ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 140 น้องชาย
การกระทำของเยว่ฉีไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย สิ่งที่หมิงเหยาทำได้หลังจาก
นี้คือ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อไม่ให้ปราณกำเนิดของนางเหือดแห้งจนไม่สามารถ
กลับคืนสภาพเดิมได้อีก
ไม่เช่นนั้นหัวใจที่เต้นอยู่จะหยุดลง
“ภรรยา!!” หานลั่วอี้สัมผัสได้ถึงความผิดปกติละความสนใจจากศัตรูไป
มองภรรยา ก่อนจะเห็นว่านางหันมาสบตาเขาครู่หนึ่ง เผยยิ้มออกมาทว่าแวว
ตากลับเศร้าโศกก่อนพลังรอบกายจะปะทุขึ้นสูงเกินกว่าระดับฝึกปราณใน
ปัจจุบัน
เขาคิดจะเข้าไปขัดขวางการกระทำและหยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เหมือน
คู่ต่อสู้ไม่คิดจะปล่อยให้ทำดั่งใจนึก
“คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าได้ทำตามที่ต้องการหรือ?” ชายตรงหน้าเคลื่อน
กายมาขวาง ด้วยระดับฝึกปราณใกล้เคียงกันทำให้หานลั่วอี้ยากจะเอาชนะ
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้เร็วที่สุดแล้วไปช่วยเหลือภรรยา
“ไม่เห็นต้องมองข้าด้วยสายตาน่ากลัวเช่นนี้ เพราะไม่ว่าพวกเจ้าจะดิ้นรน
มากเท่าใด ท้ายที่สุดแล้วสตรีผู้นั้นจะต้องกลายมาเป็นคนของเจ้านายข้าอยู่ดี”
“เหตุใดต้องเป็นภรรยาข้า คนในดินแดนนี้มีตั้งมากมายเหตุใดต้องหมายตา
นาง!!”
“ใครใช้ให้ภรรยาเจ้าพิเศษพอจะทำให้เจ้านายข้าแข็งแกร่ง แข็งแกร่งขึ้นยิ่ง
กว่าผู้ใด หากจะโทษต้องโทษที่นางเกิดมาเป็นผู้ถูกเลือก” พูดจบอีกฝ่ายก็พุ่ง
เข้าใส่หานลั่วอี้ทันที
ทวนยาวในมือหมุนวนไปมาก่อนจะฟาดลงมา ชายหนุ่มยกดาบขึ้นป้องกัน
ปัดวิถีทวนออกห่างจากตัวก่อนจะแทงดาบกลับไป แล้วการประมืออีกหลาย
กระบวนท่าระหว่างผู้ฝึกปราณขั้นเทพก็เริ่มต้นอีกครั้ง
การต่อสู้ครั้งนี้สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ผู้คนที่อยู่เกาะด้านล่างต่างพยายาม
หนีห่างออกไปให้ไกล ไม่ให้ตนได้รับความเสียหายจากการสู้กันของผู้แข็งแกร่ง
แม้ต้องการมองดูการต่อสู้ แต่หากให้เลือกระหว่างความอยากรู้อยากเห็นกับ
ชีวิต พวกเขาย่อมเลือกชีวิต
เกาะด้านล่างซึ่งมักคึกคักอยู่เสมอไร้ซึ่งผู้คนไปนานแล้ว ความเสียหายจาก
การปะทะกันของผู้แข็งแกร่งได้ทำลายเกาะลอยฟ้าไปหลายเกาะ
“เจ้าถึงกับใช้วิชานี้เพียงเพื่อไม่ต้องการให้ข้านำตัวเจ้าไป จะบอกว่าเจ้าเป็น
สตรีน่ายกย่องหรือโง่เขลาดี” เขาหยักยิ้ม มองพลังที่เพิ่มขึ้นจนเกือบจะเท่าพลัง
ที่เขาถือครองอยู่
มองหญิงสาวปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาแล้วตั้งท่าพร้อมต่อสู้
เยว่ฉีจ้องมอง พลังที่เพิ่มขึ้นในชั่วพริบตาส่งผลให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด รู้สึก
ราวกับว่าปราณกำเนิดกำลังถูกเผาไหม้และเหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว
ริมฝีปากนุ่มขยับร่ายคาถา ยกมือยื่นไปข้างลำตัวก่อนจะตวัดไปอีกฝั่ง บอล
เพลิงยักษ์ปรากฏขึ้นและพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว จากนั้นโจมตี
ระลอกสองซ้ำเข้าไปด้วยคาถาบอลไฟ
