ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 139 ศึกชี้ชะตา ตอนปลาย
ตระกูลอัน ตระกูลที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อสองร้อยปีก่อน ความสามารถพิเศษ
ซึ่งสืบทอดมารุ่นสู่รุ่นคือความสามารถในการควบคุมเพลิงทมิฬ ด้วยเหตุนี้ทั้ง
สามตระกูลจึงมั่นใจว่า ชายตรงหน้ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอัน ส่วนจะเป็น
ใครนั้นคงต้องรีดถามข้อมูลออกมาอีกที
นัยน์ตาชายชุดดำเรียบเฉย เขายกมือขึ้นสูงก่อนจะตวัดลงมา ประกายแสง
สีดำนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้นพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย
เส้นแสงสีดำนับพันนับหมื่นราวห่าฝนพุ่งเข้าใส่คนทั้งสี่ ผู้นำตระกูลทั้งสาม
หันไปส่งสายตาให้กันแล้วพยักหน้า พวกเขาขยับเคลื่อนไหวเป็นรูปสามเหลี่ยม
จากนั้นประกบมือเข้าหากันเป็นรูปหลังคา ชูขึ้นเหนือศีรษะ ปราการสีแดงเข้ม
พลันปรากฏป้องกันการโจมตีราวฝนดาวตกของอีกฝ่าย
ม่านป้องกันที่รวมพลังของผู้นำตระกูลนั้นแข็งแกร่งพอจะป้องกันการโจมตี
ของเขาได้ ทว่าชายผู้นั้นก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขา
ต้องการ เขายกขาก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว เพียงพริบตาก็เข้ามาประชิดหน้า
ม่านป้องกัน
“คิดว่าของอ่อนหัดเช่นนี้จะปกป้องพวกแกได้งั้นหรือ?” วาจาสุภาพเหือด
แห้งไป เหลือไว้เพียงความโกรธเกลียดในน้ำเสียง
“ในเมื่อเจ้าหาใช่อันหลิน เช่นนั้นคงเป็นอันลุ่ยกระมัง” อีกฝ่ายชะงักมือที่
ยื่นมาตรงหน้า เผยรอยยิ้มขึ้นในที่สุด
“ไม่คิดว่าพวกแกจะจดจำชื่อคนในตระกูลที่ถูกพวกแกสังหารได้” น้ำเสียง
เขาไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าคำตอบนั้นกลับทำให้พวกเขาถึงกับพูดไม่ออก
หากบอกว่าเป็นอันลุ่ยเช่นนั้นอายุต้องไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี เหตุใดใบหน้าถึง
ยังเยาว์วัยไม่ต่างจากชายวัยกลางคนเช่นนี้
“เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่ เหตุใดใบหน้าถึงยังอ่อนเยาว์เช่นนี้!!” ไท่จางฉี
ผู้นำตระกูลไท่เอ่ยถาม สาเหตุของการกวาดล้างในครั้งนั้น เป็นเพราะตระกูล
อันใช้ชีวิตคนเพื่อสร้างโอสถยืดชีวิต
เช่นนั้นการที่อีกฝ่ายมีใบหน้าเยาว์วัยอาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อสอง
ร้อยปีก่อน
“หาใช่เรื่องที่คนกำลังจะตายต้องรับรู้” มืออันลุ่ยสัมผัสม่านพลัง กำเข้าหา
