ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 129 ความเคียดแค้นของหมิงเทียนหยาง จบภาคสำนักเซียน
- Home
- ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน
- ตอนที่ 129 ความเคียดแค้นของหมิงเทียนหยาง จบภาคสำนักเซียน
หลง
“เจ้าลืมสัญญาที่พ่อเจ้าให้กับพวกข้าไว้แล้วหรือ นางคือคนที่จะกลายเป็น
ของนายท่านเจ้าไม่มีสิทธิ์สังหารนาง!!!”
“คนที่พวกเจ้าพูดด้วยคือบิดาข้าหาใช่ข้า ข้าจะนำร่างของมันไปเซ่นไหว้ห
มิงเยว่เหริน!!”
ดวงตางดงามเผยแววเศร้าโศก หากเลือกได้นางไม่ได้อยากให้เกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้นเลย เพราะความสูญเสียไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครล้วนยากจะยอมรับ
หากไม่เลือกเดินทางผิดตั้งแต่แรก เรื่องราวคงไม่ออกมาเช่นนี้
เยว่ฉีจ้องตาอีกฝ่าย ต้องการจบความแค้นลงภายในวันนี้
ในเมื่อรู้แล้วก็ไม่อาจปล่อยไปได้ ถึงอย่างไรครอบครัวหมิงเทียนหยางกับ
ครอบครัวนางคงได้เปิดศึกกันสักวัน
ท่านอาผู้นั้นยังติดต่อกับบุรุษคนนั้นอยู่ เช่นนั้นแล้วจนกว่านางจะถูกอีก
ฝ่ายจับไป เขาจะต้องไม่ยอมปล่อยไปแน่ รวมถึงหลังออกไปนอกดินแดนลับ
หลังอีกฝ่ายรู้เรื่องภายใน เรื่องราวคงวุ่นวายมากกว่าเดิม
หมิงเทียนหยางไม่มีความคิดจะทำตามแผนที่วางไว้ ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าหา
เยว่ฉี ในมือถือดาบน้ำแข็งเล่มหนึ่ง
ดาบไฟปรากฏขึ้นบนมือเยว่ฉี เตะเท้าพุ่งตัวเข้าหาหมิงเทียนหยาง
ดาบทั้งสองเข้าปะทะกัน ความรุนแรงส่งผลให้เกิดคลื่นสะท้อนออกมา
รอบตัวคนทั้งคู่ เยว่ฉีใช้แรงดันอีกฝ่ายให้ถอยหลังกลับไป
พละกำลังที่มากกว่าส่งผลให้หมิงเทียนหยางถอยหลังไปหลายก้าว อีกฝ่าย
ไม่รั้งรอให้เขาตั้งตัวได้ ยกเท้าขึ้นเตะเข้าไปที่ท้อง
ชายหนุ่มกระโดดหลบไปด้านหลัง ถอยห่างออกไปประมาณสองจั้ง เยว่ฉี
เตะเท้าตามไปติด ๆ ง้างดาบในมือขึ้นสูง พร้อมตวัดลงมา
ฝ่ายถูกต้อนเผยสีหน้าตกใจ ก่อนเข้ามาในดินแดนลับสตรีตรงหน้าเป็น
เพียงนักหลอมโอสถขั้นปรมาจารย์ระดับต้นเท่านั้น ไม่มีทางต้านทานเขาที่เป็น
ผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์ระดับสูงได้ ทว่าแรงกดดันและพละกำลังที่ได้รับจาก
การฟาดดาบลงมากลับหนักหน่วงมากกว่าที่ควรเป็น
“จะ…เจ้าเลื่อนขึ้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นเซียนแล้ว!?”
