าพลังในศิลาวิญญาณจะหมดไป
ภายในเรือนส่วนตัว เปิดประตูเข้าไปจะพบกับห้องโถง ทั้งที่ไม่มีแสงแดด
ลอดผ่านเข้ามา แต่ด้านในกลับสว่างจ้าสามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
สาเหตุที่ห้องโถงสว่างถึงเพียงนี้ เพราะได้มีการฝังหินเรืองแสงเอาไว้ ทำให้
ทั้งที่ไม่มีประตูหรือหน้าต่าง ห้องทั้งห้องยังสว่างราวกับมีแสงสว่างลอดผ่านเข้า
มา
“ทะ…เทียนหลินเด็กคนนี้เป็นใครหรือ?” น้ำเสียงสั่น ๆ ของสตรีดึงความ
สนใจของเยว่ฉีให้หันไปมอง
เพราะมัวแต่สนใจตัวเรือนแสนงดงาม นางจึงไม่เห็นว่าในห้องมีคนนั่งอยู่
ด้านในก่อนแล้ว
หานลั่วอี้มองคนตรงหน้า เขามองเห็นคนทั้งสองตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง
แล้ว ใบหน้าของสตรีสูงวัยมีส่วนคล้ายภรรยาถึงแปดส่วน ส่วนบุรุษสูงวัยข้าง
กายก็มีส่วนคล้ายภรรยาถึงสองส่วน
เขาจับจ้องมองอยู่ตลอด จนกระทั่งมองเห็นหยาดน้ำตาสีใสเอ่อคลอดวงตา
ทั้งสองข้าง มือสั่น ๆ ยกขึ้นมาตรงหน้า นัยน์ตาสะท้อนความรู้สึกห่วงหา และ
ไม่อยากจะเชื่อ
เยว่ฉีมองนาง ความรู้สึกคล้ายคุ้นเคยแต่ไม่คุ้นชินทำนางสับสน
เสียงนี้ เป็นเสียงที่ได้ยินอยู่เสมอในความทรงจำ ภาพของสตรีผู้หนึ่งที่คอย
ลูบหัวให้ยามง่วงงุน
“ทะ…ท่านแม่?” เอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจ
แม้จะสัมผัสได้ ทว่าเลือนราง
คนถูกเรียกไม่อาจข่มกลั้นน้ำตาไว้ได้อีก ก้าวยาว ๆ เข้ามาประชิดดึงหญิง
สาวเข้าสู่อ้อมกอด
ความคิดถึง เป็นห่วง ห่วงหา ยากจะอธิบาย ความรู้สึกซับซ้อนมากมายตี
วนอยู่ภายในอก
น้ำตาเม็ดใหญ่พรั่งพรูออกมาจากนัยน์ตาทั้งสองข้าง รู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหว
จากอ้อมกอด
คนถูกกอดไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจ ทั้งสองคนคงจะเป็น
บิดามารดาสินะ
พอคิดว่าทั้งคู่คือพ่อแม่ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดพลันสาดซัดเข้าสู่หัวใจ
ชาติที่แล้ว นางเสียครอบครัวอันเป็นที่รักไปตั้งแต่ยังเด็ก อ้อมกอดของคน
ในครอบครัวอบอุ่นขนาดไหน นางจำไม่ค่อยได้แล้ว
หลังพบหานลั่วอี้ความรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้กลายเป็นคนสำคัญของใครสักคน
ช่วยให้นางเข้าใจถึงการได้เป็นคนสำคัญขึ้นมาอีกครั้ง แต่ความอบอุ่นที่ได้รับ
จากคนในครอบครัวซึ่งมีสายเลือดเดียวกันนั้น
ยังคงเลือนราง…
มาตอนนี้เริ่มคุ้นเคยขึ้นมาแล้ว เริ่มจดจำความอบอุ่นยามซุกอยู่ในอ้อมกอด
อบอุ่นของครอบครัวขึ้นมาแล้ว
สองแขนเรียวสวยยกขึ้นโอบกอดสตรีสูงวัยตรงหน้า ทันทีที่มือสัมผัสแผ่น
หลัง คนที่เอาแต่ร่ำไห้ออกมา ก็กู่ร้องออกมามากกว่าเดิม
ไหล่ทั้งสองข้างสั่นไหว รับรู้ได้ถึงหยาดน้ำตาเปียกชื้นบนไหล่ข้างหนึ่ง
ความรู้สึกมากมายไหลทะลักออกมา ความเจ็บปวด โศกเศร้า วางใจ คิดถึง
ดีใจ และหวาดกลัว
หลากหลายสิ่งล้นทะลักออกมากลายเป็นสายน้ำไหลจากปลายหางตา
ตรงหน้าไม่ไกล บุรุษสูงวัยผู้หนึ่งมองมาด้วยดวงตาแดงก่ำ ทั้งที่ริมฝีปาก
หยักยิ้มยินดี ดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ แต่กลับร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ
มีความสุขที่ได้พบกันถึงขนาดนี้เลยหรือ?
