ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 138 การตัดสินใจของสามตระกูล
ตระกูลหมิงและครอบครัวเยว่ฉีรวมถึงสหายเข้าต่อสู้กับกลุ่มของชายชุดดำ
ชายผู้ได้ชื่อว่าผู้นำยืนอยู่แนวหลังจ้องมองนางที่กำลังให้การช่วยเหลือพรรค
พวกเดียวกันอยู่
ในจุดที่พวกเขามองไม่เห็น เยว่ฉีได้ใช้พลังจิตเข้าไปหยุดการเคลื่อนไหวฝ่าย
ศัตรูแล้วปล่อยให้ฝ่ายของตนทำหน้าที่จัดการส่วนที่เหลือ
ชายชุดดำยังคงยิ้ม จำนวนคนของตนเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายนั้นมีกำลัง
มากกว่า เขาจึงไม่กังวลว่าตนจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
หมิงต้วนใช้วิชาคำสั่งด่วน เปิดช่องเคลื่อนย้ายให้ศิษย์ในสำนักเข้าร่วมการ
ต่อสู้ ถึงจะมีคนมาเพิ่มแต่จำนวนคนฝั่งเยว่ฉียังถือว่าน้อยกว่าฝ่ายศัตรู
ชายชราพุ่งเข้าใส่คนเป็นหัวหน้า ทว่ากลับมีชายผู้หนึ่งเข้ามาขวางเอาไว้
“เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้นายน้อย” หมิงต้วนวัดพละกำลังกับอีกฝ่าย ชายที่
เขามาขวางเขาผู้นี้มีความสามารถไม่ต่างกันเลย
“ท่านผู้นำมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าคิดว่าพวกท่านควรลดทิฐิของตนลงแล้วให้
ความช่วยเหลือนาง ท่านเห็นหรือไม่ความเป็นไปได้ที่นางแสดงออกมา หากทุก
อย่างผ่านพ้นไปด้วยดีตระกูลของเราย่อมได้ประโยชน์” อู๋หนิงอันเอ่ย
“ท่านพ่อปล่อยข้าไป ข้าจะไปช่วยเทียนหลิน” หม่าลู่เสียนที่ถูกบิดาจับตัว
ไว้ไม่ให้เข้าไปร่วมต่อสู้ด้วยเผยสีหน้าไม่สู้ดี ทั้งที่คิดว่าเคลื่อนไหวได้รวดเร็วแล้ว
ไม่คิดว่าจะถูกบิดาจับกลับมา
สหายอีกคนที่คิดจะเข้าไปช่วยเองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาทั้งสามคนต่างถูกผู้
อาวุโสในตระกูลจับไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วมการต่อสู้
ระหว่างที่ตระกูลอื่น ๆ กำลังคิดถึงผลได้ผลเสียของสิ่งที่กำลังจะทำต่อจาก
นี้ ฝั่งเยว่ฉีก็กำลังต่อสู้อยู่เช่นกัน
หานลั่วอี้บุกเข้าไปพร้อมมังกรดิน ชายหนุ่มใช้ก้าวสายลมหลบหลีกการ
โจมตีของศัตรูไปพร้อม ๆ กับฟาดฟันดาบในมือสังหารคนที่พุ่งเข้ามาขวางทาง
สายตาเขาจดจ้องไปยังเป้าหมาย ชายผู้นั้นคือผู้นำของชายชุดดำ หากฆ่า
เขาได้ทุกอย่างจะต้องสิ้นสุด ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเข้าประชิดตัว เงาดำสายหนึ่ง
พลันทาบทับลงมา
สิงโตเงินสองหัว ง้างเท้าหน้าขึ้นหวังจะเหยียบหานลั่วอี้ให้แหลก มังกรดินที่
บินตามมาเห็นการเคลื่อนไหวนั้นตวัดปลายหางเข้าใส่สัตว์ร้ายสองหัวขัดขวาง
การโจมตี หลังการโจมตีถูกสกัด บุรุษผู้หนึ่งที่มีมาพร้อมสัตว์คู่สัญญาของตน
ดีดตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า พุ่งตัวเข้าหาหานลั่วอี้ แทงทวนยาวในมือใส่ชายหนุ่ม
หานลั่วอี้ตวัดดาบขึ้นป้องกัน แรงปะทะกันส่งผลให้เกิดคลื่นสะท้อน ร่างทั้ง
สองกระเด็นออกจากกันไปคนละทิศทาง
“คิดว่ามีเพียงพวกเจ้าหรือที่ได้ครอบครองสัตว์อสูรระดับจอมอสูร” อีก
ฝ่ายกล่าวออกมาหลังตั้งตัวได้ มุมปากหยักโค้งท่าทางสบาย ๆ ก่อนจะย่อตัวลง