บอลไฟเหนือท้องฟ้านับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาอันลุ่ยราวห่าฝน
ชายตรงหน้าดวงตาวูบไหว ยกมือขึ้นด้านข้างทำมือเหมือนว่ากำลังบีบอะไร
บางอย่าง ลูกไฟยักษ์ที่พุ่งเข้ามาใกล้พลันแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ก่อนจะถึงตัว
เขาขยับตัวอีกครั้ง วาดมือกลางอากาศบอลไฟลูกเล็กปะทะเพลิงทมิฬก่อน
จะสลายหายไป
ระหว่างที่อันลุ่ยกำลังสนใจการโจมตีระลอกสอง เยว่ฉีได้ กวาดพลังออกไป
สัมผัสตัวตนอีกฝ่าย นางเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วไปด้านหลังศัตรู ในจุด
บอดของสายตา แทงดาบเข้ากลางหลัง
“คิดว่าข้าจะจับเจ้าไม่ได้หรือ? ” สิ้นเสียง เพลิงทมิฬพลันลุกโชนกระชาก
ดาบสั้นเข้าหาผู้เป็นนาย
“ข้าหรือก็หวังว่าจะพาเจ้าไปได้โดยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน แต่เจ้ากับไม่เคยให้
ความร่วมมือสักครั้ง” กล่าวจบก็หันหลังกลับมา ยึดมือหญิงสาวดึงเข้าหาตัว
ตวัดเท้าเตะเข้าที่ท้องเต็มแรง
เขาปล่อยมือหลังเตะเข้าที่ท้อง เยว่ฉีถูกเตะกระเด็นไปด้านหลังหลายจั้ง
อีกฝ่ายตามมาติด ๆ ยกเท่าขึ้นหวังกระทืบซ้ำ
หญิงสาวหลบการโจมตีครั้งที่สอง ใช้มือจับเท้าที่กระทืบลงมา จากนั้นตวัด
เท้าขึ้นเตะหลังอีกฝ่าย อันลุ่ยเสียหลักเล็กน้อยนางใช้จังหวะนี้กระโดดขาคู่เตะ
เข้ากลางหลัง ก่อนจะกระโดดหลบออกมา
หญิงสาวยกมือขึ้นเซ็ดเลือดมุมปาก สายตาเดือดดาลจ้องมองชายตรงหน้า
ไร้ซึ่งคำพูดใด ทั้งสองคนเข้าปะทะกันอีกครั้ง
ผ่านไปไม่กี่เฟิน พลังที่ได้รับมาเริ่มเหือดแห้ง ใบหน้างดงามเริ่มไร้สีเลือด
ลมหายใจติดขัด
ร่างกายเริ่มอ่อนแรงขึ้นมาแล้ว จังหวะเดียวกับที่มังกรของนางกลับมา
มังกรทองหลังต่อสู้กับมังกรทมิฬสภาพไม่สู้ดีนัก ถึงอย่างนั้นไส้เดือนน้อย
ของนางก็สามารถทำให้มังกรอีกฝ่ายมีสภาพไม่ต่างกัน
“ไส้เดือนน้อย!!” นางโยนขวดหยกเข้าปากมังกรทองหลายขวด ในนั้นเต็ม
ไปด้วยน้ำแห่งชีวิต ร่างกายซึ่งเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะเริ่มรักษาตนเอง
มังกรทองคำรามขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายอ่อนแรงฟื้นกำลังขึ้นมาแล้ว มันหัน
ไปขู่ศัตรู แล้วมังกรทั้งสองก็เข้าต่อสู้กัน
จังหวะที่มังกรทั้งสองเข้าปะทะกัน นางได้กระดกน้ำแห่งชีวิตเข้าปากไปอึก
ใหญ่ รู้ทั้งรู้ว่าหากยังฝืนใช้วิชานี้ต่อชีวิตจะอยู่ในอันตราย ถึงกระนั้นเยว่ฉีก็ไม่
คิดที่จะหยุดมัน
“มาจบเรื่องระหว่างเราได้แล้ว”
“คนที่จบคงเป็นเจ้า!!” อันลุ่ยเอ่ย
แล้วทั้งสองก็เข้าปะทะ ประมือกันด้วยความรวดเร็ว หลังเวลาผ่านไปราว
ห้าเฟินเยว่ฉีสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนร่างกายอีกฝ่าย ฝ่ามือข้างหนึ่งถูกเผา
ไหม้จากพลังธาตุไฟของนาง รวมไปถึงแขนที่ถูกดาบสั้นปาดจนเลือดไหลซึม
ออกมา
“ยังจะดื้อด้านอยู่อีกหรือ? ยอมไปกับข้าเสียที!!”
“ไม่ ถึงตายข้าก็ไม่ไปกับเจ้า!!”
“สตรีดื้อดึงเช่นเจ้า ทำให้ข้ารำคาญใจมากเสียจริง”
“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้ามายุ่งวุ่นวายกับข้า เป็นเจ้าเองที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับข้า!!”
