ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 11 เข้าเมือง
หานลั่วอี้บอกเยว่ฉีนำหยกวิญญาณไปขาย ทั้งยังแนะนำร้านที่ไว้ใจได้ให้
ด้วย
วันนี้เยว่ฉีมีแผนจะเดินทางไปขายพืชวิญญาณในเมืองพร้อมกับเพื่อนบ้าน
ทั้งสอง นางจึงตื่นแต่เช้าตรู่ขึ้นมาเตรียมอาหารรวมไปถึงยาสำหรับหานลั่วซาน
เช่นเดียวกับเมื่อวานก่อนจะออกจากบ้านนางเตรียมน้ำแห่งชีวิตให้หานลั่ว
อี้หนึ่งขวด ดูจากที่อีกฝ่ายมีทีท่าคล้ายรอคอยามขวดหยกปรากฏตรงหน้าก็
สามารถคาดเดาได้ว่า น้ำแห่งชีวิตมีประโยชน์ต่อสามีจริง
เท่านี้ก็ยืนยันคำพูดของผู้อาวุโสได้แล้ว
ผู้อาวุโสหมิงยังบอกกับนางอีกว่าหลังผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนให้เพิ่ม
ปริมาณน้ำแห่งชีวิตในตอนที่เจือจาง จากเดิมหนึ่งหยดต่อหนึ่งถ้วยก็เพิ่มเป็น
สองหยดต่อหนึ่งถ้วย ทำเช่นนี้จะช่วยให้ร่างกายหานลั่วอี้ปรับตัวเข้ากับความ
พิเศษของน้ำแห่งชีวิตอย่างช้า ๆ
เยว่ฉีย้ำกับสามีเรื่องลั่วซานอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากประตูบ้าน อีกฝ่าย
เข็นรถมาส่งจนถึงหน้าประตูมองส่งนางขึ้นรถเทียมลาของหมู่บ้านจนลับตาถึง
ได้ถอนสายตากลับ ปิดประตูลงเข็นรถกลับเข้าบ้าน
ทุกการกระทำของเขาตกอยู่ในสายตาของใครบางคน คนคนนั้นแอบมอง
จนเป้าหมายลับสายตาถึงได้ถอยออกมา
ทำไมพืชวิญญาณที่เก็บได้เมื่อวานจึงต้องมาขายในวันต่อมาความจริงแล้วมี
สาเหตุอยู่ ด้วยรถเทียมลาจะเดินทางออกจากหมู่บ้านเพียงเที่ยวเดียวต่อวัน ทำ
ให้ไม่สามารถออกมาขายพืชวิญญาณภายในวันนั้น ๆ ได้ต้องรอวันต่อไป
นอกเสียจากว่าจะมีรถเทียมลา รถเทียมควาย หรือรถเทียมม้าเป็นของ
ตนเองถึงจะสามารถเข้าออกหมู่บ้านได้ตามต้องการ หากไม่มีก็ต้องรอเที่ยวรถ
ของหมู่บ้าน หรือไม่ก็เดินเท้า
ระหว่างที่ทั้งสามคนนั่งอยู่บนรถเทียมลาก็มีสายตาชาวบ้านหลายคนมอง
มา บางคนจ้องเยว่ฉีอย่างเปิดเผยก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบเสียงเบา บาง
คนเหลือบมองเล็กน้อยไม่ให้จับได้
แต่ก็มีบางคนที่ใจกล้ามากหน่อยเอ่ยถามหลัวหรูท่าทางสนิทสนม
“สะใภ้เฟิงวันนี้ก็ออกไปขายพืชวิญญาณหรือ?” หลัวหรูยิ้มบางตอบ
“เป็นเช่นนั้น”
“เก็บพืชวิญญาณได้เยอะหรือไม่? ให้ข้าดูบ้างได้ไหม” คราวนี้หลัวหรูยิ้ม
บางไม่เอ่ยคำ เหลือบตามามองเยว่ฉีก่อนจะถอนสายตากลับไปแล้วเอ่ย
คนถูกมองเพียงขมวดคิ้วสงสัยไม่เอ่ยคำใด ผินหน้าออกไปมองด้านนอกให้
ลมเย็นสบายยามเช้าพัดผ่านใบหน้า
“ใช่ว่าข้าไม่สามารถอยากให้พวกท่านดู เพียงแต่ว่าพืชวิญญาณที่เก็บได้เมื่อ
วานพิเศษอยู่เล็กน้อยจึงไม่อาจนำออกมาให้ดูได้” มนุษย์ส่วนมากล้วนอยากรู้
อยากเห็น ยิ่งกับสตรีตรงหน้าแล้วด้วย พอหลัวหรูกล่าวเช่นนี้ยิ่งกระตุ้นความ
อยากรู้อยากเห็นของนาง จึงรีบเอ่ยขึ้นอีกประโยค
“พิเศษมากอันใด คนกันเองทั้งนั้นคงมิใช่ว่าเจ้าต้องการวางตนขี้เหนียว ไม่
ต้องการให้พวกข้าดูกลัวว่าพวกข้าจะไปแย้งอาชีพของครอบครัวเจ้า” ฟังมาถึง
ประโยคนี้ใบหน้าหลัวหรูยังคงประดับรอยยิ้มบาง ๆ ต่างจากเยว่ฉี นางได้แต่
ส่ายหน้าให้กับความหน้าหนาของสตรีผู้นั้น คนเขาก็บอกออกจะชัดเจนว่าไม่
ต้องการให้ดูนางยังจะแสร้งทำเป็นไม่รู้อีก
“สะใภ้ฉิง ยิ่งเป็นคนกันเองก็ยิ่งต้องเกรงใจมิใช่หรือ? หากข้าขอดูของที่
ท่านไม่ต้องการให้ดูท่านจะยอมนำออกมาให้ข้าดูทันทีหรือไม่ อีกอย่างข้าหาได้
