ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 123 สำรวจ?
หนึ่งวันผ่านไป
ร่างกายอ่อนเพลียจากการปล่อยให้หมิงเหยาเข้ามายืมร่างเริ่มรู้สึกตัว
เปลือกตาซึ่งปิดสนิทมาตลอดขยับขึ้นเล็กน้อย ก่อนดวงตางดงามจะสะท้อน
ภาพตรงหน้าเข้าสู่สายตา
เยว่ฉีกะพริบตาสองสามครั้ง ให้ภาพตรงหน้าชัดเจน สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า
คือ ใบหน้าใหญ่โต ดวงตากลมสีดำสนิท และลมหายใจซึ่งเป่ารดใบหน้า
หญิงสาวบนพื้นตัวแข็งค้าง ลืมหายใจไปชั่วขณะ ไม่กล้าแม้จะส่งเสียงกรีด
ร้องออกมา เพราะกลัวถูกสัตว์ร้ายกลืนกิน ทำได้เพียงจ้องมองสัตว์อสูรตรงหน้า
ไม่กล้าขยับตัว
สักพักในหัวพลันมีคำพูดดังขึ้น
“เจ้าเป็นสัตว์อสูรของข้าหรือ?” หัวสีเงินใหญ่โตไร้สีอื่นเจือปนขยับเข้ามา
ให้ ดัน ๆ ตัวนางคล้ายบอกให้ลุกขึ้น
เยว่ฉียื่นมือออกไปด้วยความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ
แต่เพราะสัตว์อสูรตนนี้ไม่มีจิตมุ่งร้าย ทั้งยังบอกว่าเป็นสัตว์อสูรของนาง
สุดท้ายจึงวางมือลงบนศีรษะตรงหน้า
ได้ยินเสียงร้องออกมาด้วยความพึงพอใจจากปากกว้าง
ศีรษะกลมถูไถบนตัวเยว่ฉี พอความหวาดกลัวหายไปหญิงสาวจึงหัวเราะ
ออกมาเพราะจักจี้เวลาขนเล็ก ๆ สัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
“พอแล้ว ฮ่า ฮ่า หายใจมะ…ไม่ออก” เสือเขี้ยวดาบดึงศีรษะกลับไป ถอย
หลังออกไปสามก้าวแล้วล้มตัวลงนอน ดวงตาสีดำคู่นั้นจ้องมองเยว่ฉีอย่างอยาก
รู้อยากเห็น
“ร่างกายข้ามีกลิ่นหอมหรือ?” หัวใหญ่พยักหน้าขึ้นลง
หญิงสาวครุ่นคิด ก่อนหยิบขวดหยกออกมา
“หมายถึงสิ่งนี้หรือไม่?” เสือตัวใหญ่ยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาเปลี่ยนเป็น
สุกสกาว ตามมาด้วยหางใหญ่โตส่ายไปมา
เยว่ฉีเอี้ยวตัวไปมองด้านหลัง ก่อนจะหัวเราะออกมา
อย่างกับแมวน้อยเลย!! น่ารักมาก
“ให้ขวดเดียวนะ” พูดพร้อมเปิดที่ปิดออกแล้วยื่นให้
เสือเขี้ยวดาบอ้าปากกว้าง รอให้นางป้อนน้ำแห่งชีวิต
คนเห็นปฏิกิริยาของสัตว์ร้ายถึงกับส่ายหัวเอ็นดู เทน้ำเข้าปาก
สัตว์ร้ายกลืนน้ำแห่งชีวิตลงท้องไปแล้ว จากนั้นนอนลงบนพื้นหลับตาทำ
สมาธิ
“หืม? ทำสมาธิเป็นด้วย เด็กดี” เยว่ฉียื่นมือไปลูบศีรษะใหญ่ รอยยิ้มผุด
ผายบนใบหน้าก่อนจะถูกดึงเข้าสู่ความคิดของตน นึกถึงสิ่งที่เห็นในฝัน
ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดร่างกายถึงได้หวาดกลัวยามได้ยินเสียงสองพ่อลูก
ถึงขนาดนั้น ก็ถูกทำร้ายมากมายจนแทบจะสิ้นใจหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับ
อนุญาตให้ตาย
สองคนพ่อลูกเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ จิตใจโหดเหี้ยมและบิดเบี้ยวมาก
จริง ๆ แม้ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะมีส่วนมาจากการเลี้ยงดู และการรักลูกไม่
เท่ากันของหมิงซีฮ่าวและหมิงต้วนก็ตาม
เมื่อความทรงจำหวนคืนทั้งหมดจึงได้รู้ว่า ในเหตุการณ์นั้นมีอีกคนอยู่
