ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 119 พืชวิญญาณฟื้นคืน
เยว่ฉีเข้ามาในดินแดนลับได้หนึ่งวันเต็มแล้ว ตลอดหนึ่งวันที่ผ่านมานางได้
เห็นความโหดเหี้ยมของผู้คนมาไม่น้อย
ต้องขอบคุณที่หญิงสาวเป็นนักหลอมโอสถทำให้สามารถหลบเลี่ยงอันตราย
มาได้หลายครั้ง
“ท่านปู่ทวด ท่านเคยเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้หรือไม่?” เยว่ฉีพูดคุยกับผู้
อาวุโสผ่านทางจิต พร้อมก้าวเดินไปด้านหน้า
หวังว่าเส้นทางที่นางจะไปจะพบเจอของดีบ้างนะ หนึ่งวันมานี้นอกจาก
หลีกเลี่ยงอันตรายทั้งจากคนและสัตว์อสูรแล้ว ยังไม่พบของดีใด ๆ เลย
‘ข้าเคยเข้ามาครั้งหนึ่ง’
“ตอนนั้นท่านพบเจอของดีหรือไม่?”
‘ข้าได้พืชวิญญาณระดับเทพกลับไปสิบชนิด’ คำตอบของชายชราทำเหลน
สาวตาโต เอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า
“ท่านโกหกเหลนหรือ?”
‘ข้าได้ประโยชน์อันใดจากการโกหกเจ้า? เลิกเล่นแล้วตั้งใจตรวจสอบให้ดี
บางทีเจ้าอาจจะพบโชคเช่นเดียวกับข้า’
“ท่านไม่คิดจะช่วยข้าตรวจสอบบ้างหรือ? ถึงอย่างไรข้าก็เป็นเหลนนะ”
‘หึ…ถึงเจ้าจะได้ชื่อว่าเป็นเหลนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องทำดีต่อ
เจ้าตลอด เจ้าเป็นนักหลอมโอสถขั้นปรมาจารย์แล้ว ควรเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ
ตนเองมากกว่าให้ข้าหยิบยื่นสิ่งของให้’
คำพูดหมิงเหยาทำนางพูดไม่ออก
จริงอย่างที่ผู้อาวุโสกล่าว หากเอาแต่ร้องขอจากผู้อื่นมากเกินไป เกิดวัน
หนึ่งคนให้ความช่วยเหลือไม่อยู่แล้ว นางคงทำอันใดเองไม่เป็น ถึงตอนนั้นคนที่
จะแย่ก็จะเป็นนาง
พอถูกสอนสั่งให้ได้สติกลับมา (ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจเอ่ยหยอกเย้าเท่านั้น)
เยว่ฉีก็ตั้งใจใช้พลังจิตค้นหาของวิเศษ
หญิงสาวไม่ได้รีบร้อนออกตามหาอย่างเอิกเกริก เพราะกลัวจะกลายเป็น
เป้าสายตาของผู้อื่น จึงค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปตามป่าที่สามารถใช้บดบังสายตา
คนอื่นได้แทน
เดินไปได้สักพักเยว่ฉีพลันนึกออกว่าตนเองมีกำไลติดตามอยู่ จึงยกขึ้นมา
ตรวจสอบดูว่าหานลั่วอี้อยู่ใกล้หรือไม่? และพอมองดูตัวเลขที่แสดงผลบนกำไล
ติดตามก็ได้แต่ถอนหายใจ
ดูเหมือนว่าหานลั่วอี้จะอยู่ไกลจากนางมาก เพราะตัวเลขที่แสดงบนกำไล
ติดตามคือสองพัน สองพันในที่นี้หมายถึงสองพันลี้
อีกไกลกว่าจะเข้าใกล้กัน
พอมองตัวเลขบนกำไลติดตาม ทำให้นางเข้าใจได้อย่างหนึ่ง
ดินแดนลับแห่งนี้กว้างใหญ่มาก
ทั้งที่มีกำไลติดตามแล้ว รู้แล้วว่าอีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปไกลมากแล้วเหตุใด
จึงไม่รีบเดินทางไปหา
ความจริงแล้วมีเหตุผลอยู่ กำไลติดตามที่ซื้อมานั้นทำได้เพียงบอกตำแหน่ง
ว่าอีกฝ่ายอยู่ไกลหรือใกล้เท่านั้น ไม่สามารถนำทางได้ แตกต่างจากจีพีเอสใน
โลกที่เคยอาศัยอยู่
อีกทั้งระยะห่างของทั้งสองคนยังไกลกันมาก เยว่ฉีไม่ต้องการให้ตนถูกผู้อื่น
จับได้ จึงต้องทำตัวให้สงบเสงี่ยมและเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุด
ทั้งที่กลัวว่าคนอื่นจะจับได้เหตุใดไม่อยู่นิ่ง ๆ รอคอยให้คนมาหา?