กันแน่นไม่ถึงครึ่งจิบชาม่านพลังซึ่งเกิดจากการผสานพลังของผู้นำทั้งสามพลัง
ปริแตก ก่อนจะพังลงในที่สุด
ฝ่ามือตรงหน้าลอดผ่านม่านพลังพังทลายเข้ามาใกล้หม่าหวงที่ยืนอยู่ตรง
กลางระหว่างผู้นำอีกสองคน มือข้างนั้นยังไม่ทันสัมผัสถูกคอ หม่าหวงก็รีบยก
มือขึ้นเปลี่ยนวิถีการเคลื่อนไหว ผลักมือข้างนั้นไปด้านข้างก่อนจะม้วนแขนจับ
มือนั้นไว้แล้วดึงเข้าหาตัว
พร้อมยกเท้าข้างหนึ่งหวังซัดเข้าที่ท้องอีกฝ่าย
อันลุ่ยมีหรือจะยอมให้เขาทำร้าย เขายกมือขึ้นป้องกันการโจมตี อ้าปาก
ออกกว้าง ประกายสีดำพุ่งออกมาจากปากพุ่งใส่ศีรษะหม่าหวง
คนถูกโจมตีเอนตัวหลบไปด้านหลัง ก่อนจะปล่อยมือที่จับมืออีกฝ่ายไว้
เอี้ยวตัวกลับคืนมาอีกครั้งแล้วประทับฝ่ามือทั้งสองออกไป
ฝ่ามือทั้งสองซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังปราณถูกซัดออกไป อันลุ่ยยังคง
ตอบสนองได้รวดเร็วเช่นเดิม ชายหนุ่มยกมือขึ้นสร้างเพลิงทมิฬขึ้นมาขัดขวาง
การโจมตี กระโดดดีดตัวขึ้นสูงเหนือตำแหน่งเดิม เตะเท้ากลางอากาศเข้าหา
ศัตรู สร้างเพลิงสีดำคมกริบขึ้นมาแล้วซัดใส่หม่าหวง
ผู้นำที่เหลือทั้งสองคนเคลื่อนไหวประกบซ้ายขวา ออกกระบวนท่าพร้อม
กัน ซัดใส่อันลุ่ย
ใบหน้าอันลุ่ยยังคงเรียบนิ่ง หลังประมือกันได้ไม่นานเขาก็หยุดชะงักเอ่ย
ออกมาว่า
“ถึงเวลาแล้ว” กล่าวจบด้านหลังเขาพลันโลงศพปรากฏขึ้นสามโลง กลุ่ม
ควันสีดำคละคลุ้งออกมาจากโลงศพทั้งสาม และไม่นานสามฝาโลงก็ถูกถีบออก
สิ่งที่ก้าวออกมาจากด้านในนั้นทำเอาผู้นำทั้งสามถึงกับดวงตาเบิกกว้าง
“ทะ…ท่านบรรพบุรุษ”
สิ่งที่ถูกเก็บอยู่ในโลงศพคือศพของผู้นำรุ่นก่อน อันลุ่ยได้ใช้คาถาพิเศษนำ
วิญญาณและร่างกายของพวกเขามาใช้งาน
คาถานี้ถูกเรียกว่า ชักใยวิญญาณประสานร่างศพ
เป็นการอัญเชิญวิญญาณขึ้นมาแล้วผนึกเข้าไปในกายเนื้อ จากนั้นกายเนื้อ
จะเปลี่ยนรูปร่างให้เหมือนดวงวิญญาณที่ผนึกลงไป ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ
หรือหน้าตาล้วนเหมือนตัววิญญาณที่บรรจุลงไป
พูดง่าย ๆ คือ ร่างที่พวกเขาเห็นตรงหน้า สามารถใช้ความสามารถของผู้นำ
รุ่นก่อนได้ รวมไปถึงความแข็งแกร่งก่อนที่พวกเขาจะตายด้วย แม้ความ
แข็งแกร่งที่ว่าจะลดลงหนึ่งขั้นก็ตาม
“เจ้า!! ทำอะไรกับพวกท่านกัน”
“จุ๊ ๆ อย่าโมโหสิ ข้าเพียงคิดว่าพวกเจ้าคงคิดถึงคนที่จากไปจึงเรียกออกมา
ให้ได้พบหน้ากันอีกครั้ง”
“หม่าหวง?”
“อู๋อันไห่?”
“ไท่จางฉี?”
