ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 12.1 หยกวิญญาณราคาดี
หลังรถเทียมลาจอดเทียบบนลานจอดคนทั้งหมดต่างทยอยลงจากรถ
ครอบครัวเฟิงและเยว่ฉีก้าวลงมาหลังใครเขา รถจนคนก่อนหน้าออกไป
หมดแล้วถึงได้ก้าวลงมา
สองข้างถนนของเมืองโม่ฉียังคงครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนไม่ต่างจากไม่กี่วัน
ก่อนหน้า ทว่าช่างแปลกตาในความคิด
นางคงคุ้นเคยกับธรรมชาติในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเข้าเสียแล้ว
“อยากไปที่ใดก่อนหรือไม่?” หลัวหรูเอ่ยถาม ตอนที่เห็นสายตาเป็น
ประกายตื่นเต้นของเด็กสาว
เยว่ฉีหันหน้าไปหายิ้มบางพลางตอบ
“พี่หลัวข้าต้องการไปขายพืชวิญญาณก่อน จากนั้นจะไปซื้อของเข้าบ้าน
บ้านข้าตอนนี้ก็อย่างที่พวกท่านทราบ” เยว่ฉีพูดอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าคำพูดของ
นางกลับทำให้ครอบครัวเฟิงเผยสีหน้าซับซ้อน
ครอบครัวสามีเยว่ฉีชั่งใจร้ายเสียจริง ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้เรื่องราวตื้นลึก
หนาบาง ทว่าการปล่อยให้สตรีร่างกายซูบผอมอยู่กินกับบุรุษขาพิการเพียง
ลำพัง แค่คิดก็พาให้รู้สึกขมเฝื่อนขึ้นมาในใจ
“ข้าจะดูแลเจ้าให้ดี” เยว่ฉีมองหลัวหรู กะพริบตาปริบ ๆ ไม่เข้าใจว่าที่นาง
เอ่ยออกมาหมายถึงอะไร แต่ก็พยักหน้าตกลงยิ้ม ๆ
“ไปกันพี่หลัวข้าอยากจะเห็นร้านรับซื้อพืชวิญญาณแล้ว” และคนทั้งสามก็
เดินทางไปยังร้านขายและรับซื้อพืชวิญญาณ
ระหว่างทางหลัวหรูก็พูดคุยแนะนำหลายเรื่องให้เยว่ฉีฟัง ทั้งเรื่องที่สมควรรู้
และเรื่องไร้สาระทั่วไป เรียกทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทั้งสองได้ไม่ยาก
บางครั้งเยว่ฉีก็จะเอ่ยหยอกเย้าหลัวหรู บางครั้งเฟิงซิ่วก็เอ่ยปากเข้าร่วม
บุรุษหนุ่มร่างกายสูงใหญ่มองภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยนพลางคิด ทั้งที่ตอน
แรกภรรยาเขินอายที่จะเข้าหาเด็กสาวผู้นี้ มาตอนนี้กับพูดคุยกันสนุกสนานราว
กับรู้จักกันมาเนิ่นนาน
ผ่านไปประมาณห้าเฟินทั้งสามคนก็มาถึงร้านขายพืชวิญญาณลูกจ้างหน้า
ร้านสองสามคนคุ้นเคยกับเฟิงซิ่วและหลัวหรูไม่น้อย พอเห็นว่าทั้งสองคนเดิน
เข้ามาในร้านจึงเดินเข้าไปทักทาย
