ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 126 กลุ่มชายชุดดำ
สองเดือนต่อมา ภายในดินแดนลับ
เกิดการต่อสู้ขึ้นแทบจะทุกที่ มีคนล้มตายมากมายเพียงเพื่อแย่งชิงของ
วิเศษกัน หลายคนเริ่มจับกลุ่มกับคนคุ้นเคยเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น
ในขณะที่หลายคนเริ่มซ่อนตัวแล้วหาทางรอด จนกว่าเวลาเปิดดินแดนลับ
จะมาถึง
กลุ่มคนที่เริ่มรวมตัวกันมีกลุ่มของสามตระกูลสูงสุดรวมอยู่ด้วย
อู๋หนิงอัน หม่าลู่เสียน และไท่ซาง พวกเขาได้รวมตัวกันแล้วเดินทางกันเป็น
กลุ่มใหญ่ นอกจากทั้งสามคนยังมีผู้ติดตามของแต่ละตระกูลตระกูลละยี่สิบคน
หากใครต้องการหาเรื่องกลุ่มพวกเขาคงต้องชั่งน้ำหนักในใจว่าคุ้มที่จะลอง
หรือไม่
“หม่าลู่เสียนสีหน้าเจ้าไม่ดีมาหลายวันแล้ว คงไม่ใช่เพราะหาหมิงเทียน
หลินไม่เจอกระมัง” อู๋หนิงอันเอ่ยหยอกล้อ เจ้าหม่าลู่เสียนแค่ติดต่อหมิงเทียน
หลินไม่ได้ก็เป็นถึงขนาดนี้
จะไม่ให้คนเขาเรียกว่า หมาของหมิงได้อย่างไร
“ข้ากังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเทียนหลิน” หม่าลู่เสียนไม่สนใจคำพูด
หยอกล้อและสีหน้าล้อเลียนของนาง
สีหน้าเขายังคงเคร่งเครียดเช่นเดิม
อู๋หนิงอันหมดสนุกแล้ว ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนเอ่ย
“เจ้าไม่ใช้หินสื่อสารติดต่อหาหมิงเทียนหลิน”
“ข้าทำแล้วแต่เหมือนหินสื่อสารจะไม่ทำงาน”
“ก็คือติดต่อไม่ได้?”
“ใช่ หากข้าสามารถติดต่อเขาได้คงไม่ร้อนใจเช่นนี้”
“เจ้าสองคนไม่ว่าเมื่อใดก็มักจะคิดถึงอีกฝ่ายเสมอ สมแล้วที่ได้ชื่อว่าฝา
แฝด” อู๋หนิงอันกล่าวยิ้ม ๆ ยกมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ เชิงให้กำลังใจ
“ข้าคิดว่าบางทีเจ้าอาจจะหวั่นวิตกมากเกินไป หมิงเทียนหลินเป็นใคร?
เขาหาใช่คนที่จะพลั้งพลาดในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อีกไม่นานเจ้าจะตามหาเขาเจอ”
กล่าวจบก็ขยับก้าวไปประชิดไท่ซางซึ่งเดินนำหน้าไปก่อนสองสามก้าว
“เรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ใช่ คงช่วยได้ไม่มากก็น้อย” กล่าวจบยังมิวายเหลือบสายตากลับมามอง
ด้านหลัง
เจ้าหมาน้อยหม่าลู่เสียน หวังว่าจะติดต่อเจ้านายได้ในเร็ววัน
ไม่เช่นนั้นเจ้านี่คงได้เฉาตายไม่ต่างจากดอกไม้ขาดน้ำ
หม่าลู่เสียนมองแผ่นหลังทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปด้วยความรู้สึก
หลากหลาย ก่อนจะก้มลงมองหินสื่อสารในมือ
“เทียนหลิน หวังว่าเจ้าจะปลอดภัย”
ขณะที่อีกฝั่งกำลังเป็นกังวลว่าคนที่เขาเป็นห่วงปลอดภัยดีหรือไม่ อีกฟาก
หนึ่งของป่าห่างจากจุดที่สามตระกูลใหญ่อยู่ไกลออกไปกว่าสิบลี้กำลังเกิดเรื่อง
วุ่นวายขึ้น
“ยะ…เยว่เหริน? เป็นเยว่เหรินจริงหรือ?” หมิงเทียนหยางพี่ชายร่วม
สายเลือดของหมิงเยว่เหริน มองภาพน้องสาวนอนหลับสนิทตรงหน้าด้วย
ความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ หากไม่ใช่ว่ากลางหน้าอกไม่เกิดหลุม รวมทั้งเสื้อผ้า
โดยรอบไม่เต็มไปด้วยเลือด เขาคงไม่เชื่อว่าน้องสาวของตนจะตาย
หมิงเทียนหยางถือว่าเป็นบุรุษเสเพลคนหนึ่ง เพราะครอบครัวยิ่งใหญ่ทั้งยัง
มีพลังไม่น้อย เขาจึงไม่เคยเห็นหัวคนมีฐานะต่ำกว่า ถึงกระนั้นความสัมพันธ์
ระหว่างชายหนุ่มกับครอบครัวก็ยังถือว่าดี
เขาชื่นชอบรักใคร่เอ็นดูน้องสาวผู้เป็นนักหลอมโอสถของตนมาก แม้อีก
ฝ่ายจะอยากได้หมิงเทียนหลินมาเป็นพี่ชายมากกว่าก็ตาม
แม้จะไม่ได้รับความชื่นชอบเท่าหมิงเทียนหลิน ทว่าน้องสาวก็ยังชื่นชอบ
เขาไม่ต่างกัน
พอได้มาเห็นภาพตรงหน้าและรับรู้ว่าน้องสาวไม่หายใจแล้วหัวใจพี่ชายเช่น
เขาถึงกับเย็นยะเยือก
หมิงเทียนหยางถลาเข้าไปกอดน้องสาวเข้าแนบอก กอดร่างไร้ลมหายใจ
ของนางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนน้ำตาจะรินไหลลงมาที่ปลายหางตา
“เยว่เหริน เยว่เหริน!! เจ้าฟื้นขึ้นมา ฟื้นขึ้นมาพูดกับพี่สิ!!” เสียงร้องของ
เขาแทบขาดใจ กอดร่างเย็น ๆ ของน้องสาวแนบอก
ใครกันถึงได้โหดเหี้ยมเพียงนี้ อย่าให้เขาจับได้ เขาจะนำร่างของมันมา
คุกเข่าขอขมาต่อหน้าหลุมศพน้องสาวให้ได้!!
