ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 131 รวมกำลังจัดการให้สิ้น
ความเร็วดุจสายฟ้าพุ่งตัวเข้าหาคนทั้งห้า หมิงเทียนหยางเลือกจัดการคนที่
เคลื่อนไหวช้าสุดก่อนเป็นคนแรก
หวานเว่ยถูกชายน่ากลัวพุ่งตัวเข้าใส่ อีกฝ่ายตวัดฝ่าเท้าเตะนางกระแทกเข้า
กับต้นไม้ด้านข้าง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเสินเทียน ชายหนุ่มถูกจับแขนเหวี่ยงทุ่ม
ลงพื้น ทั้งสองคนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ควักโอสถยัดเข้าปาก แล้ว
ตามหลังไปติด ๆ
หานลั่วอี้มองเห็นสิ่งที่เกิดด้านหลังจากคาถาของภรรยา ชายหนุ่มรวมพลัง
ไว้ที่มือ ก่อนจะหันหลังกลับไป ซัดคมเคี้ยววายุเข้าใส่ศัตรู
อีกฝ่ายทำเพียงยกมือขึ้นปล่อยพลังเข้าสกัดการโจมตี
ไม่ถึงครึ่งเฟิน (30 วินาที) หมิงเทียนหยางก็เข้าประมือกับชายหนุ่มแล้ว
ทุกคนหยุดถอยหนี
เยว่ฉีหันหลังกลับมานั่งตัวตรงบนหลังเจ้าเสือ มองพี่ชายและสามีกำลังประ
มือกับศัตรู ฝีมือของทั้งคู่ดูแล้วคล้ายรับมือได้ แต่ความจริงไม่ใช่
พลังในกายหมิงเทียนหยางเมื่อนำมาเทียบกันแล้วนั้นสูงกว่ามาก
“เจ้าเสือมองให้ดี คอยสนับสนุนทั้งสองคน” นางสั่งพร้อมกระจายพลังจิต
เคลื่อนเข้าไปใกล้ศัตรู ทว่าในจังหวะที่พลังเข้าใกล้พอจะสัมผัสตัวของอีกฝ่าย
ฝ่ายนั้นกลับหันขวับมองมาแล้วระเบิดพลัง คลื่นสะท้อนจากการระเบิดพลัง
ส่งผลให้พลังจิตของนางถูกตีกลับมา รวมถึงทั้งสองคนที่ประมืออยู่ก่อนแล้ว
ต่างถูกพลังซัดถอยหลังออกมากว่าสองจั้ง
หวานเว่ยและเสินเทียนพุ่งมาสมทบเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวสร้างยักษ์หิน
นับสิบตัวขึ้นมาต่อสู้กับศัตรู ฝ่ายเสินเทียนหลอมรวมพลังไฟเข้ากับพลังดินแล้ว
ปล่อยลงมา กลายเป็นฝนดาวตกขนาดยักษ์
หมิงเทียนหยางเงยหน้าขึ้นมอง ยกมือขึ้นสร้างม่านพลังป้องกันการโจมตี
หนวดสีดำเคลื่อนไหวอยู่ในกายเนื้อก่อนจะพุ่งเข้าหาก้อนหินไฟยักษ์แทงทะลุ
แล้วตีให้แตกละเอียด
ลูกไฟขนาดเล็กตกลงสู่พื้น เยว่ฉีใช้พลังปัดความร้อนจากก้อนหินให้หายไป
และนำพาออกห่างจากคนทั้งสี่
“จิ๊” เยว่ฉีจิปากด้วยความขัดใจ ก้าวลงจากหลังเสือเขี้ยวดาบเอ่ยออกไปว่า
“เป้าหมายของแกคือข้าไม่ใช่หรือ? แน่จริงก็เข้ามา!!” หญิงสาวเอ่ยเสียง
มาดมั่น
อีกฝ่ายหยักยิ้มมุมปากดวงตาวาวโรจน์ เตะเท้าพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