“พี่เฟิงน้องหลัววันนี้ก็มาขายพืชวิญญาณหรือ?” เพราะผู้คนที่นิยมขึ้นเขา
ไปเก็บพืชวิญญาณมาขายนั้นมีไม่มากด้วยกลัวอันตรายจากสัตว์อสูร ทำให้ไม่ว่า
พืชวิญญาณที่ทั้งสองคนหามาจะมีระดับไม่สูงมากทว่าก็เพียงพอให้ผู้คนไม่ดูถูก
การที่ร้านมีพืชวิญญาณขายอยู่ตลอดย่อมส่งผลดีต่อกิจการร้าน ทำให้
ลูกจ้างหลายคนยินดีทุกครั้งที่ทั้งสองมา
ต้องบอกก่อนว่าร้านค้าพืชวิญญาณแม้จะมีไม่มากแต่ก็ไม่ถือว่าน้อยทำให้มี
การแข่งขันขึ้นเป็นร้านอันดับหนึ่งอยู่ตลอด แต่ก็ใช่ว่าทุกร้านจะมีพืชวิญญาณ
ให้ขายไม่ขาด ต้องดูว่าพวกเขามีคนขึ้นไปเก็บพืชวิญญาณมาขายให้หรือไม่
“วันนี้มีพืชวิญญาณชนิดใดมาขายหรือ?” ลูกจ้างกล่าวยิ้ม ๆ สายตา
สอดส่องต้องการอยากรู้ เฟิงซิ่วไม่ตอบคำหันมามองภรรยา จากนั้นหลัวหรูก็
หันไปเรียกเยว่ฉีให้มายืนข้างกายก่อนที่ทั้งสองคนจะนำพืชวิญญาณระดับสาม
ออกมา
ดอกแต้มสีชาดคู่ปรากฏสู่สายตาผู้คนทั้งร้าน หลายคนถึงกับอุทานออกมา
ด้วยความตกใจ
ถึงแม้จะเป็นพืชวิญญาณระดับไม่สูงมาแต่ก็เป็นที่ต้องการ เพราะคนที่ติด
อยู่คอขวดผู้ฝึกปราณขั้นสองมีไม่น้อย หากมีโอสถที่หลอมขึ้นจากพืชวิญญาณ
ชนิดนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะติดอยู่ที่ระดับสองไปตลอดชีวิต
ลูกจ้างพูดยิ้ม ๆ มองพืชวิญญาณในมือตาโต “ถือว่าร้านเราได้รับโชคแล้ว
ดอกแต้มสีชาดคู่เป็นที่ต้องการของตลาดค้าพืชวิญญาณไม่น้อย เพราะผู้ที่ติดอยู่
ระดับสองมีมาก”
เมืองโม่ฉีแม้จะเรียกว่าเมืองแต่ก็ไม่ใช่เมืองที่ใหญ่มากถึงขนาดเรียกได้ว่า
เป็นที่หนึ่ง เพราะยังมีเมืองอื่น ๆ หลายเมืองที่แข็งแกร่งและใหญ่โตมากกว่า
แต่ถึงกระนั้นจำนวนประชากรในเมืองก็มีหลายแสนคนทำให้ความต้องการพืช
วิญญาณไม่ต่ำ
ไม่นานหลังจากทั้งสองคนหยิบดอกแต้มสีชาดคู่ออกมา ก็เกิดความวุ่นวาย
ขึ้นในร้านแห่งนี้ ลูกค้าหลายคนตะโกนขอซื้อโอสถที่หลอมจากพืชวิญญาณชนิด
นี้ ถึงขั้นมีการข่มราคาสู้
ลูกจ้างเห็นความครึกครื้นตรงหน้าพลันฉีกยิ้มกว้าง ส่งสายตาให้ลูกจ้างใน
ร้านคนอื่น ๆ ช่วยจัดการความวุ่นวาย ส่วนตนนำทางคนทั้งสามเข้าไปหลังร้าน
“พืชวิญญาณระดับสามหรือ อยู่ที่ใด” เถ้าแก่ร้านที่ได้ยินเสียงความวุ่นวาย
หน้าร้านรีบเดินเร็ว ๆ เข้ามาหา พลันเห็นดอกไม้สีขาวงดงามบนมือสตรีสองคน