“พวกแกได้ชื่อว่าเก่งกาจไม่ใช่หรือ? เหตุใดเด็กสาวคนเดียวถึงปกป้อง
ไม่ได้!! เหตุใดถึงปล่อยให้น้องข้าตาย!!”
ทีแรกกลุ่มชายชุดดำยังรู้สึกสงสารที่เขาสูญเสียน้องสาวไป แต่เมื่อได้ยิน
คำพูดอีกฝ่ายในใจพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
พวกเขาไม่ได้มีบุญคุณใด ๆ กับคนตรงหน้าที่ยอมติดตามมาเพราะได้รับ
คำสั่งจากเจ้านาย
อีกอย่างคนที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงบุรุษตรงหน้า สหายร่วมลัทธิของพวกเขาก็
เสียชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน
“คุณชายหมิง ข้ารู้ว่าท่านเสียใจที่สูญเสียคนสำคัญ พวกข้าเองก็สูญเสียไป
มากไม่ต่างกัน”
“ชีวิตพวกแกจะเทียบกับน้องสาวข้าได้เช่นไร? น้องสาวข้าเป็นใคร!? พวก
แกเป็นใคร อย่าได้เอาชีวิตของพวกแกมาเปรียบเทียบน้องสาวข้า!!”
“พูดให้มันดี ๆ หรือแกอยากจะตายตามน้องสาวของแกไป?” หัวหน้ากลุ่ม
ชายชุดดำกระชากคอเสื้อหมิงเทียนหยางเข้ามาใกล้
บรรยากาศรอบตัวกดดันจนอีกฝ่ายถึงกับเหงื่อตก
หมิงเทียนหยางเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์ระดับสูง แรงกดดันที่เขา
ได้รับจากผู้ฝึกปราณขั้นเซียนระดับสูงเพียงพอให้ร่างกายสั่นไหว หายใจติดขัด
“หากยังอยากมีชีวิตอยู่จนกว่าจะออกไปนอกดินแดนลับแล้วละก็ ระวัง
ปากเจ้าไว้บ้าง อย่าลืมเสียล่ะว่าพวกข้าหาใช่ลูกน้องบิดาเจ้า” กล่าวจบก็ผลัก
อีกฝ่ายถอยห่าง จังหวะเดียวกันกับลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า
“ลูกพี่ข้าพบพู่ห้อยเอวใกล้จุดที่มีเลือดมากที่สุดขอรับ”
“นำมันมาให้ข้า” คนพูดเดินเข้ามาใกล้คนถูกเรียกว่าหัวหน้า ยื่นหลักฐาน
ในมือให้
“หลักฐานมีเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่? รูปแบบการต่อสู้เล่า?”
“ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปล้นชิงของวิเศษขอรับ ถุงเก็บของและของสำคัญ
ต่าง ๆ ล้วนหายไปจนหมด”
“แล้วอีกฝ่ายเล่า?”
“จำนวนคนไม่ต่างกันมากขอรับ ประมาณสิบคน” คนฟังพยักหน้า
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หมิงเทียนหยางที่เมื่อสักครู่ยังคร่ำ
ครวญถึงการจากไปของน้องสาว สายตาพลันเหลือบไปเห็นพู่ที่ชายชุดดำหยิบ
มา
“ข้าขอดูพู่ในมือเจ้าที” เพราะหวาดกลัวที่ถูกข่มขู่ น้ำเสียงหมิงเทียนหยาง
จึงแฝงไปด้วยความเกรงใจหลายส่วน ทั้งยังกลัวว่าจะไม่ได้รับการคุ้มกันจาก
พวกเขา
หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำมองมา
“เจ้ารู้จักสิ่งนี้หรือ?”