เล็กน้อย ปลายทวนถูกทิ้งไปด้านหลัง
พริบตาร่างตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาใกล้
ดวงตาชายหนุ่มวูบไหว พุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูเช่นเดียวกัน กระบวนท่ามา
มากมายถูกงัดออกมาใช้ ทั้งปัดป้อง โจมตี เปลี่ยนกันเป็นฝ่ายได้เปรียบ
เสียเปรียบ
ผู้ฝึกปราณระดับเทพขั้นกลางเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกัน เยว่ฉีที่ยืนอยู่ด้านหลังคอย
สนับสนุนพรรคพวกคนอื่น ๆ ใช้ความสามารถเป็นสายตาคอยระวังอันตรายซึ่ง
อาจรุนแรงถึงชีวิต
ตอนนี้เหลือเพียงนางและบุรุษชุดดำ ยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
ดวงตาอีกฝ่ายจ้องมองมาพร้อมหยักยิ้มมุมปาก เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้
หญิงสาวโดยมีลูกน้อยคอยเบิกทางให้
บรรยากาศของเขายังคงกดดันและน่าเกรงขาม ทว่าด้วยการปกป้องจาก
มังกรทองทำให้นางรอดพ้นจากบรรยากาศกดดันที่อีกฝ่ายจงใจปล่อยออกมา
“เยว่ฉี…อ่า เยว่ฉีที่รักของข้า หากเจ้าไม่ดื้อดึงคงไม่มีคนตายมากมาย
เช่นนี้” กล่าวพร้อมยกมือขึ้นยื่นไปด้านข้าง ศิษย์ตระกูลหมิงคนหนึ่งถูกดึงเข้า
มาบีบคอแน่น คนถูกจับดิ้นรนขัดขืนซัดอาวุธใส่ร่างอีกฝ่าย ทว่าอาวุธที่ซัด
ออกไปกลับถูกดีดออกมาทุกครั้ง ราวกับอาวุธเหล่านั้นปะทะเข้ากับกำแพงที่
มองไม่เห็น
“อึก!!” คนถูกบีบคอส่งเสียงอื้ออึ้ง เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากปาก
“อย่าได้บังอาจนัก!!” เยว่ฉีเอ่ย
ความนึกคิดของนางเชื่อมต่อเข้ากับสัตว์อสูรโดยตรง ประกายแสงสีทอง
เส้นหนึ่งพุ่งออกไปเฉือนใบหน้าชายผู้นั้น
ชายชุดดำโยนคนในมือทิ้ง ปลายนิ้วสัมผัสแก้ม สายตาเขาวูบไหวเมื่อเห็น
ว่ามีเลือดติดปลายนิ้วมาด้วย ก่อนมุมปากจะหยักยกขึ้น แลบลิ้นเลียเลือดจาก
ปลายนิ้ว
“อ่า…รสชาติความเจ็บปวด” กล่าวจบ ชายตรงหน้าก็เคลื่อนไวหอีกครั้ง
กางแขนข้างขึ้นออกแล้วตวัดเข้าหาตัว ก้อนหินที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนพุ่งเข้า
หาเยว่ฉี
เสือเขี้ยวดาบตวัดสายตามองการโจมตี มันคำรามออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ก้อน
หินยักษ์หลายสิบก้อน ใช้เล็บแหลมคมตะปบหินพวกนั้นจนแหลกละเอียด
จัดการหินเสร็จแล้วก็หันกลับมาหาเจ้านาย จังหวะที่มันเคลื่อนตัวออกห่าง
ชายชุดดำได้พุ่งตัวเข้าหาเยว่ฉีแล้ว
หญิงสาวจ้องมอง มังกรทองบินวนรอบตัวพันเกี่ยวเจ้านายของมันไว้ตรง
กลาง คำรามออกไป
เสียงคำรามส่งผลให้การเคลื่อนไหวของศัตรูหยุดชะงัก ชายใต้ผ้าคลุมยกมือ
ขึ้นป้องกันแรงผลักจากเสียงคำราม แรงกดดันจากสัตว์อสูรระดับจอมอสูรไม่ได้
ทำให้เขากลัว กลับกันมันยิ่งกระตุ้นให้เขาต้องการครอบครองคนดื้อดึงเช่นนาง
มากยิ่งขึ้น
สิ่งใดที่ได้มาอย่างยากเย็นมักหอมหวานเสมอ
ดวงตารัตติกาลแปลเปลี่ยนเป็นสีแดงสด บรรยากาศเย็นยะเยือกและหมอก
สีดำแผ่ขยายออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ
ภายใต้ม่านหมอกมืดสนิท สัมผัสได้ถึงบางอย่างเคลื่อนไหวไปมา ทรงพลัง
และแข็งแกร่งถึงขั้นสามารถข่มขวัญผู้ฝึกปราณโดยรอบได้