เบื้องหลังการหายตัวไปของนาง
ไม่รู้ว่าท่านอาไปรู้จักกับคนคนนั้นได้อย่างไร แต่เยว่ฉีคิดว่าชายผู้นั้นคงมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับชายชุดดำที่ตามล่านาง
ก่อนจะหลบหนี หมิงเยว่เหรินได้พูดเอาไว้ นางคือคนที่พวกเจ้าต้องการตัว
แล้วเหตุใดต้องเป็นนาง? รวมถึงเหตุใดต้องรอให้นางผ่านพ้นเรื่องราวร้าย ๆ มา
ก่อน ทั้งยังคาดหวังว่านางจะกลับมาพร้อมพลัง
เหตุใดไม่ดูแลให้ดีตั้งแต่ต้น คุยกันดี ๆ ไม่ดีกว่าหรือ? การปล่อยไปและนำ
กลับมารังแต่จะทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก
ไหนจะประโยคที่ว่า นางคือผู้หญิงของเขา
ฟังจากน้ำเสียงเขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ ใบหน้ามองเห็นไม่
ชัดเจน เพราะถูกผ้าคลุมคลุมเอาไว้ส่วนหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากเท่านั้น
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่า การหายตัวไปครั้งนี้มีอะไรบางอย่างมากกว่าต้องการกำจัด
นางออกจากตระกูล
คิดมาถึงตรงนี้เยว่ฉีถึงกับถอนหายใจ หากรู้เช่นนี้นางคงบอกให้อาจารย์
เก็บชายชุดดำไว้สักคนจะได้รีดถามว่าหัวหน้าของพวกเขาเป็นใคร
จากการคาดเดาสามารถมั่นใจได้ว่า คนที่ต้องการตัวนางมีฐานะไม่ต่ำ
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีลูกน้องติดตามมากขนาดนี้
หญิงสาวยังคงขบคิดไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ว่าชายชุดดำถูกจับมัดอยู่ในมิติ
เพราะนางหมดสติไปทันทีหลังเปลี่ยนตัว
“เจ้าเสือน้อยดูดซับพลังเสร็จแล้วหรือ?”เสือเขี้ยวดาบยกหัวขึ้นถูไถมือนาง
“ลดตัวลงได้หรือไม่? ตัวเจ้าใหญ่เกินไป หากพาออกไปด้านนอกคงสะดุด
ตาผู้อื่น” เยว่ฉีอยากมีเพื่อนเดินร่วมทาง
ยอมรับว่าหลังรู้เรื่องทุกอย่างความหวาดระแวงของนางพลันเพิ่มขึ้นมา
หลายส่วน มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยช่วยให้อุ่นใจมากกว่า
สัตว์อสูรตนใหม่ของนางเข้าใจในสิ่งที่เจ้านายต้องการจะสื่อ ร่างกายสูงกว่า
สองจั้งกว้างหนึ่งจั้งลดลง จนขนาดเกือบเท่ากับเสือขาวปกติ ใหญ่กว่าเล็กน้อย
พอให้นางสามารถขึ้นไปขี่บนหลังได้
“เด็กดี เก่งมากเลย” เอ่ยชมเสร็จก็ยื่นโอสถให้เม็ดหนึ่ง เป็นโอสถเพิ่มพลัง
ปราณระดับเก้าที่นางหลอมเอง ถึงดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ต่อสัตว์อสูร
ตรงหน้า แต่เจ้าเสือน้อยก็ยอมอ้าปากกลืนลงไป แถมยังดูมีความสุขมากด้วย
“ออกไปด้านนอกกันเถิด” ว่าจบก็ยกกำไลติดตามขึ้นมอง ดูเหมือนอีกไม่
นานนางและสามีจะได้เจอหน้ากันแล้ว
เสือเขี้ยวดาบยืนขึ้นเต็มความสูง รอคอยให้นางลุกขึ้นตาม ก่อนจะเดินกลับ
เข้าไปในถ้ำ
เยว่ฉีงุนงง? เอ่ยออกไปว่า
“ไม่ออกไปด้านนอกหรือ? ต้องออกไปพบคนอื่นนะ” เสือเขี้ยวดาบหันหลัง
กลับมา ตวัดหางพันรอบตัวดันเจ้านายเดินเข้าไปในถ้ำ
“จะให้เข้าไปหรือ?”