“ดอกแต้มสีชาดคู่ ดอกแต้มสีชาดคู่ อีกทั้งยังคุณภาพสูง หกตำลึงข้าให้
พวกเจ้าต้นละหกตำลึงเงิน !!!” เสียงประกาศกร้าวของเถ้าแก่ร้านสร้างความตก
ตะลึงให้คนทั้งสาม
เย่วฉีหันหน้าขวับไปมองหลัวหรู มิใช่พี่หลัวบอกว่าขายได้สูงสุดสี่ตำลึงเงิน
หรือ? แล้วเหตุใดเถ้าแก่เอ่ยปากออกมาก็หกตำลึงเงิน
สูงกว่าที่พูดคุยกันถึงสองตำลึงเงิน แต่เมื่อเย่วฉีเห็นใบหน้าตกตะลึงไม่
ต่างกันของคู่สามีภรรยาก็เข้าใจว่า พวกเขาก็ตกใจไม่แพ้กัน
“เถ้าแก่ ปกติแล้วดอกแต้มสีชาดคู่มักให้ราคาสูงที่สี่ตำลึงเงินมิใช่หรือ เหตุ
ใดถึงมากกว่าราคาตลอดถึงสองตำลึง” เถ้าแก่ร้านไม่ปิดบังเอ่ยสีหน้าเบิกบาน
“คุณภาพพืชวิญญาณต้นนี้สูงมาก ทั้งยังบริสุทธิ์มาก พวกเจ้าไม่ได้กลิ่น
หอมอ่อน ๆ ที่แพร่กระจายออกมาจากพืชตรงหน้าหรือ” ทั้งสามคนก้มหน้า
มองพอลองสูดดมดี ๆ ก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมาอย่างที่เถ้าแก่ว่า
“ในเมื่อคุณภาพสูง ข้าเองก็ชอบทำการค้าขายแบบยุติธรรมจึงให้ราคาสูง
กับพวกเจ้าสองคน” พูดไปก็เอาแต่จ้องพืชวิญญาณในมือไปด้วยคล้ายกลัวว่า
หากละสายตา ดอกไม้สีขาวสองดอกนี้จะหายไป
ตอนที่ 12.2 หยกวิญญาณราคาดี
“ไปนำกล่องมาใส่พืชวิญญาณสองต้นนี้”
“ขอรับ” ลูกจ้างรับคำไม่นานก็กลับมาพร้อมกล่องสำหรับเก็บพืชวิญญาณ
โดยเฉพาะสองกล่อง ทั้งสองแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเงิน เถ้าแก่ร้านกอดกล่องใส่ง
พืชวิญญาณเอาไว้แน่น มองทั้งสามคนยิ้ม ๆ
แค่คิดว่าหลังหลอมเป็นโอสถแล้วจะทำเงินได้มากกว่าที่จ่ายไปก็เบิกบาน
แล้ว ในเมืองโม่ฉีมีไม่กี่ร้านที่สามารถขายโอสถทะลวงขึ้นระดับสาม และตอนนี้
ร้านของเขาก็กำลังจะเป็นหนึ่งนั้น
“หากพวกเจ้าพบพืชวิญญาณก็นำมาขายให้ร้านได้ ข้าย่อมให้ราคาเป็น
ธรรม” เถ้าแก่เอ่ยย้ำเป็นมั่นเป็นเหมาะกอดกล่องแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
เยว่ฉีมองตามหลัง ถือว่าเป็นเถ้าแก่ร้านที่จริงใจไม่น้อย มิน่าเล่าพี่หลัวกับพี่
เฟิงถึงได้นำพืชวิญญาณมาขายให้ร้านนี้
นางก้มลงมองเงินในมือก่อนจะรีบเก็บใส่ถุงใบเล็กนำไปซ้อนในอกเสื้อ
มีเงินแล้วความรู้สึกกดดันจากการขาดเงินพลันคลายลงหลายส่วน
“น้องเยว่จะไปที่ใดต่อหรือไม่?”