หมิงเทียนหยางหยุดชะงัก มองไส้เดือนด้วยสีหน้างงงวย
ไส้เดือนสีทองตัวน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ลอยอยู่กลางอากาศก่อนจะยิ้ม
ออกมา จากนั้นขยับปากเล็กอ้าออก แสงสีทองถูกปล่อยออกมาจากปากเป่าหัว
อีกฝ่ายจนกระจุย
เหลือไว้เพียงร่างไร้ศีรษะ
คนที่เหลือใช้จังหวะที่ศัตรูหยุดชะงักพุ่งตัวเข้าใส่ ฟาดฟันปลายคมดาบลง
ไปจนร่างกายแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
ตบท้ายด้วยหวานเว่ยนางร่ายคาถาประทับมือลงบนพื้นกำแพงหินปรากฏ
ขึ้นสองฝั่งจากนั้นเคลื่อนที่เข้าหากันบีบอัดร่างหมิงเทียนหยางไว้ตรงกลาง
“สำเร็จไหม?” เสินเทียนเอ่ยถาม จ้องมองหินครึ่งวงกลมตรงหน้า
เยว่ฉีใช้พลังจิตเข้าไปสัมผัส ทว่ายังไม่ทันที่พลังของนางจะได้เข้าไป
ตรวจสอบ กำแพงหินพลันปริแตกก่อนเส้นสีดำจะแทงทะลุออกมา
ทุกคนรีบกระโดดหลบพร้อมใช้ดาบตัดเส้นสายสีดำที่พุ่งเข้ามา
หนวดสีดำพอสัมผัสพื้นก็กัดกร่อนพื้นจนเกิดเป็นหลุมกว้างก่อนจะสลาย
หายไปกลางอากาศ
“ลั่วอี้” หญิงสาวเอ่ย เงยหน้ามองด้านบน
ตอนนี้ม่านพลังซึ่งครั้งแรกเห็นเป็นเพียงม่านกักขังธรรมดา มาตอนนี้กลับมี
บางอย่างปรากฏขึ้น ควันสีม่วงไม่น่าไว้ใจลอยละล่องอยู่เหนือศีรษะ ก่อตัวเข้า
ด้วยกันกลายเป็นกลุ่มก้อนเมฆ พร้อมจะกระหน่ำเม็ดฝนลงมา
สิ่งชั่วร้ายตรงหน้าพวกเขาหลุดจากการจับกุม เมือกสีดำเคลื่อนที่ไปมาช่วย
สร้างร่างกายขึ้นมาอีกครั้ง
“อึก…เจ้านี้ยังไม่ตายสินะ” เสินเทียน
จะบ้าตาย มันไม่มีทางตายหรืออย่างไร โดนโจมตีไปมากถึงขนาดนั้นแล้ว
ยังสามารถรักษาตนเองกลับมาได้!!
“ภรรยา” หานลั่วอี้เอ่ย สีหน้าเป็นกังวล สิ่งนี้กำลังตามล่าภรรยา หาก
กำจัดไม่ได้นางต้องเป็นอันตรายแน่
“ลั่วอี้ บางทีไส้เดือนน้อยของพวกเราอาจจะช่วยได้ แก่นพลังของเจ้านั้น
แข็งแกร่งมาก ขนาดที่พลังของทุกคนไม่สามารถฟันให้ขาดได้ในครั้งเดียว
เช่นนั้นคงต้องใช้พลังที่มากกว่าลองทำลายดู เหมือนกบทลายผา”
ชายหนุ่มพยักหน้า เขามีความคิดไม่ต่างจากนาง เพราะหลังจากพยายาม
ลงดาบไปหลายครั้ง ทั้งที่ร่างกายทุกส่วนของเจ้านั้นถูกตัดขาดแต่แก่นพลัง
ปราณกลับยังอยู่ดี
ขณะที่พวกเขากำลังเคร่งเครียด คนกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมาถึงแล้ว
“หมิงเทียนหยาง เกิดอะไรขึ้น?” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นไม่ไกล เมื่อหันไปมองก็
เห็นว่าเป็นกลุ่มของหม่าลู่เสียน
“ลู่เสียน?”
