ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 113 อาจารย์อาวุโส
ข่าวที่ว่าหมิงต้วนจะจัดงานต้อนรับการกลับมาของเหลนสาวที่หายตัวไป
เมื่อเจ็ดปีก่อนกลายเป็นหัวข้อพูดคุยของผู้คนในดินแดนระดับสูง หลายคน
สงสัยว่า นางมีความสามารถถึงขนาดไหน ถึงสามารถทำให้ผู้อาวุโสที่ขึ้นชื่อ
เรื่องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ จัดงานต้อนรับให้
ผู้มีอำนาจหลายคนในดินแดนนี้ต่างรอคอย และต้องการอยากรู้ ด้วยเหตุนี้
จึงมีคนแสดงความประสงค์ต้องการเข้าร่วมงานกันอย่างล้นหลาม
ผู้คนมากมายต้องการพบเจอหญิงสาวผู้นี้ มากถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนสถานที่
จัดงานใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนคนที่จะมาในวันนั้น
ตระกูลหมิงกำลังเปลี่ยนไปคึกคัก แผนการที่วางไว้เริ่มเดินไปตามทางที่ควร
จะเป็น
ทั้งที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี แต่กลับมีสิ่งหนึ่งผิดแปลกออกไป
“ท่านอาจารย์หลายวันมานี้ท่านดูไม่กระปรี้กระเปร่าเลย มีอะไรหรือเปล่า
เจ้าคะ หรือท่านถ่ายไม่ออก?” เยว่ฉีพยายามเอ่ยหยอกล้อให้อีกฝ่ายอารมณ์ดี
แต่กลับได้รับเพียงความเงียบงัน
“ท่านอาจารย์?” ท่าทีของเขาทำนางไม่คุ้นชิน ปกติท่านอาจารย์จะไม่เป็น
เช่นนี้
หลังผ่านความพยายามมาหลายชั่วยาม ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของผู้
อาวุโสหมิงเสียที
‘ศิษย์เอ๋ย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับเจ้า ข้าก็สงสัยมาตลอด แต่ไม่คิดจะเอ่ย
ถาม หรือบอกให้เจ้ารู้ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะกลายมาเป็นเช่นนี้’
“ท่านอาจารย์หมายความเช่นไรเจ้าคะ”
‘หมิงเยว่ฉี ข้าบอกให้เจ้าเรียกข้าว่าอะไรหรือ?’
“ท่านอาจารย์บอกให้ข้าเรียกท่านว่า ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ” เยว่ฉีเอ่ยตอบ
ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อก่อนตนไม่ได้เรียกเขาว่าท่านอาจารย์
“มีอีกชื่อ ตอนแรกท่านอาจารย์บอกให้เรียกท่านว่า ผู้อาวุโสหมิง…เอ๊ะ”
มาถึงตอนนี้นางคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง
ผู้อาวุโสหมิงงั้นหรือ? เหตุใดถึงแซ่เดียวกับนางได้เล่า
‘อย่างที่เจ้ากำลังสงสัย ข้าคือผู้อาวุโสของเจ้า หากนับตามลำดับแล้ว ข้าถือ
เป็นปู่ทวดของเจ้า’
“ท่านทราบมาตลอดหรือเจ้าคะ ว่าข้าเป็นลูกหลานของท่าน” นางเอ่ยถาม
ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจ
เพราะคิดว่าอาจารย์คงมีเหตุผลส่วนตัว อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ท่านยังให้ความช่วยเหลือนางและสามีมากมาย
‘แม้ข้าจะไม่รู้จักเจ้าแต่ข้ารู้ว่าเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหมิง’
“เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ? หรือว่าเพราะข้าได้รับมิติ” สิ่งที่สามารถเชื่อม
นางกับอาจารย์เข้าด้วยกันมีเพียงสิ่งเดียว
และหากอีกฝ่ายสงสัยว่านางคือคนตระกูลหมิง ก็ต้องเป็นเพราะได้รับมิติมา
‘ใช่ ตระกูลหมิงมีหนึ่งสิ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สิ่งนี้ใช้แสดงถึงผู้
ถูกเลือกให้เป็นผู้นำตระกูลรุ่นถัดไป…’ เขากล่าวแล้วเงียบไปชั่วครู่ คล้ายกำลัง
ใช้ความคิด
‘เมื่อเลือดหยดลงบนหิน แสงสว่างและมิติจะปรากฏขึ้นบนตัวของคนผู้นั้น
มิติจะคงอยู่กับผู้เป็นเจ้าของตลอดไป จนกว่าร่างกายจะแหลกสลายหรือลม