เพราะมันน่าเบื่อเกินไปนะสิ นางไม่อยากอยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าหานลั่วอี้จะ
มารับนางเมื่อใด พอจำเรื่องของกำไลติดตามได้แล้วจึงเริ่มออกเดินไปยังทิศทาง
ที่คิดว่าถูกต้อง
โดยการดูว่าทิศทางที่กำลังเดินไปนั้นเข้าใกล้หรือออกห่างจากระยะทาง
ล่าสุดหรือไม่? เมื่อพบเส้นทางที่ถูกต้องแล้วหญิงสาวก็เดินหน้าต่อไป พร้อม
สำรวจพื้นที่โดยรอบ
การทำเช่นนี้จะทำให้ทั้งสองคนพบกันเร็วขึ้น รวมถึงไม่ต้องเสียเวลารออยู่
นิ่ง ๆ ด้วย
หากเกิดเรื่องอันตรายถึงชีวิต นางยังมีของแทนตนและท่านปู่ทวดคอย
ช่วยเหลือ
หลังเดินตามเส้นทางที่คิดว่าถูกต้อง เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยามใน
ที่สุดพลังจิตของนางก็สัมผัสได้ถึงบางพลังวิญญาณเข้มข้นแตกต่างจากปกติ
สองเท้าก้าวไปด้านหน้าเรื่อย ๆ พร้อมหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งเข้าใกล้
กลิ่นอายที่สัมผัสได้ยิ่งเข้มข้นขึ้น ไม่นานกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ
พืชวิญญาณระดับสูงก็เข้าปะทะจมูก
สองขาก้าวไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง ใช้พลังจิตตรวจสอบว่าในระยะ
สี่ลี้มีใครอยู่หรือไม่
“ทางสะดวกไปได้!!” พึมพำเบา ๆ กับตนเอง พร้อมสองขาที่ก้าวเร็วขึ้น
จังหวะหนึ่ง
ยิ่งเข้าใกล้กลิ่นหอมยั่วยวนยิ่งดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น
และไม่นานดวงตางดงามเป็นประกายก็มองเห็น ประกายแสงสีชมพูงดงาม
ซึ่งสะท้อนออกมาจากต้นไม้แห้งขนาดเล็กที่แตกกิ่งก้านมากมาย
‘หลานปู่เอ๋ยเจ้าพบของดีแล้ว’ หมิงเหยาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
พืชวิญญาณระดับเทพสามต้นปรากฏอยู่ตรงหน้า
พืชวิญญาณชนิดนี้ถูกเรียกว่า ฟื้นคืนเป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับหลอม
โอสถเรียกคืนชีวิต
ความหมายของเรียกคืนชีวิตคือ หากคนที่กำลังจะตายได้กลืนโอสถชนิดนี้
เข้าไป บาดแผลทุกอย่างจะถูกรักษาจนหายดีและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จึงได้ชื่อ
ว่าโอสถเรียกคืนชีวิต เพราะสามารถเรียกคืนชีวิตที่กำลังจะมอดดับให้กลับมา
จากคมเขี้ยวของยมทูต
‘รอบตัวไม่มีอันตรายเจ้าเก็บเข้ามาในมิติเถิด’
“เจ้าค่ะ”
ต้นฟื้นคืน เป็นพืชวิญญาณที่มีลักษณะเหมือนกิ่งไม้แห้งถูกปักเอาไว้บนดิน
ตัวกิ่งจะมีกิ่งเล็ก ๆ เปรียบเสมือนรากแก้วของต้นไม้แตกแขนงออกมาจากแกน
หลักของต้น จุดสังเกตของพืชวิญญาณฟื้นคืนนอกจากพลังวิญญาณและกลิ่น
หอมอ่อน ๆ ที่ปล่อยออกมาแล้วก็คือ ประกายสีชมพูแวววาวรอบ ๆ ต้นไม้แห้ง