“พี่หลัวข้าว่าจะเดินไปดูของใช้ในบ้านเสียหน่อย พวกท่านจะไปที่ใดต่อ”
“ข้าว่าจะไปซื้อเนื้อ วันนี้ทำเงินได้ไม่น้อยควรให้รางวัลตนเองบ้างถึงจะ
ไม่ใช่เงินที่ข้าหามาได้เองก็เถิด” ทั้งสองคนพูดคุยกันในระหว่างที่เดินออกมา
จากร้าน
“พี่หลัวอย่าได้พูดเช่นนั้น เอาอย่างนี้พวกเราแยกย้ายกัน หลังซื้อของเสร็จ
ก็มารวมตัวกันที่ลานจอดรถเทียมลารอกลับบ้านพร้อมกัน”
“น้องเยว่เจ้ามั่นใจหรือ?” ครอบครัวเฟิงมีสีหน้ากังวล แม้จะรู้ว่านางอายุ
มากพอที่จะไม่หลงทางแต่ก็อดห่วงไม่ได้
“พี่หลัว พี่เฟิงท่านเชื่อข้า ถึงแม้เรื่องบนเขาข้าจะรู้ไม่มากแต่เรื่องการใช้
ชีวิตข้ายังพอรู้อยู่บ้าง” เยว่ฉีไม่โกรธ นางดีใจเสียอีกที่มีคนคอยเป็นห่วง
ได้เห็นแววตาแน่วแน่มั่นใจทั้งสองคนจนถึงยอมพยักหน้า ก่อนแยกจากกัน
หลัวหรูยังมิวายเอ่ยเตือนไปหลายประโยค
ในที่สุดก็แยกจากกันได้แล้ว
หลังแยกจากคนทั้งสองเยว่ฉีไม่ได้มุ่งหน้าไปยังร้านขายเครื่องเรือนทว่า
หาทางเดินไปยังร้านขายหยกวิญญาณ
ในเมืองโม่ฉีมีร้านขายหยกวิญญาณอยู่สามร้าน เป็นของสองตระกูลใหญ่
สองร้าน และร้านที่พระเอกแนะนำอีกหนึ่งร้าน เพราะจำนวนหยกวิญญาณหา
ยากมากกว่าพืชวิญญาณ จำนวนร้านจึงน้อยตามไปด้วย แต่ถึงจะบอกว่าน้อย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ ตระกูลใหญ่ ๆ ที่มีภูเขาหยกวิญญาณเป็นของตนมักจะขุด
หินออกมาผ่าเอาหยกวิญญาณมาขายเป็นเงิน และนำเงินที่ได้ไปซื้อของที่
ระดับสูงกว่าหยกวิญญาณมาช่วยในการฝึกปราณ
ส่วนคนธรรมดาที่จะนำหยกวิญญาณมาขายนั้นมีน้อยมาก เยว่ฉีก็เป็นหนึ่ง
ในคนพวกนั้น หากตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดไม่ใช่หาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวนาง
คงไม่นำหยกวิญญาณที่ไม่รู้ว่าจะหาได้อีกหรือไม่มาขาย
ตอนที่เยว่ฉีก้าวขาเข้าไปในร้านขายหยกวิญญาณมีผู้คนไม่น้อยกำลังเดิน
เลือกซื้อของอยู่ นอกจากหยกวิญญาณยังมีอาวุธวิญญาณถูกจัดวางเอาไว้อย่าง
ดี
ตอนนี้พักเรื่องอาวุธวิญญาณเอาไว้ก่อน มาให้ความสนใจกับหยกวิญญาณ
ซึ่งตอนนี้จำเป็นกับเยว่ฉีมากกว่า
ลูกจ้างคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเยว่ฉี ก่อนเข้ามาในร้านหญิงสาวได้ใช้ผ้าคลุม
ปกปิดใบหน้าเอาไว้ก่อนแล้ว (หานลั่วอี้เป็นคนบอกให้นางป้องกันเรื่องยุ่งยาก
ซึ่งอาจจะตามมาทีหลัง)
“ลูกค้าท่านนี้ไม่ทราบว่ามาที่ร้านเราต้องการหยกวิญญาณ หรืออาวุธ
วิญญาณ ท่านสามารถเลือกดูสินค้าก่อนได้ แต่ห้ามยื่นมือไปสัมผัสสินค้า”