“ใช่ เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้น”
“ตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลามาอธิบาย เพราะต้องจัดการสิ่งนี้ก่อน” หมิงเทียน
หลินเอ่ย
“หากพวกท่านยินดีช่วยเหลือ ข้ารับรองว่าจะตอบแทนอย่างงาม” คำพูดนี้
มาจากนักหลอมโอสถเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม กลุ่มผู้มาใหม่มองตรงไปยังนาง
ก่อนเผยสีหน้าประหลาดใจ
“หากเป็นเจ้าตอนนี้ข้ายินดีช่วยไม่น้อย” คำพูดนี้มาจากอู๋หนิงอัน นาง
สัมผัสได้ว่าเยว่ฉีแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว
ไท่ซางเมื่อเห็นว่านางตกลง ขวานด้ามยาวพลันปรากฏขึ้นในมือ อาวุธที่เขา
ถนัดคือขวาน ตัวด้ามทำขึ้นจากหินชนิดพิเศษ ปลายด้ามคมเป็นรูปพระจันทร์
ครึ่งเสี้ยว ลวดลายงดงามวิจิตร ปลายด้ามจับถูกพัดไว้ด้วยผ้าสีแดงซึ่งสลัก
สัญลักษณ์ของตระกูลเอาไว้
“ข้ากำลังเบื่อหน่ายอยู่พอดี ได้ออกแรงเล็กน้อยคงช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
ขึ้น” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมย่างเท้าเข้ามาใกล้
แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่หากการต่อสู้นี้นำมาซึ่งความสัมพันธ์อันดีกับ
ตระกูลหมิง ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่แย่เลย
อีกอย่างพวกเขาล้วนเป็นสหายร่วมรุ่นกัน สหายช่วยกันยามคับขันถือเป็น
เรื่องปกติไม่ใช่หรือ?
ในเมื่อมีกำลังคนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วว่าจะ
สามารถต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้หรือไม่
“ขอบใจพวกท่านมาก” นางกล่าวขอบคุณ ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุย
เจ้าสิ่งนั้นรักษาตนเองจนหายดีแล้ว
“อ่า…กลิ่น กลิ่นหอมหวนของมนุษย์ แหล่งพลังงานของข้า” หมิงเทียนห
ยางเอ่ย เผยยิ้มยินดี ดวงตาหรี่เล็กลงจดจ้องมองมา
ลิ้นเรียวยาวตวัดเลียมุมปาก จากนั้นเถาวัลย์สีดำนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น
แล้วพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย
เกือบทุกคนกระโดดหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามากะทันหันได้ทัน ส่วนคนที่
หลบไม่ทันถูกเถาวัลย์พันธ์เกี่ยว ไม่ถึงหนึ่งเฟิน หลังดิ้นทุรนทุรายภายใต้การ
จับกุม คนที่ถูกจับกุมทั้งหมดถูกดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียง
หนังหุ้มกระดูก
“มะ…หมิงเทียนหยาง?” ไท่ซางเอ่ย
“เจ้านั่นไม่ใช่” หานลั่วอี้เอ่ยปฏิเสธ จากนั้นหันไปหาภรรยา “เจ้าต้องการ
สิ่งนี้ใช่หรือไม่?” เขาหยิบสัตว์อสูรของตนออกมา สัตว์อสูรสองตนนี้มีพลังสูง