“ใช่” เยว่ฉีตอบเสียงเรียบ ลงแรงที่ดาบจนสามารถตัดผ่านดาบน้ำแข็งของ
อีกฝ่าย
เลือดสีแดงสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตามใบหน้า
ตรงหน้าคือหมิงเทียนหยาง บนตัวเขาเกิดรอยแผลขนาดใหญ่ลากยาว
ตั้งแต่ไหล่ซ้ายมาถึงเอวด้านขวา
ปลายดาบบาดลึกลงไปเพียงพอสร้างรอยแผลถึงชีวิตได้
ทว่าอีกฝ่ายหาได้ยอมแพ้ อาศัยจังหวะที่เยว่ฉีชะงักหยิบยากลอกเข้าปาก
กระโดดถอยหลังไปหลายก้าว เข่าข้างหนึ่งทรุดลงกับพื้น กระอักเลือดออกมา
คำโต
บาดแผลเริ่มสมานกันแล้วหลังกลืนโอสถวิเศษลงไป
โอสถคืนชีวิต หนึ่งในโอสถขั้นสูงที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากโอสถคืนชีวิตแล้วเขายังกลืนโอสถฟื้นพลังปราณลงไปด้วย เพื่อทดแทน
พลังที่หมดไประหว่างต่อสู้
“ข้าจะไม่ยอมตายจนกว่าจะพาเจ้าไปด้วย!!” ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมา คน
ถูกจ้องถึงกับขนลุกซู่ บรรยากาศรอบตัวหมิงเทียนหยางแปลกไป
สติที่มีเลือนหายหลงเหลือเพียงความต้องการอันแรงกล้า ดวงตาแดงฉานดู
น่ากลัวจดจ้องร่างกายเพรียวบางตรงหน้า อึดใจต่อมาร่างกายพลันปรากฏ
ปราณสีดำปกคลุมทั่วร่าง
“เยว่ฉีจัดการหมิงเทียนหยาง เจ้านั่นกำลังใช้วิชาต้องห้าม!!” เสียงตื่น
ตระหนกของหมิงเทียนหลินดังลอดเข้ามาในหู
ชายหนุ่มพลันเหลือบมาเห็นความผิดปกติทางฝั่งน้องสาวเข้าพอดี
กลุ่มชายชุดดำแม้ระดับการฝึกปราณจะต่ำกว่าแต่เพราะมีของวิเศษ
มากมายจึงใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะสามารถจัดการได้จนหมด
คนสุดท้ายที่หมิงเทียนหลินติดพันคือ หัวหน้าชายชุดดำ
เยว่ฉีสัมผัสบรรยากาศน่ากลัวซึ่งแผ่ขยายออกมาจากร่างอีกฝ่ายได้ หลัง
ได้รับการยืนยันจากพี่ชาย จึงรีบพุ่งตัวเข้าไปหาพร้อมเปลวเพลิงในมือ
ทันทีที่ขยับเข้าใกล้แรงสะท้อนจากปราณดำมืดผลักนางออกห่าง ยากจะ
เข้าประชิดตัว
วิชาต้องห้ามที่หมิงเทียนหยางใช้มีชื่อว่า สังหารสิ้น คาถานี้ทั้งน่ากลัวและ
อันตราย เพราะสิ่งที่ต้องจ่ายในการใช้คาถาคือวิญญาณของผู้ร่าย
ชายหนุ่มยอมแลกทุกอย่างเพียงเพื่อต้องการแก้แค้นแทนน้องสาว
เมื่อคาถาร่ายจนสำเร็จ ลมหายใจของหมิงเทียนหยางจะหมดลง และสิ่งที่
น่าหวาดกลัวกว่าพลังของเขาจะปรากฏขึ้นเพื่อทำการสังหารเป้าหมายของผู้
ร่ายคาถา
ยิ่งแรงอาฆาตมากเท่าใด สิ่งตอบแทนสมน้ำสมเนื้อมากเพียงใด ผลของ
คาถาจะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ครั้งนี้เขาใช้ทั้งชีวิตและพลังฝึกปราณเป็นสิ่งตอบแทน รวมถึงแรงแค้นอัน
มากล้น
ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกอัญเชิญออกมาจะร้ายกาจมากแค่ไหน
เยว่ฉีพยายามเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ในขณะที่ร่างตรงหน้ายังไม่ถูกหมอกดำ
กลืนกินจนหมดสิ้น
ใกล้แล้วอีกนิดเดียว
พลังที่ผลักนางออกมาทำให้ยากจะเดินเข้าไปใกล้ เปลวเพลิงที่ถูกซัด
ออกไปก็ถูกม่านพลังที่มองไม่เห็นปัดทิ้งจนหมด
หานลั่วอี้ที่จัดการคนที่เหลือเรียบร้อยแล้วรีบมาสมทบ แต่เหมือนจะไม่ทัน