เพราะหยกวิญญาณเพียงแค่ใช้มือสัมผัสก็สามารถดึงพลังงานออกมาได้ทันที
ร้านค้าหลายร้านจึงไม่อนุญาตให้ลูกค้าสัมผัสสินค้า
“ข้ามาขายหยกวิญญาณ” คำพูดเยว่ฉีสร้างความประหลาดใจให้ลูกจ้างไม่
น้อยทว่าก็ไม่กล้าแสดงกิริยาดูถูก ถึงแม้คนตรงหน้าจะเป็นสตรี แต่ในเมื่อคน
เขาบอกว่ามีหยกวิญญาณมาขายเช่นนั้นก็ไม่อาจล่วงเกิน
ลูกจ้างหนุ่มกระซิบเสียงเบา
“ลูกค้าไม่ทราบว่าสามารถแสดงตัวสินค้าให้ดูก่อนได้หรือไม่” เป็นธรรม
เนียมมาช้านาน ก่อนจะเชิญคนเข้าหลังร้านทางลูกจ้างต้องตรวจสอบก่อนว่ามี
สิ่งของตามที่กล่าวออกมาหรือไม่
เยว่ฉีรู้ธรรมเนียมนี้เป็นอย่างดี เพราะหานลั่วอี้บอกมาก่อนแล้วจึงหยิบหยก
วิญญาณจากในอกเสื้อออกมา แง้มปากถุงให้ลูกจ้างได้ดู
สีเหลืองอ่อนของหยกวิญญาณปรากฏสู่สายตา ลูกจ้างถึงกับตัวสั่นขนลุกไป
ทั้งตัว รีบพูดเร็ว ๆ เชิญคนเข้าไปด้านใน
สีเหลือง ที่เขาเห็นเมื่อสักครู่คือหยกวิญญาณสีเหลือง !!!
ท่าทางแปลกประหลาดของลูกจ้างเรียกสายตาอยากรู้อยากเห็นจากผู้คน
โดยรอบ และมีบางคนหูดี ให้ความสนใจตอนที่ทั้งสองคนคุยกันจึงมีคนรู้ว่า คน
ในผ้าคลุมมาขายหยกวิญญาณ
ผู้คนโดยรอบอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าเป็นหยกวิญญาณระดับใด
พอเข้ามาหลังร้านเยว่ฉีถูกเชิญให้นั่ง ทั้งยังได้รับการปฏิบัติดีมากจนนางอด
สงสัยไม่ได้ว่า หยกวิญญาณที่นำมาขายมีค่ามากขนาดนั้นเลยหรือ? หานลั่วอี้
บอกว่าตระกูลใหญ่ซื้อหยกวิญญาณแจกจ่ายลูกหลานทั้งยังเป็นระดับกลาง
เช่นเดียวกัน เพราะอย่างนั้นคงไม่ได้หายากจนไม่มีทางพบเจอ เหมือนหยก
วิญญาณระดับอื่น ๆ
แต่ที่เยว่ฉีไม่รู้คือ หากนางมองให้ดีจะเห็นว่าในร้านขายเพียงหยกวิญญาณ
ระดับต่ำ และกลาง ส่วนระดับกลางกับเป็นเพียงหยกวิญญาณคุณภาพต่ำ
แตกต่างจากหยกวิญญาณที่นางถือมาด้วย
ลูกจ้างที่พาเยว่ฉีเข้ามาหายเข้าไปหลังประตูไม่นานก็เดินตามหลังบุรุษหนุ่ม
ท่าทางสง่าวางตัวดี ก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้ามานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แต่ไม่คมเข้มเท่าหานลั่วอี้ ยามมองมาที่นางเขา
ติดยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้ความรู้สึกเหมือนเทพบุตรผู้อ่อนโยนใจดี
ตอนที่ 12.3 หยกวิญญาณราคาดี
“ลูกน้องข้าแจ้งว่าท่านนำหยกระดับกลางมาขายหรือ?” น้ำเสียงยามเอื้อน
เอ่ยอบอุ่นอ่อนโยนไม่ต่างจากความรู้สึกซึ่งปกคลุมไปทั่วร่าง ทว่าเยว่ฉีก็หาได้
สนใจบรรยากาศที่เขาแผ่ออกมา หญิงสาวไม่คิดจะยื้อเวลาเล่นตัว นำหยก
วิญญาณออกมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้า
“เชิญท่านตรวจสอบ” บุรุษหนุ่มหยิบถุงขึ้นไปเปิดออกดู สีเหลืองปานกลาง
งดงามสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ความงดงามละเอียดลออทำเขาอดสั่นไหวไม่ได้
“ยี่สิบตำลึงเงิน ไม่มากกว่านี้” เยว่ฉีเบิกตากว้าง ราคาที่คนตรงหน้าเอ่ย
ออกมาตรงกับที่หานลั่วอี้บอกนาง สามีบอกราคาโดยประมาณให้เยว่ฉีฟัง และ
บอกว่าหากคนที่มาประเมินให้ราคาต่ำกว่าที่เขาแจ้งห้ามขายหยกวิญญาณ
ออกไปโดยเด็ดขาด
ในเมื่ออีกฝ่ายให้ราคาตามคาดหมายเยว่ฉีจึงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นอันตกลง
การซื้อขายเสร็จสิ้นหลังส่งมอบเงินและของ
เยว่ฉีไม่พูดอะไรออกมาอีก ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะได้
หันหลังกลับบุรุษตรงหน้าก็เอ่ยหยุดนางเอาไว้เสียก่อน
“ช้าก่อนแม่นาง ไม่ทราบว่าข้าขอทราบถึงตัวตนท่านได้หรือไม่” เขาอยาก
รู้จริง ๆ หยกวิญญาณคุณภาพไม่ต่ำเช่นนี้หากเป็นคนอื่นได้ไปไม่แน่ว่าจะนำมา
ขาย และหากจะบอกว่าสตรีตรงหน้าไม่มีความรู้เรื่องหยกวิญญาณก็หาได้เป็น
เช่นนั้น
เพราะนางตกลงราคาหลังจากที่เขาเอ่ยออกไปชั่วครู่แล้ว ทั้งยังไม่ได้มีทีท่า
ประหลาดใจกับจำนวนเงินซึ่งถือว่าก้อนใหญ่
เช่นนั้นนางจะต้องรู้ราคาโดยประมาณอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งรอบตัวนางยังมี
กลิ่นอายคุ้นเคยปกคลุมอยู่ ทำให้เขาต้องการอยากจะรู้ตัวตนจริงของนาง
“คนผู้หนึ่งบอกให้ข้าแสดงสิ่งนี้ให้ท่านดู แล้วท่านจะเข้าใจทันที” เยว่ฉี
หยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมามอบให้บุรุษตรงหน้า ชายหนุ่มจ้องมองเพียงชั่วครู่
พลันเข้าใจ เอ่ยถามออกไปอย่างรวดเร็ว
“คนผู้นั้นอยู่ที่ใด!!! ข้าต้องการทราบว่าเขาสบายดีหรือไม่” เขาตกใจ ดีใจ
และประหลาดใจ คนผู้นั้นไม่ยอมติดต่อเขามาหลายวันแล้ว พอตามสืบก็รู้แค่ว่า
หายไปแต่ไปอยู่ที่ไหนนั้นกลับหาไม่เจอ ทว่าวันนี้กลับเห็นป้ายหยกประจำตัว
เขามาปรากฏอยู่ตรงหน้า
“เขาบอกว่าหากท่านถามให้บอกว่า อีกไม่นานจะติดต่อมา ช่วยดูแลความ
ปลอดภัยและเก็บเรื่องที่ข้ามาขายหยกวิญญาณเป็นความลับ”
บุรุษตรงหน้าไว้ใจได้ แต่จะให้คนอื่นรู้ตัวตนของนางไม่ได้
หากมีข่าวว่าสตรีธรรมดาผู้หนึ่งนำหยกวิญญาณไปขาย ผู้แข็งแกร่งคนอื่น
จะคิดเห็นเช่นไร? ในเมื่อสามารถนำมาขายได้หนึ่งเม็ด เช่นนั้นก็อาจจะนำมา
ขายได้เพิ่มอีกสักเม็ด แล้วหลังจากนั้นละ?