หายใจดับสูญ’
เยว่ฉีคิดตาม
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่นางพบโดยบังเอิญจะนำมาซึ่งความลับอันยิ่งใหญ่ของ
ตระกูล
“ท่านอาจารย์ตอนนั้นท่านบอกเป็นวาสนา”
‘ใช่ คำพูดของข้าในวันนั้นครึ่งหนึ่งคือความจริง อีกครึ่งคือเรื่องเท็จ’
นางไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี จึงเลือกที่จะเงียบ
‘วันนั้นที่ข้าได้พบเจ้า ในใจข้ารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เป็นคนจากตระกูลหมิง
เหตุใดถึงมีสภาพซอมซ่อเช่นนั้น ข้าสงสัยในตัวเจ้าและไม่คิดจะบอกความจริง
ของมิติให้รับรู้’
‘นานวันเข้าข้ากลับรู้สึกเอ็นดูเจ้าขึ้นมา และเลือกจะเก็บความลับของ
ตระกูลเอาไว้ เพราะเจ้าที่ใช้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่น ขยันตั้งใจในทุก ๆ วัน ดูมี
ความสุขมาก ข้าจึงคิดว่าการที่เจ้าได้ใช้ชีวิตตามต้องการคงดีกว่าการกลับเข้า
ตระกูล’
“ท่านอาจารย์แล้วเรื่องที่ท่านบอกข้าว่าถูกตามล่าเล่า เรื่องนั้นก็เป็นเรื่อง
โกหกด้วยหรือ?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ ทว่าคำตอบของเขากลับทำนาง
ตกใจ
‘เรื่องนั้นคือความจริง ข้าถูกตามล่าโดยคนที่ได้ชื่อว่าพี่ชาย’
“เพราะท่านถูกเลือกและเขาไม่ถูกเลือกหรือ? หากฆ่าท่านแล้วเขาจะได้รับ
มิติหรือ”
‘ไม่ มิติเป็นผู้เลือก หากเจ้าฆ่าผู้ถูกเลือกมิติก็จะกลับคืนสู่สามัญกลายเป็น
หินไม่มีประโยชน์ก้อนหนึ่ง’
“แล้วเหตุใดถึงตามล่าเล่า”
‘เพราะหากผู้ถือครองมิติถูกฆ่า คนที่เหลืออยู่จะได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล’
“…” นางพูดไม่ออกเลย
ฆ่าคนตระกูลเดียวกัน เพียงเพราะต้องการขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเนี่ยนะ!! เรื่อง
แบบนี้บ้าบอสิ้นดี!!
“ท่านอาจารย์คนนั้นที่ท่านพูดถึงคงไม่ใช่?”
‘หมิงต้วน พี่ชายของข้า พี่ชายที่สั่งให้คนตามไล่ล่าข้า ทำให้ข้าหนีหัวซุกหัว
ซุนไม่จบสิ้น’
ไม่รู้ว่ายามเอ่ยประโยคนี้ผู้อาวุโสหมิงกำลังคิดอะไรอยู่ นางเดาไม่ออกเลย
“ท่านอาจารย์ท่านไม่โกรธหรือ?”
อีกฝ่ายเงียบอยู่นานก่อนเอ่ย ‘ตอนนั้นข้ายอมรับว่าโกรธมาก ทั้งยังรู้สึก
น้อยใจ ไม่เข้าใจ เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านพี่เป็นคนที่ข้านับถือ และยึดถือ
เป็นแบบอย่าง แต่เมื่อเรื่องการคัดเลือกผู้สืบทอดถูกยกขึ้นมาและข้าได้รับเลือก
ท่านก็เปลี่ยนไป คงเพราะรู้สึกไม่ยุติธรรมกระมัง’
‘ท่านคือบุตรชายคนโต ได้รับการสั่งสอนเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนถัดไป
แต่เมื่อถึงเวลาหินมิติกลับเลือกข้าที่เป็นน้องชาย ตอนนั้นท่านคงรู้สึกราวกับว่า
ความพยายามทุกอย่างที่ผ่านมาสูญเปล่า เพียงเพราะหินก้อนเดียว’
แม้น้ำเสียงอีกฝ่ายจะเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่เยว่ฉีกลับคิดว่า ผู้อาวุโสหมิ
งคงเสียใจมาก
‘ศิษย์เอ๋ยในวันที่ข้าตายข้าได้สลักวิญญาณของตนเข้ากับหินก้อนนี้ เพียง
เพราะยังรู้สึกโกรธแค้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกนั้นกลับลดลง และ
กลายเป็นยอมรับมัน’
‘ช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาข้ายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว ข้าจะถือว่าสิ่ง
ที่เกิดขึ้นกับข้าเป็นเวรกรรมที่ต้องเผชิญ ข้าไม่หวังจะแก้แค้นพี่ชายที่ฆ่าข้า