หน้าอกที่อยู่ ๆ ก็เต้นแรงขึ้นมาก็คงมีความสุขมากเช่นกันสินะ
จำได้แล้ว เมื่อก่อนท่านทั้งสองก็เป็นเช่นนี้ ยามนางทำอะไรให้ต้องเป็น
กังวลก็มักจะแสดงสีหน้าเป็นห่วง แต่กลับไม่กล้าดุด่าแรงจนเกินควร ทำให้
กลายเป็นเด็กซุกซน ทว่าไม่ว่าจะซุกซนมากเพียงใด ทั้งสามคนก็ยังใจดีและ
ตามใจนางเสมอ
“ท่านพ่อ” เสียงแหบพร่าไม่มั่นใจของหญิงสาว เรียกก้าวยาว ๆ จากบุรุษ
สูงวัยตรงหน้าให้ก้าวเข้าไปใกล้
เขาขยับเข้าใกล้ มองหน้าบุตรสาวนิ่ง อยากจะมองให้ชัดเจนว่าใช่นางจริง
ๆ
ใช่แก้วตาดวงใจที่หายไปนับเจ็ดปีคนนั้น
“เยว่ฉีลูกพ่อ” บุรุษสูงวัย ร่างกายแข็งแกร่ง บรรยากาศรอบตัวที่ปกติเต็ม
ไปด้วยความน่าเกรงขามของผู้ฝึกปราณขั้นเซียน ตอนนี้กลับเผยความอ่อนแอ
ออกมาเพียงได้ยินคำเรียกขาน ท่านพ่อ จากปากบุตรสาวเพียงคนเดียว
เขากอดผู้เป็นที่รักทั้งสองด้วยแขนแข็งแกร่ง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมา
เงียบ ๆ
“ท่านไม่เข้าไปหรือ?” หานลั่วอี้เอ่ยถามพี่ชายภรรยา หมิงเทียนหลินมอง
มาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ดูแลน้องสาวข้าให้ดี หากเจ้าทำให้นางเสียใจ ข้าจะพานางกลับมา!!”
หานลั่วอี้หยักยิ้มมุมปาก “ท่านคงไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ไม่เห็นหรือว่า
นางรักข้ามาก และข้าเองก็รักนางมากเช่นกัน ข้าไม่มีวันทำให้นางเสียใจ”
“ข้าจะถือว่าเจ้าสัญญาแล้ว”
อีกฝ่ายจ้องตากลับมา สายตาหนักแน่นของหานลั่วอี้จ้องกลับไป
ทำให้นางเสียใจงั้นหรือ? ตั้งแต่ได้พบตัวตนใหม่ของนางในเช้าวันนั้น เขาไม่
เคยมีความคิดจะทำให้นางเสียใจเลยสักครั้ง
“ข้าสัญญา ข้าจะไม่มีวันทำให้นางผู้เป็นดั่งหัวใจต้องเจ็บปวดเพราะข้า
เด็ดขาด”
หมิงเทียนหลินมองความหนักแน่นในดวงตาและน้ำเสียงที่เปล่งออกมา
ก่อนจะยอมพยักหน้า
“ฝากน้องสาวข้าด้วย นางลำบากมามากแล้ว” เขารู้ดี คนที่ไม่สามารถ
ปกป้องคนสำคัญได้ไม่มีสิทธิ์กังขาในความรู้สึกของอีกฝ่าย สิ่งที่กระทำลงไป ทำ
ไปเพียงเพราะต้องการความมั่นใจเท่านั้น
หมิงเทียนหลินหันกลับไปมองภาพครอบครัวที่กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อม
หน้าพร้อมตาอีกครั้ง
สายตาอบอุ่นคู่นั้นเผยความกังวลออกมาชั่วขณะก่อนจะหายไป
“ท่านดูเป็นกังวลกับการกลับมาของนาง เบื้องหลังการหายตัวไปของ
ภรรยาคงมิใช่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวท่านใช่ไหม?”