หากนางปฏิเสธว่าไม่มี คนพวกนั้นจะเชื่อหรือ?
แน่นอนว่าไม่ !!
พวกคนที่ถือว่าพละกำลังความสามารถคือที่สุด น้อยคนนักที่จะมีคุณธรรม
อยู่ในใจ เรื่องร้ายแรงที่สุดหากนางไม่สามารถนำหยกออกมาให้ได้ก็คงไม่พ้น
ความตาย
“ข้าเข้าใจแล้ว” บุรุษหนุ่มถอนหายใจความตื่นเต้นละคนยินดีลดลงไป
หลายส่วน ที่เขาตอบรับไม่ใช่เพราะเชื่อใจในตัวสตรีตรงหน้า แต่เชื่อใจเจ้าของ
ป้ายหยก
“ข้าจะให้คนตามดูแลท่าน จนกว่าจะออกจากเมืองโม่ฉี บุรุษผู้นั้นคงจะ
อยากให้ข้าทำเช่นนี้ใช้ไหม”
ชั่งเหมาะสมกับที่หานลั่วอี้แนะนำมา บุรุษตรงหน้าเข้าใจถึงสิ่งที่สามีนาง
ต้องการโดยที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
เยว่ฉีพยักหน้า “เป็นเช่นที่ท่านกล่าว”
“เช่นนั้นข้าจะให้ลูกน้องค่อยปกป้องท่านอยู่ไม่ไกล จนกว่าจะออกจาก
เมืองโม่ฉี”
“ขอบใจท่านมาก ข้าขอตัว” บุรุษหนุ่มหน้าตางดงามมองตามแผ่นหลังสตรี
นางหนึ่งจนลับตาไป
ก่อนที่ชายผู้นั้นจะไร้การติดต่อ เขาได้ข่าวว่าเขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน
หากเป็นตามที่คิดสตรีผู้นี้คงเป็นภรรยาเขากระมัง
“ส่งคนไปคอยปกป้องนาง อย่าให้เกิดอันตรายใดขึ้น” ลูกจ้างที่อยู่ข้างกาย
ทำความเคารพก่อนจะจากไป
ร้านค้าซินซิน อย่าคิดว่าเป็นเพียงร้านค้าหยกวิญญาณธรรมดา หากร้านนี้มี
เบื้องหลังไม่ยิ่งใหญ่พอมีหรือจะสามารถยืนตระหง่านอยู่บนเมืองโม่ฉีได้
คงจะถูกผู้ฝึกปราณมากมาย ตระกูลใหญ่ ๆ กำจัดไปนานแล้ว หรือไม่ก็คง
ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมยของวิเศษ
ทว่าเหตุการณ์เหล่านี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น ในตอนที่ร้านค้าซินซินเปิดใหม่ได้
มีผู้ที่เรียกได้ว่าลูกหลานตระกูลมีอำนาจมาทำตัวกร่างใส่ร้าน แต่ไม่นานคนผู้
นั้นก็มีข่าวว่าเสียชีวิตส่วนตระกูลเบื้องหลังก็แทบจะฟื้นกลับมาเป็นตระกูลใหญ่
ไม่ได้
และตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีตระกูลใดกล้าหาเรื่องร้านค้า
แห่งนี้ เพราะพวกเขาเข้าใจได้กลาย ๆ ว่า เบื้องหลังร้านค้าซินซินไม่ต่ำ