“…” ท่าทางของมันคือให้เดินเข้าไปสินะ
นางพยักหน้ายอมแพ้ เดินเข้าไปในถ้ำแต่โดยดี
มองจากด้านนอกตัวถ้ำดูไม่ใหญ่เท่าใดนัก แต่พอได้มาเดินเองแล้วกลับดูลึก
กว่าที่ตาเห็น
หญิงสาวมุ่งหน้าเข้าไปในถ้ำ เดินตามหลังสัตว์อสูรตนใหม่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
จนเวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เสือเขี้ยวดาบตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เดิน
“เจ้าต้องการให้ข้าดูอะไรกันแน่” เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
เสือเขี้ยวดาบหันหลังกลับมา คาบเยว่ฉีโยนขึ้นบนหลังก่อนจะพาวิ่งไปแทน
หญิงสาวร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจ เกือบหงายตกจากหลัง ยังดีที่
สามารถคว้าจับเส้นขนได้ทัน เปลือกตาปิดแน่นไม่กล้าลืมตาขึ้นมอง แต่เมื่อ
ความรู้สึกหวาดกลัวระคนตกใจหายไปแล้ว สายลมที่ปะทะใบหน้าอยู่เนือง ๆ
ทำให้นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
ภาพตรงหน้าทำเอาแทบพูดไม่ออก
เมื่อสักครู่สองฟากฝั่งยังเต็มไปด้วยถ้ำมืด ๆ ดินชื้น ๆ ทว่าพอลืมตาขึ้นมา
อีกครั้งกลับเปลี่ยนเป็นป่าไม้สูงใหญ่ ตัวป่ามีแสงสว่างส่องผ่านลงมาจาก
ด้านบน พร้อมดวงไฟเล็ก ๆ คล้ายแสงหิ่งห้อยลอยเต็มไปหมด
เป็นป่าที่งดงามมากในสายตาเยว่ฉี
ดวงตางดงามสุกสกาวกวาดตามองทิวทัศน์ตรงหน้า ก่อนจะหลับตาลงหลัง
ฉุกคิดได้ว่าอาจจะเป็นภาพลวงตาก็ได้
แต่เปล่าเลย ทุกส่วนล้วนเป็นความจริง นางสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิต
ขนาดเล็กและใหญ่อยู่ไกลออกไป สัมผัสสายลม กลิ่นสดชื่นของธรรมชาติ
แสงแดดอ่อน ๆ กระทบร่างกาย ทุกอย่างล้วนสัมผัสได้ทั้งสิ้น
พอลืมตามองอีกครั้ง ความเรืองรองเป็นประกายงดงาม ตัดกับสีเขียวขจี
ของธรรมชาติ ช่วยให้ความรู้สึกหดหู่สลายหายไป
รอยยิ้มพลันปรากฏบนริมฝีปากอวบอิ่ม
สวยมากเลย…
ได้ยินเสียงสายน้ำอยู่ไม่ไกล พอหันไปมองก็เห็นว่าในลำธารมีโขดหินกลาง
น้ำ กระจัดกระจายไปทั่ว โขดหินเหล่านั้นเต็มไปด้วยตะไคร่สีเขียวเกาะอยู่
ด้านบน แถมเหนือลำธารยังมีแสงสีทองเรืองรองลอยวนไปมา
“วิ่งช้าลงหน่อยได้ไหม?” เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง
จังหวะการวิ่งของเสือเขี้ยวดาบช้าลงไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเดิน
มือข้างหนึ่งที่เมื่อสักครู่จับขนคอแน่นถูกยกขึ้นสัมผัสประกายแสงสีเหลือง
มองให้ดี สิ่งนี้ดูเหมือนจะมีชีวิต แต่พอสัมผัสกลับสลายหายไปทันที แล้ว
ปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เหมือนเล่นฟองสบู่ในโลกก่อนเลย ที่พอสัมผัสก็หายไปแตกต่างที่ฟองสบู่
สร้างขึ้นมาใหม่ด้วยตัวมันเองไม่ได้
“ข้าอยากลงไปเดินเอง” เจ้าเสือของนางหยุดฝีเท้าทันที ย่อตัวลง
เยว่ฉีก้าวลงมา ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น หญ้าสีเขียวใต้ฝ่าเท้าพลันยวบลง
เหมือนเหยียบย่ำลงบนปุยนุ่น
หญิงสาวยังคงเดินสำรวจป่าไปเรื่อย กวาดตามองทิวทัศน์ที่ไม่ว่าจะหันไป
มองทางไหนก็ล้วนแล้วแต่งดงามสะอาดตา
ผ่านไปสักพัก พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่างกำลังส่งเสียงเรียกร้องให้เข้าไปใกล้
สองขาก้าวเดินไปตามทิศทางที่คิดว่าถูกต้อง ก่อนจะพบ ต้นไม้สีเขียวอ่อน
โผล่พ้นก้อนหินขึ้นมา ต้นอ่อนสีเขียวถูกแสงแดดซึ่งส่องผ่านช่องว่างของใบไม้
ลงมาห้อมล้อม พอเงยหน้าขึ้นมองจะเห็นว่าช่องว่างของใบไม้เป็นรูปร่างวงกลม
ราวกับเปิดทางให้แสงลอดผ่านลงมา
ต้นอ่อนตรงหน้าส่องสว่างสดใส พลิ้วไหวไปตามสายลม ใบไม้สีอ่อนโบก
สะบัดไปมาราวกับกำลังทักทายนางอยู่
“ความรู้สึกคุ้นเคยนี่มัน…อะไรกันนะ”