ทั้งสองระบายความรู้สึกออกมาระหว่างที่กำลังต่อสู้กัน
ผ่านมาเกือบสองเค่อความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสองคนยิ่งชัดเจน
มากยิ่งขึ้น เยว่ฉีหายใจเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นถี่ระรัวไม่ว่านางจะกลืนโอสถฟื้นฟู
พลังปราณหรือน้ำแห่งชีวิตเข้าไปมากเท่าใด ก็ไม่สามารถตามทันพลังปราณที่
ถูกดึงมาใช้งาน
และไม่นานหลังนางก็ถูกจับได้
“อึก!!” เยว่ฉีถีบเท้ากลางอากาศ อ้าปากออกโกยลมหายใจเข้าไป สองมือ
จับมืออีกฝ่ายง้างออกจากลำคอ
“หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องไปกับข้าเสียที” แรงที่กดลงบน
คอเพิ่มมากขึ้น เยว่ฉียังคงดิ้นรนทั้งที่ริมฝีปากเริ่มซีดเซียว ดวงตาพร่าเลือน
แรงถีบเบาลงเรื่อย ๆ
“ภรรยา!!” หานลั่วอี้ตะโกนก้องพุ่งตัวมาทางนาง
“หลบไปอย่ามาขวางข้า!!”
“เจ้าที่เอาชนะข้าไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้น”
“ข้าบอกให้หลีกทางอย่างไรเล่า!!” ชายหนุ่มระเบิดพลังออกมา จังหวะ
เดียวกับที่ร่างกายของภรรยาผิดปกติ
“กลิ่นกายนี้มัน…” อันลั่วหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ความรู้สึกที่สัมผัสได้จาก
ร่างตรงหน้าทำเขาสับสน
เหตุใดถึงได้มีบรรยากาศของใครอีกคนปรากฏขึ้นบนตัวนาง พลังปราณที่
รับรู้ได้ก็แปลกไป ดวงตาที่เมื่อสักครู่นั้นเลื่อนลอยพลันแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง
“ปล่อยเหลนสาวข้า!!” หมิงเหยาเอ่ย จ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง
พลังในตัวเยว่ฉีปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้สูงขึ้นถึงระดับที่ใกล้เคียงกับเขา
“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพาตัวนางไปที่ใดทั้งนั้น” หมิงเหยาเอ่ย ดวงตา
ตรงหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่เป็นมิตรและเกลียดชัง
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้ง เขาไม่รู้จักคนตรงหน้า
คนตรงหน้าไม่ใช่สตรีที่เขาต้องการ
“เจ้าเป็นใคร?”
“หมิงเหยา? นั่นเจ้าหรือ?” ไม่ว่าผู้คนโดยรอบจะสงสัยและรับรู้ได้ถึงความ
ผิดปกติ ทว่าสำหรับหมิงต้วนแล้วชายชรากลับรู้สึกคล้ายไม่อยากจะเชื่อ
ปลายสายตาตรงนั้น เห็น ๆ อยู่ว่าร่างที่กำลังงัดมืออันลั่วอยู่นั้นคือเยว่ฉี
แล้วเหตุใดความคุ้นเคยที่เขาสัมผัสได้ถึงเป็นพลังปราณของน้องชายไปได้เล่า
หมิงเหยาหันไปสบตาหมิงต้วนก่อนเผยยิ้มเพียงชั่วครู่ แล้วดึงสายตา
กลับมสบเข้ากับอันลุ่ย
“เรื่องนี้ควรจบลงได้แล้ว” สิ้นสุดเสียง ตัวนางพลันโอบล้อมไปด้วยแสงสี
เขียวเหลืองนวล ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
หมิงเหยาได้ขอร้องให้จิตแห่งพงไพรแบ่งพลังมาให้ตนหยิบยืมส่วนหนึ่ง
“มาจบเรื่องกันเถิด” พูดจบอันลุ่ยผู้มัวตกตะลึงถูกคนตรงหน้าซัดปลิว
ออกไปไกล
หมิงต้วนมองเหลนสาวผู้มีกลิ่นอายของน้องชาย ตนแน่ใจว่าหลังหลุด
เรียกชื่อนั้นออกไป นางหันมาสบตาเขาครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับ
ชายผู้นั้น
เป็นหมิงเหยาจริงหรือ? น้องชายที่เขาเป็นคนวางแผนฆ่าเองกับมือ
แต่ไม่ว่าสิ่งที่สัมผัสได้จะจริงหรือไม่ ตอนนี้หมิงต้วนก็หาได้มีเวลามากพอจะ
เข้าไปกระชากตัวคนมาสอบถามความจริง
ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือการจัดการศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาให้หมด