เยว่ฉีกลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาเคร่งเครียดจ้องมอง กวาดพลังจิตออกไป
ตรวจสอบสิ่งที่อยู่ด้านใน
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เข้าไปสัมผัส สิ่งนั้นก็เผยร่างจริงออกมา
เสียงคำรามดังกึกก้อง หมอกดำสลายหายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือมังกร
ตัวหนึ่ง ร่างกายสีดำขลับเป็นประกาย ดวงตาแดงก่ำไร้ความรู้สึก แค่หายใจ
ออกมาก็สัมผัสได้ถึงอันตราย
มังกรทมิฬคือชื่อเรียกของสิ่งมีชีวิตตรงหน้า
มันขู่ร้องคำรามใส่มังกรทอง มังกรทองของนางก็ขู่คำรามกลับไป
เช่นเดียวกัน
การต่อสู้โดยรอบหยุดชะงักไปชั่วขณะ หลังการกดข่มกันของสัตว์อสูรแสน
แข็งแกร่ง ก่อนที่มังกรทั้งสองตนจะพุ่งเข้าใส่กัน ฟาดฟันกันเต็มกำลัง พวกมัน
เคลื่อนไหวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเห็นเพียงประกายแสงสองสีเข้าปะทะกัน
เคลื่อนตัวผ่านก้อนเมฆสีขาวขึ้นไป เกิดเป็นแสงวูบวาบบนฝากฟ้ายามตะวันเฉิด
ฉาย
“ตอนนี้ก็เหลือแค่เราสองคนแล้ว…” ชายตรงหน้าละสายตาจากสัตว์อสูร
มาที่นาง
เพียงเพราะต้องการตัวข้า ชายผู้นี้เตรียมตัวมาดีแค่ไหนกัน
“เหตุใดต้องเป็นข้า!! ข้าไม่เคยรู้จักเจ้ามาก่อน!!” มาถึงตอนนี้เยว่ฉีก็ยังไม่
เข้าใจ ชายผู้นี้ต้องการอะไรจากนางกันแน่
“เพราะสิ่งที่เจ้ามีจะช่วยให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริง” เขาไม่คิดจะ
ตอบคำถาม ย่างก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
เยว่ฉีเผยสีหน้าเคร่งเครียดถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะหลบสายตา
จะต้องหยุดให้ได้ ต้องจัดการเขาให้ได้
“คงไม่ง่ายเช่นนั้น”
“ง่ายหรือไม่ แค่ลองดูก็รู้แล้ว” กล่าวจบร่างตรงหน้าพลันหายไปจาก
สายตา แต่จิตที่แผ่ขยายออกไปยังสัมผัสได้อยู่
‘ด้านข้างสินะ’ นางหันไปพร้อมลูกไฟในมือ หลังอีกฝ่ายเข้ามาในระยะ
ประชิด บอลไฟก็ถูกซัดเข้าใส่ทันที เสือเขี้ยวดาบที่รออยู่ด้วย เพราะสัมผัสการ
เคลื่อนไหวอีกฝ่ายได้รีบกระโจนเข้าใส่ทันที
ชายผู้นั้นชะงัก หันไปหาสัตว์อสูร ในมือเขาปรากฏเพลิงสีดำ ตวัดขึ้น
ขัดขวางการโจมตีของสัตว์ร้าย
หญิงสาวใช้จังหวะที่อีกฝ่ายชะงัก แทงดาบสั้นเข้าใส่ ทว่าเพลิงสีดำที่
ปรากฏออกมาราวกับมีชีวิต แบ่งส่วนหนึ่งออกมาสกัดการโจมตีของนาง
ปลายมีดถูกหยุดเอาไว้ทันที
“เยว่กุยตอนนี้แหละ!!” เต่าน้อยที่รอคำสั่งอยู่ก่อนแล้ว ปล่อยสายฟ้าฟาด
เป้าหมายทันที
ชายหนุ่มกระโดดหลบการโจมตี จิปากด้วยความไม่พอใจ แม้การโจมตีจะ
ทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน ผสมกับประกายสายฟ้า
หมวกที่ปกคลุมอยู่ของเขาจึงถูกปลายเล็บข้างหนึ่งของเสือเขี้ยวดาบเกี่ยวขาด
ออกไป
เผยใบหน้าภายใต้ผ้าคลุม
“ใบหน้านั่น…” หนึ่งในผู้นำสามตระกูลเอ่ยออกมา
พวกเขาจ้องมองใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปี ทว่ากลับจำมันได้ชัดเจน
เพราะถึงแม้จะไม่เคยได้เห็นของจริง แต่สายเลือดตระกูลใหญ่รุ่นแล้วรุ่นเล่า
ต่างเคยเห็นผ่านภาพวาดกันทั้งนั้น
“อันหลิน?”
