ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 133 สิ่งตอบแทน
ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีความปั่นป่วนมากมายได้
หายไปแล้ว ภาพสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะหยุดนิ่งคือภาพหานลั่วอี้ถูกโจมตีจน
หน้าอกทะลุ
ทว่าตอนนี้สิ่งที่พวกเขาเห็นคือหานลั่วอี้ที่นอนหลับสนิทบนพื้น เสื้อผ้าเต็ม
ไปด้วยเลือดแต่กับไม่มีบาดแผลที่ส่งผลอันตรายถึงชีวิต
ข้างกันนั้นคือเยว่ฉี นางนอนหลับสนิทสองมือประสานเข้าด้วยกัน เสือเขี้ยว
ดาบสัตว์อสูรตนใหม่ของหญิงสาวนั่งอยู่ข้างกายคอยปกป้องผู้เป็นเจ้านาย
ไส้เดือนน้อยทั้งสองเมื่อรับรู้ถึงพลังที่เหนือกว่าและได้พูดคุย เคลื่อนตัวมา
ลอยวนรอบตัวคนทั้งคู่ ก่อนจะลอยไปนอนแหมะบนศีรษะเจ้าเสือ สีหน้าพวก
มันหากสังเกตให้ดีจะรู้ว่ากำลังเป็นกังวล
ไม่มีใครอธิบายได้ว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น ก่อนทุกอย่างหยุดชะงักไป
พวกเขาเห็นกับตาว่าหานลั่วอี้ถูกแทงทะลุหน้าอกไปแล้ว จะบอกว่าเรื่องที่เห็น
เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งก็ไม่ใช่ ในเมื่อร่องรอยน่าสงสัยยังคงอยู่
ทว่าไม่ว่าจะสงสัยมากเพียงใดก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้
“ดีแล้วไม่ใช่หรือ? แม้จะไม่ทราบว่าใครช่วยเหลือ แต่อย่างน้อยพวกเราก็
ปลอดภัย” เสินเทียนเอ่ยขัดบรรยากาศแปลก ๆ รอบตัว พวกเขาได้ย้ายออก
ห่างจากจุดต่อสู้กลับมายังจุดปลอดภัยแล้ว
เพราะไม่มีใครสามารถคลายความสงสัยของทุกคนได้ คนทั้งหมดจึงเลือก
พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเสินเทียน
หมิงเทียนหยางนั่งอยู่ข้างกายน้องสาว เยว่ฉีหลับสนิท มือที่จับมือสามีไว้ไม่
ยอมปล่อยออกจากกัน
ตอนที่พวกเขาเลือกจะย้ายออกจากจุดต่อสู้มายังจุดปลอดภัยซึ่งเป็นถ้ำเก่า
ของเจ้าเสือ มือของทั้งคู่จับกันแน่นไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะพยายามแงะออกมาก
แค่ไหนก็ทำไม่ได้
สุดท้ายเจ้าเสือจึงต้องรับหน้าที่แบกสองสามีภรรยามายังถ้ำของมัน
“เทียนหลินเจ้าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเทพแล้ว? พบเจอของดีเข้าหรือ?” เมื่อไม่
มีเรื่องรื่นเริงใด อีกทั้งเหตุการณ์ณ์ไม่คาดฝันก็ผ่านพ้นไปแล้ว อู๋หนิงอันและไท่
ซางจึงมีเวลาสังเกตระดับความสามารถของสหาย
จำได้ว่าก่อนเข้ามาบุรุษผู้นี้ยังเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเซียนเหมือนกัน ไม่เจอกัน
ไม่กี่เดือนกลับก้าวขึ้นไปเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเทพแล้ว
ขั้นเทพเชียวนะ ขั้นนี้ใช่ว่าคิดอยากเป็นก็จะเป็นได้เลย เพราะกระบวนการ
รวบรวมพลังระหว่างเลื่อนขั้นนั้นต้องใช้พลังปราณจำนวนมาก หากไม่ใช่
สถานที่ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังปราณคงไม่มีทางเลื่อนขั้นเร็วเพียงนี้
ไม่เพียงเท่านั้น คนในกลุ่มเดียวกับเขาก็เลื่อนขั้นขึ้นทั้งหมด แบบนี้แปลก
มากเกินไปหรือ?