การเพราะร่างของบุรุษผู้นั้นใกล้จะถูกความมืดกลืนกินไปจนหมดแล้ว
“จะ…เจ้าบ้านั่นคิดจะฆ่าคนของนายท่าน!!” หัวหน้าชายชุดดำเอ่ย ทั้งที่
สภาพตนย่ำแย่ไม่ต่างกัน
หมิงเทียนหลินจับคอเสื้ออีกฝ่ายไว้ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดจุดไม่ให้
เคลื่อนไหว ก่อนจะโยนเข้าไปในมิติ
จะฆ่าให้ตายไม่ได้ เขายังต้องสอบถามถึงคนที่อยู่เบื้องหลังชายผู้นี้
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยคนที่เหลือต่างพุ่งตรงมาทางเยว่ฉี พวกเขาต้อง
หยุดไม่ให้หมิงเทียนหยางร่ายคาถาสำเร็จ
แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่ออกมาจะร้ายกาจมากน้อยแค่ไหน ทว่ามองจากปราณสีดำ
ทั่วร่างและกลิ่นอายอันตรายก็เพียงพอให้พวกเขาต้องรีบหยุดยั้ง
ใบหน้าผู้ร่ายคาถาเริ่มบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด แต่กลับสามารถเผยยิ้ม
ร้ายออกมาได้ ดวงตาสีแดงน่ากลัววาวโรจน์ ประโยคสุดท้ายก่อนที่ร่างจะถูก
กลืนกิน ทำเอาคนฟังถึงกับขนลุกซู่
“หมิงเยว่ฉีเอ๋ย ข้าขอให้ชีวิตเจ้าจบสิ้นไม่ต่างจากข้า”
แล้วความมืดมิดก็กลืนกินเขาไปจนหมด เหลือไว้เพียงกลุ่มก้อนพลัง
คนทั้งห้าพยายามซัดพลังเข้าใส่กลุ่มก้อนสีดำ แต่เมื่อพลังเข้าปะทะกลับ
สร้างได้เพียงรูโบ๋ก่อนหมอกควันสีดำจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ไม่ทันแล้ว สิ่งน่ากลัวกำลังจะเผยออกมา ทุกคนรีบเตรียมตัวสำหรับตั้งรับ
ทันที!!” หมิงเทียนหลินเอ่ย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่จะออกมานั้นมีความสามารถระดับใด เขาจึงเป็นกังวล
ด้วยกลัวว่าจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะหยุดได้
หวังว่าเจ้าสิ่งนี้จะไม่แข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะสู้ไหว…
ไม่ไกลออกไป เสียงการต่อสู้ส่งผลให้หม่าลู่เสียนนึกเป็นกังวล หมิงเทียน
หลินบอกให้เขารอ เขาก็รอ ทว่าผ่านไปนานแล้วอีกฝ่ายกลับไร้การติดต่อ
อีกทั้งห่างออกไปไม่ไกลนักกลับเกิดเสียงการต่อสู้ขึ้นมา ประจวบเหมาะกับ
ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายบอกเอาไว้พอดี
เขาจึงอดกังวลใจไม่ได้ เอ่ยออกไปว่า
“พวกเราไปดูดีหรือไม่? บางทีกลุ่มของเทียนหลินอาจจะเกิดเรื่อง”
ไท่ซางและอู๋หนิงอันไม่มีใครมีความคิดเช่นเดียวกับอีกฝ่าย เพราะรู้จัก
นิสัยหมิงเทียนหลินดี
บุรุษผู้นั้นมักระวังตนอยู่เสมอ และจะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ตน
การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่าปวดหัวยิ่งเป็นไปไม่ได้
ทว่าเพราะเห็นแก่หน้าหม่าลู่เสียน ที่เอาแต่กังวลไม่เป็นตัวของตัวเอง อีก
ทั้งพอนั่งรอนาน ๆ พวกเขาสองคนก็รู้สึกเบื่อไม่น้อย สุดท้ายจึงพยักหน้ารับ
แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางเสียง
หากสิ่งที่คนพวกนั้นกำลังแย่งชิงกันอยู่เป็นของดีคงดีไม่น้อยเลย
อ่านต่อเล่ม 6