หานลั่วอี้เอ่ยถาม เขาพอจะรู้มาบ้างว่าตระกูลหมิงแบ่งออกเป็นสองสาย
บิดาภรรยามีน้องชายคนหนึ่งที่เมื่อก่อนสนิทสนมกันไม่น้อย ทว่าหลัง
บุตรสาวของบุตรหลานคนโตตระกูลหมิงหายตัวไป พี่น้องสองคนก็เริ่มห่างเหิน
กัน
มีข่าวลือออกมาว่า การหายตัวไปของบุตรสาวบ้านหลักเป็นแผนการของ
บ้านรอง
ไม่รู้ว่าข่าวที่เขาได้รับรู้มานั้นจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน ทว่าหลังเห็นความ
กังวลบนใบหน้าหมิงเทียนหลิน ข่าวลือที่ได้รับมาอาจจะมีความจริงผสมอยู่
หลายส่วน
“ในฐานะที่เจ้าเป็นสามีนางสาวข้า ข้าจะเล่าให้ฟัง”
หมิงเทียนหลินหันมาจ้องหน้าหานลั่วอี้ ก่อนจะพาอีกฝ่ายเดินออกจากห้อง
ปล่อยให้ทั้งสามคนได้มีเวลาร่วมกัน
เขาย้ายมายังห้องข้าง ๆ ปิดประตู และกางม่านกั้นเสียง ป้องกันไม่ให้เรื่อง
ที่จะเล่าต่อจากนี้เล็ดลอดออกไป
แม้จะมีความเป็นไปได้น้อยที่เรื่องราวจะหลุดออกไปก็ตาม
“เมื่อเจ็ดปีก่อน ครอบครัวข้ากับครอบครัวท่านอาสนิทสนมกันมาก ท่านมี
บุตรสาวคนหนึ่งนางเกิดมาพร้อมความสามารถของการเป็นนักหลอมโอสถไม่
ต่างจากฉีเอ๋อร์ ทว่าเมื่อน้องสาวอายุได้สิบขวบ นางได้รับการทำนายว่ามี
ความสามารถเลิศล้ำจะนำพาครอบครัวไปสู่ความยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่” หมิง
เทียนหลินหยุดพูดก่อนเอ่ยต่อ
“เดิมทีท่านปู่ก็ชื่นชอบท่านพ่อมากกว่าท่านอาอยู่แล้ว เพราะท่านพ่อนั้น
เก่งกาจมากกว่า ทั้งยังรู้จักการวางตัวเข้าหาคน ด้วยความลำเอียงที่เกิดขึ้น
เล็กน้อยตลอดหลายปี ได้สร้างความรู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นในใจท่านอา”
“และเมื่อเยว่ฉีได้รับคำทำนาย ความลำเอียงที่ท่านปู่มีก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งท่านปู่ทวดซึ่งเป็นผู้นำตระกูลในตอนนี้ก็เริ่มให้ความสนใจฉีเอ๋อร์ ท่าน
มอบของวิเศษมากมายเพื่อให้นางได้ฝึกฝน และด้วยความใส่ใจเหล่านั้นทำให้
ท่านอารู้สึกไม่ยุติธรรมมากขึ้น”
“เรื่องราวต่อจากนี้เจ้าพอจะเดาได้ใช่ไหม?” หมิงเทียนหลินหยุดเล่า มอง
หานลั่วอี้
ชายหนุ่มพยักหน้า ครอบครัวเขาก็คล้าย ๆ ครอบครัวหมิง ผู้คนต่าง
หลงใหลในอำนาจ และมองเป็นสิ่งวิเศษจนลืมสิ่งสำคัญบางอย่างไป
“ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น ท่านพ่อรักท่านอามาก มักหยิบ
ยื่นของวิเศษให้น้องชายตนเสมอ ท่านอายามรับสิ่งของไปมักจะยิ้มแย้มและ
แสดงความเกรงใจออกมาเสียทุกครั้ง ทว่าในจุดที่ทุกคนมองไม่เห็นท่านกลับคิด
ว่า ความใจดีของท่านพ่อเป็นเพียงความสงสาร ต้องการอวดความรักและแสดง
ให้ท่านเห็นว่า ท่านพ่อสำคัญกว่าท่าน”
“ความรู้สึกไม่พอใจถูกสั่งสมมาเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดเรื่อง ในวันนั้น
ระหว่างที่ท่านพ่อท่านแม่ต้องออกไปปราบสัตว์อสูรตามคำสั่งของท่านปู่ทวด
ท่านอาได้เข้ามาพบข้ากับน้องสาว ชวนพวกเราสองคนไปเที่ยวเล่น”
“น้องสาวมีนิสัยชื่นชอบเที่ยวเล่นเป็นทุนเดิมจึงร้องขอให้ข้าพาไป ตอนแรก
ข้าปฏิเสธ แต่เพราะไม่สามารถปฏิเสธสายตาออดอ้อนต้องการของฉีเอ๋อร์ได้ จึง