ศพที่พึ่งก้าวออกมาจากโลงศพเอ่ยออกมาด้วยความงุนงง พวกเขาตายไป
แล้วมิใช่หรือ? เหตุใดถึงสามารถมองเห็นใบหน้าของลูก ๆ ได้เล่า
“พวกท่านพึ่งได้สติกันสินะ เช่นนั้นข้าจะบอกเรื่องดี ๆ ให้ฟัง ข้าเป็นคน
เชิญพวกท่านออกมาเอง ให้มาสังหารลูกของพวกท่าน” ชายหนุ่มยิ้ม แววตา
และรอยยิ้มมีความสุขเสียเหลือเกิน
บรรพบุรุษเหล่านั้นหันไปยังทิศทางเสียง ก่อนเอ่ย
“อันหลิน? เจ้ายังไม่ตายหรือ?” ทั้งสามเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“ท่านพ่อข้าตายไปแล้ว ตายไปเพราะพวกแก!!” ตะโกนออกมาด้วยความ
เดือดดาล ก่อนจะสูดหายใจปรับลมหายให้กลับมาเป็นเช่นเดิม “หมดเวลา
รำลึกความหลังแล้ว ขอให้สนุกกับการได้มาพบหน้ากันในรอบหลายสิบปี”
กล่าวจบอันลุ่ยก็ประทับตราคำสั่ง สั่งให้คนทั้งสามเข้าโจมตีลูกหลานของตนเอง
แม้พวกเขาจะมีจิตสำนึก ทั้งยังรู้ว่าคนที่ตนกำลังสู้อยู่นั้นเป็นใคร ทว่า
ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง พุ่งตัวเข้าหาลูกหลานทันที
อันลุ่ยมองภาพความวุ่นวายนั้น ก่อนจะหันหน้ามาหาเยว่ฉี
“เอาละ ตัวเกะกะก็ไปแล้ว จากนี้ก็ถึงเรื่องของเราเสียที”
“ไม่มีเรื่องของเรามาตั้งแต่แรก มีเพียงเจ้าที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้า”
“เยว่ฉี โชคชะตาบางครั้งก็เล่นตลก ในเมื่อเจ้าเกิดมาเพื่อข้า เช่นนั้นก็จง
ยอมมาเป็นของข้าเสีย”
“ฝันไปเถอะ” เยว่ฉีกล่าวพร้อมปล่อยเข็มเพลิงออกไป นางไม่มีทางยอมไป
กับชายผู้นี้แน่นอน
ใครจะไปยอมกัน!!!
อันลุ่ยดวงตาวูบไหว เขาชื่นชอบสตรีดื้อดึงก็จริง แต่มากไปก็พาให้รู้สึก
รำคาญ
ความดื้อดึงของนางเริ่มทำให้เขาหมดความอดทนแล้ว
เขาเตะเท้าบนอากาศเคลื่อนกายเข้าหาหญิงสาวทันที ปัดป้องการโจมตี
ทั้งหมดทิ้ง การโจมตีของนักหลอมโอสถขั้นเซียนไม่มีทางทำอันตรายใด ๆ ต่อผู้
ฝึกปราณขั้นตำนานระดับต้นได้
การโจมตีของนางไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวด สร้างได้เพียงความรู้สึกขันยุบยิบ
เท่านั้นเอง
“เลิกเล่นตัวได้แล้ว เวลาที่เจ้าจะได้อยู่กับชายผู้นั้นมันจบลงแล้ว”
“คิดหรือว่าข้าจะยอม!!” ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่หากก็ไม่คิดจะยอมแพ้
เจ้าเสือสัตว์อสูรสัญญาของเยว่ฉีกระโดดมาขวางเจ้านายของมันกับศัตรู
ทันที ขู่คำรามแล้วกระโดดเข้าใส่
“เจ้าสัตว์เดรัจฉานคิดหรือว่าจะหยุดข้าได้” เปลวเพลิงสีดำปรากฏบนหลัง
อีกฝ่าย แล้วพุ่งมาด้านหน้าพร้อมเจ้านายของมันที่ถีบตัวเข้าหาเยว่ฉี
เสือเขี้ยวดาบกระโดดเข้าไปขัดขวางการโจมตีนั้น เท้าสองข้างปัดป้องการ
โจมตี พร้อมทั้งระเบิดพลังขู่คำรามออกไป
ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็หาได้หันหลังหนี ยังคงมุ่งหน้าเข้ามาเช่นเดิมพร้อมเพลิง
สีดำแหลมคมในมือ ของแหลมคมในมือถูกแทงมาด้านหน้าหวังทำร้ายเจ้าเสือ
เยว่ฉีไม่มีทางยินยอม สื่อสารกับสัตว์อสูรของตนทันที ทว่าเหมือนทุกอย่าง
จะช้าไป
เพลิงสีดำแทงทะลุร่างเสือเขี้ยวดาบในการโจมตีเดียว
“เจ้าเสือ!!” หญิงสาวตะโกนลั่น วิ่งเข้าหาสัตว์อสูรของตน