หมิงเทียนหลินมองความอยากรู้อยากเห็นในสายตา ก่อนจะโยนบางอย่าง
ให้เขา
“ถือว่าเราเป็นสหายกันข้าจะให้เจ้า” สิ่งที่ชายหนุ่มโยนให้ไม่ใช่น้ำในบ่อน้ำ
ที่เก็บมาแต่เป็นโอสถเพิ่มพลังปราณที่น้องสาวหลอมขึ้น
“ด้านในมีโอสถเพิ่มพลังปราณบรรจุอยู่ขวดละสิบเม็ดคงพอให้เจ้าเลื่อนขึ้น
ได้ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว” สิ่งนี้ถือเป็น
ค่าตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือ
หากทั้งสามคนไม่เข้ามาช่วยบางทีในกลุ่มพวกเขาอาจจะมีคนบาดเจ็บ
มากกว่านี้
ไท่ซางรีบเปิดฝาจุกออกดู กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของโอสถเพิ่มพลัง
ปราณทำชายหนุ่มตาเป็นประกาย โอสถขั้นเซียนระดับสูง เพียงพอให้เขาเลื่อน
ขึ้นไปอีกหนึ่งระดับได้ แม้จะไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นขั้นเทพ แต่ก็เพียงพอ
สำหรับขั้นเซียนระดับสูง!!
อีกก้าวเดียวก็ก้าวข้ามไปได้แล้ว พอถึงตอนนั้นตนแค่ขอให้นางหลอมโอสถ
ทะลวงขั้นให้สักเม็ดสองเม็ดก็พอแล้ว
“ขอบใจเจ้ามาก!!” ไท่ซางรับไปด้วยความยินดี เก็บโอสถเข้าไปในอกเสื้อ
อู๋หนิงอันก็ได้เช่นเดียวกัน นางพยักหน้าพึงพอใจ ตั้งใจว่าหลังออกจากแดน
ลับจะปิดตนฝึกปราณ
ทุกคนต่างได้โอสถกันทั้งนั้นมีเพียงหม่าลู่เสียนที่ไม่ได้
ชายหนุ่มมองหมิงเทียนหลินให้ของคนอื่น ทว่าตนกับไม่ได้ด้วยความรู้สึก
ซับซ้อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่พอใจที่ตนไม่ได้บ้าง สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือความน้อยใจที่
อีกฝ่ายไม่สนใจเขาต่างหาก
นั่งห่างกันไม่ถึงหนึ่งชุ่นแต่เขากลับไม่ให้ความสนใจ
หมิงเทียนหลินคล้ายสัมผัสความรู้สึกคนข้างกายได้ ในมุมที่ไม่มีคนเห็นมือ
ของชายหนุ่มวางลงบนฝ่ามือหม่าลู่เสียน
หม่าลู่เสียนเหลือบตามอง ก่อนใบหูเขาจะแดงระเรื่อ
“สิ่งนี้คือของเจ้า อย่าได้บอกคนอื่นเล่า” สิ่งที่เขามอบให้สหายคนนี้คือ
ของเหลวในบ่อน้ำนั้น น้ำในบ่อถูกบรรจุเข้าไปในแหวนมิติขนาดเล็กเพียงพอให้
หม่าลู่เสียนแช่ตัวเพื่อดูดซับพลังงานได้สบาย
หัวใจหมาน้อยพองโต เม้มปากเข้าหากันข่มกั้นไม่ให้ตนเผยยิ้มออกมา
เขาไม่ได้ลืมตนเสียหน่อยเพียงแต่ต้องการมอบสิ่งอื่นให้มากกว่า
เพราะมีคนป่วยสองคนให้ต้องเป็นกังวลช่วงเวลาที่เหลือจึงไม่เป็นไปตามที่
ได้วางแผนเอาไว้ กลุ่มของไท่ซางและอู๋หนิงอันต้องการออกไปหาของวิเศษ
ทว่าก็เป็นกังวลเกี่ยวกับน้องสาวของสหาย
หลังพูดคุยกันแล้วพวกเขาจึงเลือกแบ่งกลุ่มกันออกไปค้นหาของด้านนอก
ทำอยู่เช่นนั้นหลายวันจนเวลาล่วงเลยไป นานนับสัปดาห์
ผ่านไปสิบวันคนสองคนที่นอนหลับสนิทเริ่มมีปฏิกิริยาแล้ว เยว่ฉีขยับตัวลืม
ตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวหลังสติกลับมาคือภาพของ
สามีถูกทำร้าย
“ลั่วอี้!!” นางตกใจลุกขึ้นนั่ง สายตากวาดหาคนรัก
ดวงตางดงามหลุบตามอง เมื่อเห็นว่าเขายังนอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย กลาง
หน้าอกไม่ปรากฏร่องรอยใด ๆ รีบแนบหูลงบนหน้าอกฟังเสียงหัวใจเต้น หลัง
ได้ยินความตื่นตระหนกระคนเป็นกังวลจึงคลายลง
“มีชีวิตอยู่” พึมพำออกมาเสียงเบา
ไม่รู้ว่าเพราะโล่งใจหรืออย่างไร นักหลอมโอสถเพียงคนเดียวถึงได้ร้องไห้
ออกมา
หยาดน้ำตาหยดลงบนเสื้อสามี ก้อนน้ำตาที่ควรจะทำให้เสื้อเปียกชื้นกลิ้ง
ไปมาแล้วซึมเข้าไปในผิวหนัง
หานลั่วอี้ขยับปลายนิ้ว คนข้างกายสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวรีบจับมือ
เขาขึ้นมากุมไว้
“ลั่วอี้ ท่านฟื้นแล้ว” น้ำตายังคงไหลออกมาจากปลายหางตา หญิงสาว
ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้ตนกำลังร้องไห้อยู่ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอยู่อย่างนั้น
และก่อนที่น้ำตาจะหยดลงไปอีกครั้ง ไส้เดือนน้อยทั้งสองได้บินมารองรับน้ำตา
ไว้แล้วกลืนลงท้องไป
“ภรรยา” น้ำเสียงชายหนุ่มติดแหบแห้งเล็กน้อย การดึงเอาพลังงาน
มากมายมาใช้ในการรักษาชีวิตทำให้ร่างกายเขาเหนื่อยล้าจึงต้องใช้เวลาพักฟื้น
นานหลายวัน อีกทั้งตัวเขาเองยังจำเหตุการณ์ก่อนจะหมดสติไปไม่ได้จึงยัง
สับสนอยู่บ้าง
ทว่าหลังสายตามองเห็นสีหน้าคนรัก ความรู้สึกสับสนทั้งหมดถูกโยนทิ้งไป
เหลือไว้เพียงความรู้สึกห่วงใย ปลายนิ้วหนายกขึ้นสัมผัสแก้มนวล เกลี่ยน้ำตา
ออกให้เบา ๆ
“อย่าร้องไห้ ข้าไม่เป็นอันใด” เยว่ฉีจับมือเขามาแนบข้างแก้มถูไถแก้มบน
หลังมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปล่อยให้เขาเกลี่ยน้ำตาให้อย่างไม่เขินอาย
ก่อนจะเป็นฝ่ายก้มลงประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากนุ่ม
พรรคพวกที่เห็นเหตุการณ์ต่างมองด้วยความรู้สึกมากมาย มีหลายคนหยัก
มุมปากขึ้น แต่กลับไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนการแสดงออกสนิทสนมของคน
ทั้งคู่
คนทั้งหมดเพียงรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยที่มีคนให้แสดงความรัก
หานลั่วอี้ตกใจกับการจู่โจมของคนรัก ทว่าไม่นานก็ตั้งตัวได้ ฝ่ามือใหญ่โอบ
กอดนางไว้ พร้อมจูบตอบกลับไป
ไม่รู้ว่าหลังช่วงเวลานี้ผ่านไปแล้วนางจะมีสีหน้าเช่นไร ภรรยาคงจะลืมคิด
ไปว่า ตรงนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคน
ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่คิดจะห้าม เขายินดีให้ภรรยาแสดงออกมากยิ่งขึ้น
เสียด้วยซ้ำ
คนอื่นจะได้รู้ว่านางคือ ภรรยาของเขา