และหากมองให้ดีจะเห็นประกายแสงสีขาวใกล้ ๆ ลำต้นอีกด้วย
เยว่ฉีมีความสุขมาก หลังเดินไปมานานนับวันในที่สุดนางก็พบของดีบ้าง
แล้ว
หญิงสาวนั่งยอง ๆ หน้าพืชวิญญาณ ปล่อยพลังจิตสีทองออกไปห่อหุ้มพืช
วิญญาณต้นหนึ่งเอาไว้ ก่อนจะค่อย ๆ ขุดมันขึ้นมา
ที่ไม่ทำพร้อมกันทีเดียวทั้งสามต้น เพราะพลังจิตของนางไม่เพียงพอสำหรับ
ขุดพืชวิญญาณระดับเทพขึ้นมาพร้อมกัน
ใช้เวลาไปนานมากกว่าจะขุดออกมาได้สักคน
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามในที่สุดพืชวิญญาณระดับเทพก็เข้าไปอยู่ในมิติเรียบร้อย
พลังจิตในตัวถึงกับเหือดแห้งลงไปมากต้องดื่มน้ำแห่งชีวิตไปหลายอึก ถึง
สามารถจัดการพืชวิญญาณทั้งสามต้น
เยว่ฉีทรุดตัวนั่งบนพื้นดิน ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อตามใบหน้า ถอนหายใจ
ออกมาเฮือกใหญ่
“เหนื่อยมาก ขุดพืชวิญญาณระดับเก้ายังไม่เหนื่อยเท่านี้”
‘เจ้ากล้านำพืชวิญญาณระดับเก้ามาเปรียบเทียบกับพืชวิญญาณระดับเทพ
หรือ?’ น้ำเสียงผู้อาวุโสหมิงไม่พอใจเล็กน้อย
เยว่ฉีจึงเอ่ยออกมาว่า
“ท่านปู่ทวด ข้าเพียงเปรียบเปรย หาได้คิดเป็นจริง? ท่านอย่าจริงจังทุก
เรื่องได้หรือไม่?”
‘เพราะเจ้าติดเล่นมากเกินไป ข้าจึงต้องคอยเตือนสติเจ้า!!’
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ศิษย์ยอมรับผิดแล้ว” ไม่ว่าเปล่า หญิงสาวถึงกับยก
มือขึ้นประสานกันตรงหน้า แล้วทำความเคารพต้นไม้ตรงหน้า ทำทีว่ากำลัง
เคารพหมิงเหยา
‘เจ้าเด็กปีนเกลียว หากเจ้าเข้ามาในมิติตอนนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้า!!’
เยว่ฉีหลุดขำเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ ข้ากำลังทำความเคารพท่าน เหตุใดท่านจึงโมโหข้า!!”
แม้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงของทั้งคู่จะเปิดเผยแล้ว เยว่ฉีก็หาได้ปฏิบัติต่ออีก
ฝ่ายแตกต่างออกไป จะมีก็แต่ความเคารพและท่าทีสนิทสนมที่มากขึ้นเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นยังคงเป็นเช่นเดิม นางยังคงชื่นชอบการทำให้อีกฝ่าย
โมโห หยอกล้อให้รู้สึกอยากจะสั่งสอนนางเช่นเดิม
เมื่อพักจนหายเหนื่อยและเติมพลังวิญญาณที่เหือดแห้งจนเต็มแล้ว เยว่ฉีก็
ขยับตัวลุกขึ้น เตรียมตัวเดินทางต่อ
ทว่าจิตที่ส่งออกไปของนางกลับสัมผัสถึงบางอย่าง
กลุ่มคนขนาดใหญ่ และท่าทีของคนพวกนั้นที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น
หรือว่าจุดนั้นจะมีบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ ปรากฏขึ้นมา?