ตอบตกลงในท้ายที่สุด ทว่าการไปเที่ยวครั้งนั้นกลับเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็น
หน้านาง”
“กลุ่มคนไม่ทราบสังกัด ได้เข้าโจมตีเรือเดินทางของพวกเรา พวกนั้น
แข็งแกร่งมากจนข้าสู้ไม่ไหว ข้าพยายามปกป้องน้องสาวสุดชีวิต แต่กลับทำ
ไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็กลับมานอนบนเตียง พร้อมข่าวการหายตัวไปของนาง”
“หากวันนั้นข้าเลือกปฏิเสธ และกล่อมให้นางรอท่านพ่อท่านแม่กลับมา
หากวันนั้นข้าใจแข็งขึ้นอีกสักนิด นางคงไม่หายตัวไป”
“จากนั้นเกิดอะไรขึ้น” หานลั่วอี้เอ่ยถาม มองคนที่อดกลั้นความเจ็บปวด
“คนคุ้มกันที่ไปด้วยเสียชีวิตเกือบหมด เหลือรอดมาได้ไม่กี่คน ท่านอาและ
บุตรสาวปลอดภัย ข้าบาดเจ็บสาหัส บุตรสาวของท่านอาสะเทือนใจกับ
เหตุการณ์ในครั้งนั้น และไม่มีใครรู้ว่าเยว่ฉีหายตัวไปที่ใด”
“ข้าเกือบหลงเชื่อคำพูดของท่านอา หากไม่ได้เหลือบไปเห็นรอยยิ้มยินดีที่
เขาซุกซ่อนไว้ หลังจากนั้นไม่นานข้าได้สั่งให้คนของท่านพ่อเริ่มตามติดพวกเขา
สิ่งที่ข้าได้รับรู้จากการตามสืบคือครอบครัวท่านอาไม่ชอบครอบครัวข้า
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับการหายตัวไปของน้องสาวกลับไม่มี ทั้งที่ข้ามั่นใจว่าท่านอา
ต้องเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น ไม่เช่นนั้นจะปล่อยพวกเราที่เหลือแล้วเลือกจับแค่
ฉีเอ๋อร์หรือ ทุกอย่างประจวบเหมาะมากเกินไป!!” สองมือข้างตัวหมิงเทียน
หลินกำเข้าหากันแน่ พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้นก็อดรู้สึกเจ็บแค้นไม่ได้
ตอนนั้นเขาเชื่อใจคนในครอบครัวมากเกินไป
ไม่คิดว่าสายเลือดที่ดูรักใคร่ลับหลังจะวางแผนทำร้ายกัน
“ครอบครัวข้าใช้กำลังคนและเงินมากมายในการออกตามหาทั่วทั้งดินแดน
ระดับสูงและระดับกลาง ระดมกำลังเท่าที่มีเพียงเพื่อคาดหวังว่าจะพบนาง แต่
ความหวังกลับริบหรี่ ผ่านไปหลายปีก็ยังไร้วี่แวว”
“ท่านปู่ กับท่านปู่ทวด ไม่มีความเห็นใดในเรื่องนี้ ความจริงแล้วท่านปู่ทวด
ไม่ได้ให้ความสนใจครอบครัวบุตรหลานเท่าใดนัก สิ่งที่ท่านสนใจคือ
ความสามารถของคนในตระกูล”
“เมื่อน้องสาวหายไป จึงมีเพียงคนของครอบครัวข้าที่ออกตามหา ผ่านไป
หลายปียังไม่มีความคืบหน้า ท่านปู่ทวดจึงสั่งให้หยุดตามหา สั่งห้ามไม่ให้ใคร
พูดเรื่องบุตรสาวคนเล็กของท่านพ่ออีก แต่จะให้พวกข้าตัดใจหรือ? ใครจะไป
ทำได้”
“เมื่อไม่สามารถตามหาอย่างเปิดเผยได้ จึงต้องตามหาอย่างลับ ๆ ใครจะ
ไปคาดคิดว่านางจะไปไกลถึงดินแดนระดับต่ำ หากข้าฉุกคิดสักนิดว่านาง
อาจจะหลงไปยังจุดต่ำสุดของดินแดน ข้าคงพบนางเร็วกว่านี้”
ยามเล่าเรื่องนี้ออกมา น้ำเสียงหมิงเทียนหลินมักเจือความรู้สึกเศร้าอยู่จาง
ๆ
เขากำลังข่มกลั้นความรู้สึกเจ็บแค้นมากมายเอาไว้ภายใน ไม่ให้ปะทุออกมา
ครอบครัวที่ต้องการจะทำร้ายครอบครัวเดียวกันงั้นหรือ?
ไม่ว่าในดินแดนระดับใดล้วนมีด้วยกันทั้งนั้น ทว่าครอบครัวหมิงดูจะรุนแรง
กว่าครอบครัวเขามากนัก
หากภรรยาไม่โชคดีมีชีวิตรอด ก็คงตายไปทั้งอย่างนั้น
ไร้ซึ่งที่ให้กลบฝัง ตายไปอย่างโดดเดี่ยว