“ข้าเพียงรู้สึกคุ้นตาเท่านั้น จึงอยากดูใกล้ ๆ”
ชายชุดดำมอง ดูเหมือนว่าจะควบคุมอารมณ์ตนเองได้บ้างแล้วสินะ
หมิงเทียนหยางรับพู่มามองสำรวจ เขาเคยเห็นพู่หยกเส้นนี้มาก่อนแต่กลับ
นึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ใด
“ข้าคุ้นเคยมาก ราวกับเคยเห็นผ่านตามาแล้วครั้งหนึ่ง ข้าขอเก็บไว้ได้
หรือไม่?”
“เช่นนั้นเจ้าจงเก็บไว้ให้ดี ข้าหวังว่าเจ้าจะจำได้ในเร็ววันว่าเจ้าของพู่ในมือ
นั้นเป็นใคร” กล่าวจบก็หันไปหาลูกน้องคนอื่น ๆ
“พวกเจ้าจัดการศพคนของเรา ฝังพวกเขาให้เรียบร้อย จากนั้นเตรียมตัว
ออกเดินทางทันที”
“ขอรับ” ลูกน้องชายชุดดำเกือบยี่สิบคนตอบรับคำสั่ง จัดการฝังศพคนของ
ตนทั้งหมด เหลือไว้เพียงศพของหมิงเยว่เหริน
หมิงเทียนหยางต้องการนำศพน้องสาวออกไปทำพิธีศพอย่างถูกต้อง ไม่
อยากให้ต้องมาตายไร้ที่กลบฝังในดินแดนลับแห่งนี้
เขาจัดการแช่แข็งศพน้องสาวด้วยพลังปราณธาตุน้ำแข็ง ก่อนจะนำเข้าไป
เก็บในมิติ
ขณะที่พวกเขาจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าชายชุดดำพลันนึก
อะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยถามออกไปว่า
“เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่ามีการต่อสู้กับกลุ่มอื่นประมาณสิบคนใช่หรือไม่?”
“ขอรับหัวหน้า”
“ก่อนหน้าที่คนของเราจะขาดการติดต่อ ข้าจำได้ว่าพวกนั้นส่งข้อมูลมาว่า
พบคนที่นายท่านต้องการแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า นางอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการตายของพวกนี้”
“ไม่มีทางเป็นไปได้ขอรับ ข้อมูลที่ได้รับมา…” ลูกน้องคนนั้นหยุดไป เพราะ
นึกได้ว่ายังมีคนอื่นอยู่ด้วย จึงขยับเข้าไปใกล้ พูดด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียง
สองคน
“จากข้อมูลที่ทางเราได้รับมา มีนางเพียงคนเดียวขอรับ ไม่มีทางที่นัก
หลอมโอสถขั้นปรมาจารย์จะสามารถสังหารผู้ฝึกปราณขั้นเซียนทั้งแปดคนได้”
“ก็จริงของเจ้า หากไม่ใช่ผู้ฝึกปราณที่มีฝีมือใกล้เคียงกันจำนวนมากกว่า
หรือมีขั้นฝึกปราณสูงกว่าย่อมไม่มีทางจัดการเจ้าพวกนี้ได้แน่ หรือจะมีคนมา
ช่วยเหลือนาง?”
“นางอาจจะหนีไปก็ได้ขอรับ นักหลอมโอสถมักมีความสามารถลบตัวตน
นางอาจจะใช้จังหวะที่ทุกอย่างกำลังวุ่นวายหนีไป”
หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำพยักหน้า ความเป็นไปได้มีไม่กี่อย่าง หากไม่ใช่ว่า
นางโชคดีหนีไปได้ ก็อาจจะใช้ช่วงชุลมุนหนีไป
แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใดเขากลับคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้
ความรู้สึกไม่ถูกต้องบอกกับเขาว่า ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างที่เขาคิดไม่
ถึงรออยู่ ทว่าไม่ว่าจะสงสัยมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถหาคำตอบของสิ่งที่เป็นไป
ไม่ได้นั้น
ไม่มีใครคาดคิดว่า เยว่ฉีจะมีมิติ อีกทั้งในมิติยังมีผู้ฝึกปราณขั้นเทพระดับสูง
คอยช่วยเหลือ
เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในดินแดนระดับสูง
อีกทั้งหมิงเหยายังจัดการสถานการณ์เป็นอย่างดี นำศพที่เหลือหน้าถ้ำมา
ทิ้งรวมไว้ด้วยกัน
เมื่อความเป็นไปได้ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ สุดท้ายแล้วหัวหน้าชายชุดดำจึง
เลือกเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน ติดต่อหานายท่าน ส่งข่าวให้เขาเตรียมการต่อ
ทันที
“ออกเดินทางกันได้แล้ว”
“ขอรับ”
แล้วคนทั้งหมดก็ออกเดินทางทันที ทิ้งไว้เพียงกลุ่มศพแปดหลุม และรอย
เลือดซึ่งยังไม่หายไป