ที่สุดในกลุ่มพวกเขาแล้ว หากทั้งสองตนไม่สามารถจัดการเจ้านั้นได้ ทางเลือก
สุดท้ายของพวกเขาคือหนีเข้าไปในมิติ
เพราะมิติเป็นสถานที่ติดตัวภรรยา หากเจ้าของมิติไม่อนุญาตไม่ว่าใครก็เข้า
ไปไม่ได้ ทั้งยังไม่สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ได้ด้วย
แต่จะให้เข้าไปในมิติเสียตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการเผยการมีอยู่
ของมิติให้ผู้อื่นรับรู้
“ใช่” นางรับสัตว์อสูรทั้งสองตนมา ก่อนเอ่ยสั่งการ
จากนั้นวางสัตว์อสูรทิ้งไว้แล้วเข้าร่วมการต่อสู้
ผู้มาใหม่เมื่อเห็นว่าใครกันที่อยู่ด้านหน้าต่างพากันตกตะลึง ก่อนจะคาดเดา
เรื่องบางอย่างได้
“คาถาต้องห้ามสินะ” หม่าลู่เสียนเอ่ย
หมิงเทียนหลินพยักหน้าเอ่ยออกไปว่า “ใช่ เจ้านี่ใช้คาถาต้องห้าม”
“เป็นคนโง่ที่กู่ไม่กลับโดยแท้” อู๋หนิงอันส่ายหัวเอ่ย นางรู้จักหมิงเทียนห
ยาง แม้จะไม่ได้สนิสนมเท่าหมิงเทียนหลินแต่ก็เคยพูดคุยกันหลายครั้ง จึง
พอจะรู้นิสัยของเจ้านี่
นางเคยคิดว่า สักวัน นิสัยมุทะลุเอาอารมณ์เป็นใหญ่จะส่งผลเสียต่อตัวหมิง
เทียนหยางเข้าสักวัน
แม้จะไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น แต่หมิงเทียนหยางตอนนี้ไม่ใช่หมิง
เทียนหยางคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“อ่า…สดชื่นเสียจริง” หลังดูดกลืนพลังปราณและพลังชีวิตจากผู้ฝึกปราณ
คนอื่น ๆ ความสามารถของมันเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น
“หากได้กินพวกเจ้าทั้งหมดด้วยคงดีไม่น้อยเลย”
“ฝันไปเถอะ!!” ไท่ซางเอ่ย ชายหนุ่มกระโดดเข้าใส่อีกฝ่าย ง้างค้อนในมือ
ขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงไป
“นี่ เจ้าหนู…รู้หรือไม่ความเลือดร้อนจะนำมาซึ่งความสูญเสีย” อีกฝ่ายหยัก
ยิ้มเอ่ย มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาหวังแทงทะลุหน้าอก
เยว่ฉีละความสนใจมาด้านนี้พอดี ทันได้เห็นเหตุการณ์ นางเชื่อมต่อสายตา
เข้ากับสามีอีกครั้ง หานลั่วอี้ใช้ก้าวสายลมเข้าไปขัดขวางการโจมตีของอีกฝ่าย
ตวัดดาบตัดแขนข้างนั้นพร้อมผลักไท่ซางออกห่าง ไม่ให้บาดเจ็บ
ดาบที่ควรจะฟันแขนให้ขาดกับคาอยู่ที่แขน ฟันลึกลงไปได้เพียงครึ่งเดียว
เท่านั้น แขนที่ตอนแรกสามารถฟันให้ขาดได้ ตอนนี้กลับแข็งแกร่งขึ้นจนฟันไม่
ขาด
“ไม่ง่ายเช่นนั้น” หมิงเทียนหยางเอ่ย ซัดฝ่ามือเข้าหาหานลั่วอี้ ชายหนุ่มยก
มือขึ้นปัดวิถีฝ่ามือ พลังบนฝ่ามือจึงถูกปล่อยเข้าใส่ต้นไม้ด้านหลังเกิดเป็นรูโบ๋
รูปฝ่ามือขึ้นบนต้นไม้ก่อนจะหักล้มลง
สัตว์ร้ายเผยประกายชอบใจ การแสดงออกทางสีหน้าของมัน ยิ่งเวลาผ่าน
ไปยิ่งคล้ายมนุษย์มากขึ้น
“เยี่ยม ข้าจะดูว่าเจ้าจะปกป้องคนรักไปได้นานเท่าใด”