กลัวพวกท่านแย้งอาชีพ หากพวกท่านมีความกล้า มีโชควาสนาล้วนสามารถขึ้น
เขาไปลองเสี่ยงดูได้” ตลอดการพูดจาใบหน้าหลัวหรูมีรอยยิ้มประดับบน
ใบหน้าตลอด
คนที่นางพูดด้วยคือ เผยลู่ หลานสาวของหญิงชราที่กล่าวคำพูดไม่ดีต่อหน้า
เยว่ฉี
มาวันนี้การที่นางต้องการอยากรู้เรื่องพืชวิญญาณทั้งยังไม่ลดละความ
พยายาม ส่วนหนึ่งคงมาจากความขุ่นข้องหมองใจของหญิงชรา
ต้องการให้เพื่อนบ้านคนอื่นเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อครอบครัวนาง ทว่าหลัว
หรูหาได้สนใจ ขอเพียงไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านไม่มีทางขับไล่ครอบครัวนางออกจากหมู่บ้าน
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านนั้น…อย่างที่รู้ ๆ กันบางคนคบหาห่าง
ๆ หน่อยย่อมดีกว่า
คนถูกย้อนใบหน้าเจื่อนลงแต่กลับไม่ยอมแพ้ในเมื่อจัดการหลัวหรูไม่ได้ก็
หันมาหาเยว่ฉี
“แม่นางคนที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่” ขนาดชื่อยังไม่รู้กลับอยากจะพูดคุยด้วย
เยว่ฉีได้ยินเสียงเรียกของนางแต่เลือกจะเมินเฉย จนกระทั่งอีกฝ่ายเอ่ยเรียก
เสียงดังขึ้นหนึ่งระดับ นางจึงค่อย ๆ ผินหน้ากลับมาเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
“แม่นางเรียกข้าหรือ?”
“คนที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่จะมีใครได้อีกนอกจากแม่นาง” เผยลู่กัดฟันพูดยิ้ม
ๆ เยว่ฉีทำเพียงพยักหน้าเข้าใจ คิดจะหันกลับไปมองวิวด้านนอก
ทว่ายังไม่ทันที่สายตาจะได้ยลโฉมธรรมชาติเสียงแสบหูไม่น่าฟังก็ดัง
ขัดจังหวะขึ้นก่อน
“แม่นางผู้นี้คนเขาพูดด้วยเหตุใดถึงได้ทำตัวไร้มารยาท” เยว่ฉีก็หาใช่คนที่
ยอมให้คนอื่นรังแก นางหันไปมองยิ้ม ๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนพูดเสียวสันหลัง
แต่เพราะมีคนอยู่มากนางจึงต้องข่มความขลาดกลัวเอาไว้ จ้องหน้ากลับไป
“หากน้ำเสียงที่แม่นางกล่าวและท่าทีที่แสดงออกมาเป็นมิตรมากกว่านี้
เล็กน้อย ข้าคงจะใช้สิ่งที่เรียกว่ามารยาท แต่ในเมื่อแม่นางยังไม่คิดจะใช้
มารยาทมาพูดคุยกับข้า แล้วข้าต้องใช้มารยาทกับแม่นางด้วยหรือ? ถือสิทธิ์อัน
ใด!” น้ำเสียง ท่าทาง แววตา ทุกอย่างล้วนไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ทว่ากับทำให้
อีกฝ่ายขนลุกไปทั่วสรรพางค์กาย ไม่กล้าสบสายตา
เผยลู่พ่ายแพ้แต่ไม่ยินยอม ความอับอายที่นางได้รับในวันนี้จะต้องเอาคืน
ให้จงได้!!
จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอันใดออกมาอีก…
ไม่สิต้องบอกว่าไม่มีใครกล้าพูดอันใดออกมาเสียมากกว่า เพราะเกรงกลัว
บรรยากาศเย็นเยียบรอบกายหญิงสาวตัวน้อย
ยกเว้นก็เพียงครอบครัวเฟิงที่มองเยว่ฉีตอกกับเผยลู่ด้วยสายตาไม่อยากจะ
เชื่อ เด็กสาวผู้มากด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง มาตอนนี้กลับให้ความรู้สึกดั่งเสือร้าย
ที่ก้าวออกมาจากถ้ำ
เป็นความประหลาดใจที่ชื่นชอบ
หลัวหรูกระตุกยิ้มหลังตั้งสติได้ โน้มหน้าลงไปกระซิบข้างหู
“สตรีผู้นั้นคือหลานสาวของหญิงชราคนเมื่อวาน” ความสงสัยที่ว่าเหตุใด
นางถึงเข้ามาหาเรื่องพลันสลายหายไป
ยายจัดการไม่ได้จึงส่งหลานมาสินะ เด็กน้อยเสียจริง
หลังผ่านความเงียบสงบตลอดทางในที่สุดก็เดินทางมาถึงที่หมาย เมืองโม่ฉี
ยังคงเหมือนเดิมในความทรงจำทว่าความรู้สึกเกี่ยวกับโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปใน
เวลาเพียงไม่นาน