อันลุ่ยชักอาวุธกลับคืนมา ตวัดเลือดทิ้ง มองเสือเขี้ยวดาบที่ยังคงยืนหยัด
อยู่ได้ เขาหยักมุมปากขึ้นด้วยความตื่นเต้นเอ่ยออกมาว่า
“สายตาแน่วแน่ดี แต่น่าเสียดายที่ไม่นานจะต้องไปแล้ว” กล่าวจบก็ปล่อย
พลังไฟออกมาเผาร่างเสือเขี้ยวดาบทิ้ง
ครั้งนี้เยว่ฉีเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่า สามารถดึงสัตว์อสูรของตนกลับคืนมา
ได้ทันก่อนที่เปลวเพลิงนั้นจะเผาร่างเสือเขี้ยวดาบ
นางมองเสือเขี้ยวดาบที่ตอนนี้นอนหายใจรวยรินอยู่บนฝ่ามือ ร่างกายหด
เล็กลงแล้ว บาดแผลกลางอกใหญ่มากไม่มีทีท่าว่าเลือดจะหยุดไหลเลย
“ดื่มสิ่งนี้แล้วกลับเข้าไปพักผ่อนก่อน” นางป้อนโอสถและน้ำแห่งชีวิตให้
สัตว์อสูรของตนก่อนจะนำเข้าไปนอนพักผ่อนในมิติ
เยว่ฉีตวัดสายตามองศัตรู ดวงตานางเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความ
เสียใจ
ในเมื่อทุกอย่างมาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้สิ่งนั้น
นางจำเป็นต้องเทหมดหน้าตักไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางก้าวผ่านเหตุการณ์
ตรงหน้าไปได้
หากกวาดตามองให้ดีจะเห็นว่า ไม่ว่าจะมุมใดรอบกายนี้ล้วนเต็มไปด้วย
การต่อสู้ ในบรรดาคู่ต่อสู้และสหายร่วมต่อสู้นับไม่ถ้วน ทุกคนต่างกำลังสู้กัน
เต็มที่
ไม่มีใครว่างพอจะมาช่วยเหลือนางได้
“ที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ล้วนเกิดจากความดื้อดึงของเจ้า” เขามองใบหน้า
เปื้อนน้ำตา มองความเสียใจ ความโกรธเกลียดที่สะท้อนออกมาจากนัยน์ตา
ตรงหน้า
ไม่ว่าจะถูกเกลียดหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับเขาคือการพาตัว
นางกลับไป
หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง
“ใช่ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นเพราะเจ้า และข้าไม่มีวันให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ”
กล่าวจบในมือเยว่ฉีพลันปรากฏขวดโอสถ หมิงเหยาที่คาดเดาได้ว่าเหลนสาว
คิดจะทำอะไรรีบเอ่ยห้ามออกไปทันที
‘เยว่ฉีอย่าได้ทำเช่นนั้น!!’ นางกลอกโอสถระเบิดพลังเข้าปากไปหลายเม็ด
พร้อมดื่มน้ำแห่งชีวิตตามเข้าไปด้วย
“ไม่ข้าก็เจ้าที่จะต้องสูญสิ้นในวันนี้!!” สิ้นสุดคำพูดพลังในตัวเยว่ฉีพลัน
แข็งแกร่งขึ้น
จากนักหลอมโอสถขั้นเซียนระดับกลาง พุ่งทะยานขึ้นไปสู้นักหลอมโอสถ
ขั้นเทพระดับสูง
โอสถที่นางกินเข้าไปช่วยให้สามารถดึงพลังทั้งหมดมาใช้ในเวลาสั้น ๆ มัน
จะเผาผลาญปราณกำเนิดไปเรื่อย ๆ จนกว่าปราณนั้นจะเหือดแห้งก็ตาม และ
หากไม่มีการเติมเต็มพลังปราณเข้าไปนางจะต้องตายในที่สุด
เช่นเดียวกับสิ่งที่หมิงเทียนหยางทำ แตกต่างที่นางไม่ต้องสังเวยวิญญาณ
และร่างกายของตน
‘เจ้าบ้าไปแล้วหรือ หากเจ้าทำเช่นนี้แล้วชีวิตเจ้าเล่า!!’
นางเผยยิ้ม เป็นยิ้มอบอุ่นอย่างที่อันลุ่ยไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น
“ท่านอาจารย์ หากข้าไม่ไหวแล้วที่เหลือข้าขอฝากท่านด้วย” กล่าวจบ
เปลวเพลิงพลันลุกโชนขึ้นด้านหลังนางทันที