“อย่าได้เผยเรียกชื่อนั้นออกมา พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติเอ่ยชื่อนั้น!!”
น้ำเสียงและสายตาเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาล จ้องผู้นำตระกูลทั้งสาม
เชื้อสายของเจ้าพวกนั้น สายเลือดที่ทำลายตระกูลของเขา ทั้งที่คิดว่า
อดทนได้แล้วแท้ ๆ แต่เมื่อได้ยินเจ้าพวกนี้เอ่ยเรียกชื่อบิดา เขาก็ไม่สามารถอด
กลั้นความรู้สึกโกรธเกลียดเอาไว้ได้
“ข้าจำได้ว่าอันหลินตายไปแล้วนี่ ท่านปู่กับท่านพ่อบอกว่าตระกูลอันสูญ
สิ้นแล้ว แล้วเหตุใด”
“ข้าบอกให้หุบปาก!!” ชายหนุ่มเอ่ยออกมา พร้อมเพลิงสีดำแหลมคมพุ่ง
เข้าใส่กลุ่มผู้นำตระกูลทั้งสาม
ผู้นำตระกูลหม่ายกมือขึ้นปัดการโจมตีของเขา หันไปส่งสายตาให้ผู้นำ
ตระกูลทั้งสอง
พวกเขาพยักหน้าเข้าใจทันที ก่อนจะปล่อยเหลนให้เป็นอิสระ คนถูกปล่อย
หันไปมองผู้ปกครองชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งเข้าช่วยเหลือสหายทันที
ตระกูลหมิงมีเรื่องกับบุรุษแปลกหน้าพวกเขาสามารถยืนมองสิ่งที่กำลัง
เกิดขึ้น พร้อมชั่งน้ำหนักในใจถึงผลได้ผลเสียว่าจะลงมือช่วยเหลือดีหรือไม่
แต่เมื่อรับรู้ว่าคนที่ต้องการสตรีผู้นั้นอาจเป็นเชื้อสายตระกูลอัน พวกเขาคง
ไม่อาจนิ่งเฉยมองการต่อสู้ได้
“เจ้าคงเป็นนายน้อยที่หายตัวไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นสินะ” ผู้นำตระกูล
หม่าเอ่ยออกมาอีกครั้ง พวกเขาจดจำสิ่งที่เกิดเมื่อสองร้อยปีก่อนได้ดี
เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปี พวกเขายังจดจำมันได้ขึ้นใจ
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตถูกส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นไม่ให้ตระกูลที่เกี่ยวข้องลืม
เลือน
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม มองตระกูลใหญ่ทั้งสามปล่อยเหลน ๆ ของตนเข้า
ร่วมการต่อสู้ ความรู้สึกบนใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง มองคนที่อายุ
ใกล้เคียงกันเดินเข้ามาขั้นกลางระหว่างเขากับหญิงสาว
ความรู้สึกบนใบหน้าของเขาหายไปแล้ว สิ่งที่หลงเหลือบนใบหน้ามีเพียง
ความเรียบเฉยแสนเย็นชา ดวงตาชายหนุ่มวูบไหวก่อนเอ่ยออกมาว่า
“ในเมื่อพวกเจ้าเลือกแล้ว เช่นนั้นอย่าได้รู้สึกผิดทีหลัง” กล่าวจบประกาย
แสงสีดำพลันปรากฏขึ้น พุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
แม้ความจริงจะยังไม่พร้อมต่อสู้กับสามตระกูลที่เหลือ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
แผนสำรอง ในเมื่อเรื่องราวทุกอย่างดำเนินมาในทิศทางนี้ ทางเลือกที่เหลือคงมี
แต่ต้องชิงตัวนางมาให้ได้โดยเร็ว
ประกายตาวาบผ่านนัยน์ตาผู้นำตระกูลทั้งสาม ยิ่งเห็นพลังนี้พวกเขายิ่ง
มั่นใจ อีกฝ่ายจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอันแน่นอน