เพราะท่านสมควรได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูล อีกอย่างหากข้าต้องการแก้แค้น
มิติที่อยู่กับเจ้าจะถูกเปิดเผย ถึงตอนนั้นอาจเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับเจ้า ข้าไม่
อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้า เกิดขึ้นกับเจ้าอีก’
เขาไม่อยากให้เหลนสาวต้องพบเจอความยุ่งเหยิงในชีวิตมากกว่าที่เป็นอยู่
การถูกตามฆ่าไม่สนุกเลย ทุกค่ำคืนต้องคอยหวาดหวั่นว่านักฆ่าจะโผล่มา
เมื่อใด ปลายมีด และดาบคมกริบจะถูกซัดเข้าที่หน้าอกเมื่อใด
เขาไม่อยากให้เหลนสาวต้องเผชิญเรื่องราวเช่นเดียวกัน
เพราะหากมิติถูกเปิดเผยออกไป ตระกูลหมิงต้องเปลี่ยนผู้นำทันที
พอมีเวลาได้คิด เขาพลันเกิดความคิดว่า
การที่หมิงต้วนไม่ได้ครอบครองมิติและกลายเป็นผู้นำตระกูลตอนนี้ คงมี
หลายคนกังขาในการกระทำของเขา
เขาจะถือว่า พี่ชาย ได้รับกรรมในแบบของตนแล้ว
“ท่านอาจารย์ ข้าคิดจะแก้แค้นคนที่ทำร้ายข้า”
‘เด็กน้อย เจ้าสามารถทำทุกอย่างตามที่ต้องการได้ ข้าจะช่วยเหลือเจ้า คน
พวกนั้นโหดเหี้ยมยิ่งนัก ตอนนั้นเจ้ายังเด็กมาก เด็กกว่าข้าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ข้า
ยังมีเวลาให้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกมากมายก่อนจะถูกตามล่า แต่เจ้าเกิดมาได้ไม่กี่ปี
ก็ต้องพบเจอเรื่องไม่ดีเสียแล้ว’
“ท่านไม่อยากแก้แค้นจริง ๆ หรือ?”
‘เจ้าเด็กนี่ ข้าบอกว่าไม่ก็คือไม่ ตอนนี้ข้ามีสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการแก้แค้นแล้ว’
เขาพูดพร้อมหลุบตามองเหลนสาว
ขอเพียงนางมีความสุข และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความแค้นเหล่านั้นในอดีต
เขาสามารถปล่อยวางได้
“ข้าเข้าใจแล้ว สรุปว่า ท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นคนตระกูลหมิงแต่ที่ไม่ยอม
บอกให้รู้เพราะอยากให้ข้าใช้ชีวิตตามต้องการ แต่พอเรื่องราวกลายมาเป็น
เช่นนี้ท่านจึงเกิดกังวล สุดท้ายจึงบอกให้ข้าได้รู้ ข้าพูดถูกหรือไม่?”
‘…’
“ในเมื่อไม่ตอบข้าจะคิดว่าตนเองเดาถูกนะเจ้าคะ” นางพูดพร้อมลุกขึ้นยืน
ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าออก เงยหน้ามองต้นไม้แห่งชีวิต
บางทีตรงหน้านางตอนนี้ คงมีผู้อาวุโสหมิงยืนอยู่
“และสุดท้ายที่ท่านบอกว่า มีสิ่งสำคัญกว่าสิ่งนั้นคงเป็นข้ากระมัง เพราะข้า
คือเหลนสาวที่สำคัญของท่าน!!” พูดออกมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
‘เหอะ ๆ เกิดมานานเพิ่งจะเคยพบคนหน้าหนาเช่นเจ้า!!’
“ถึงข้าจะหน้าหนาแต่ข้าก็ได้ชื่อว่าเหลนสาวของท่านแล้ว…” เยว่ฉียกยิ้ม
กวน ๆ ก่อนเอ่ย
“ท่านอาจารย์ ท่านบอกชื่อท่านให้ข้ารู้ได้หรือไม่? ชื่อของท่านตอนที่มีชีวิต
อยู่”
‘เหยา…หมิงเหยา หมิงเหยาคือชื่อข้าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่’
“ท่านปู่ทวดหมิงเหยา ท่านปู่ทวดของข้า”
‘…’ หมิงเหยาไม่เอ่ยอันใด
ไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้จิตวิญญาณที่เหลืออยู่ของเขากำลังทำสีหน้าเช่นไร
เยว่ฉีรับรู้ได้เพียงสายลมอุ่นสบายโอบล้อมร่างกายนางไว้เท่านั้น
ท่านคงชอบชื่อที่นางเรียกสินะ
ดีแล้ว…ตลอดหลายปีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง พร้อมความรู้สึกคับแค้น
ใจ ท่านคงเหงาและเปล่าเปลี่ยวไม่น้อยเลย
ต่อไปไม่ต้องเหงาแล้วนะเจ้าคะ เพราะข้าจะมาพูดคุยกับท่าน จนรู้สึก
รำคาญไปข้างหนึ่งเลย