ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 141 จุดจบของการต่อสู้
การต่อสู้ดำเนินไปนานพอสมควร
หลังหมิงเหยาเข้ามาแทรกแซงการต่อสู้และขอความช่วยเหลือจากจิตแห่ง
พงไพร ในที่สุดก็มองเห็นจุดจบของการต่อสู้เสียที
อันลุ่ยถูกพลังไม่คุ้นเคยภายใต้ใบหน้าสตรีจัดการจนสมองอื้ออึงไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มพยายามปัดป้องฝ่ามือและพลังที่ซัดเข้าใส่สุดความสามารถ ทั้งที่สติ
ยังคงมึนเบลอ
คนเราจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ในเวลาไม่กี่อึดใจได้จริงหรือ อะไรทำให้นาง
เปลี่ยนไปมาถึงขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าเขาเกือบจะพานางไปได้แล้ว!!
แม้ไม่รู้ถึงความเปลี่ยน ทว่าความตั้งใจเดิมก็ไม่ได้ถดถอย นางคือกุญแจชิ้น
สุดท้ายของแผนการ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนำตัวไปให้ได้!!
“นายน้อย พวกเราต้องถอยกันก่อนนะขอรับ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องพ่าย
แพ้!!” ชายชราผู้ติดพันอยู่กับหมิงต้วนเอ่ยขึ้น ฝ่ายนายน้อยกำลังเสียเปรียบ
กองกำลังที่พวกเขาพามาทั้งหมดก็กำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ขืนยังเป็นเช่นนี้
ต่อไปอีกไม่นานพวกเขาต้องแพ้แน่นอน
“ไม่ ข้าจะไม่ถอยไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะพานางกลับไปได้!!”
“นายน้อยแต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้”
“ข้ารู้ พ่อบ้านอย่าได้กังวล เพราะข้าจะใช่สิ่งนั้น” ความสำเร็จมากองอยู่
ตรงหน้าแล้ว จะให้เขายอมแพ้แล้วกลับไปมือเปล่างั้นหรือ? แล้วทุกอย่างที่ทำ
มาทั้งหมดจะไม่สูญเปล่าหรืออย่างไร
สามตระกูลรู้ถึงการมีอยู่ของเขาแล้ว รู้แล้วว่าสายเลือดตระกูลอันยังมีชีวิต
อยู่ เขาไม่มีเวลามากพอที่จะปล่อยให้พวกมันตั้งตัวได้และวางแผนรับมือแล้ว
“นายน้อย” เสียงพ่อบ้านเบาหวิว ตนรู้จักนายน้อยดี เรื่องที่ตัดสินใจไป
แล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจ
อันลุ่ยรู้ตัวแล้วว่าฝ่ายตนกำลังเสียเปรียบ ชายหนุ่มรีบผละห่างจากคน
ตรงหน้า ขยับถอยห่างออกไปหลายจั้ง กวาดตามองคนของตนที่สูญสิ้นไป
หลายชีวิต
ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว คงต้องใช้แผนสุดท้าย
“พ่อบ้าน อาซิน อาซาน มาปกป้องข้า” ทุกคนตอบรับ รีบผละจากคู่ต่อสู้
มายืนข้างกายเขาทันที “ส่วนพวกเจ้ากลับมาได้แล้ว!!”
สิ้นสุดเสียงผู้นำตระกูลรุ่นก่อนพลันถูกดึงกลับเข้ามายืนขนาบข้างชายหนุ่ม
อันลุ่ยยกมือขึ้นดูดกลืนทั้งสามเข้าไปในเพลิงทมิฬ ร่างศพซึ่งถูกควบคุม
พยายามขัดขืนแต่ไม่สามารถขัดขืนพลังที่พรรธณาการวิญญาณของพวกเขาได้
แล้วพวกเขาก็หายไปจากครรลองสายตา
ผู้นำตระกูลทั้งสามเร่งรีบตามมา ทันได้เห็นบรรพบุรุษที่เคารพถูกอีกฝ่าย
กลืนหายไป
“ภรรยา” หานลั่วอี้กลับมาแล้ว เขาสามารถผละมาได้เพราะชายผู้นั้น
เปลี่ยนมายืนข้างกายเจ้านาย
“นายน้อย” สีหน้าชายชราไม่สู้ดีเลย หากเป็นไปได้เขาไม่ต้องการให้นาย
น้อยทำถึงขั้นนี้
“พ่อบ้าน ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี”
กล่าวจบ ศพคนตายมากมายพลันขยับลุกขึ้น อันลุ่ยขยับปากร่ายคาถา
พร้อมร่ายรำเปลี่ยนท่วงท่าไปมา ดูแล้วคล่องแคล่วและอ่อนช้อย ราวกับผ่าน
การฝึกฝนมานานนับไม่ถ้วน
“สิ่งนั้นมัน…” ผู้นำตระกูลหมิงสีหน้าซีดเผือด มองการกระทำตรงหน้าไม่
วางตา
“ท่านผู้นำหมิงท่านรู้หรือว่ามันคืออะไร”
“ชายผู้นั้นกำลังอัญเชิญศพคนตายขึ้นมาใช้งาน!!” พูดยังไม่ทันจบประโยค
ดี ศพมากมายพลันลุกขึ้นยืน ท่าทางเลื่อนลอย สายตาของพวกเขาไร้ซึ่ง
ความรู้สึก
ดวงตาสีขาวโพลนเหลือกขึ้นด้านบนก่อนจะตกลงมาตรง กลาง ภายในนั้น
ถูกเติมเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
เสียงกัดฟันเริ่มดังขึ้น ไม่นานก็ดั่งกะฮึ่มไปทั่วพื้นที่ แล้วศพเดินได้เหล่านั้นก็
พุ่งเข้าใส่พวกเขา
ศพเหล่านั้นมีทั้งศพของพรรคพวกเดียวกันและศพของศัตรู
“ไปเลยกองกำลังของข้า!!” อันลุ่ยเอ่ยเสียงดังลั่น ศพเหล่านี้ใช้พลังปราณที่
ได้จากการดูดซับพลังจากศพทั้งสามมาเป็นพลังงานในการอัญเชิญ
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสองเฟิน ไม่มีกระทั่งคนเข้าไปขัดขวาง
กองกำลังที่คิดว่าได้เปรียบเริ่มเสียเปรียบขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อศพไม่มีวันตาย
พุ่งใส่พวกเขา
ไม่ว่าจะจัดการไปกี่ครั้ง จะทำให้ตายไปกี่หนพวกมันจะลุกขึ้นมาได้ทุกครั้ง
ไป คาถานี้จะไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าผู้ร่ายคาถาจะหยุดมันหรือไม่ก็ฆ่าผู้ร่ายคาถา
เสีย
“พวกนายจงฟัง จัดการตัวขัดขวางแล้วนำตัวนางมา”
“ขอรับ”
ตอนนี้กองกำลังทั้งหมดกลับมารวมตัวกันแล้ว ส่วนลูกศิษย์มากมายที่เหลือ
ล้วนติดพันอยู่กับกองกำลังศพเดินได้
ผู้นำทั้งสาม หมิงต้วน ครอบครัวเยว่ฉี ทุกคนต่างขยับมายืนบังนางไว้
ทั้งหมด
“หมดเวลาของพวกเจ้าแล้ว” อันลุ่ยกล่าว
ชายหนุ่มยกมือขึ้น พลังไม่ทราบที่มาพลันกดทับคนทั้งหมด
พลังของเขาเพิ่มขึ้นอีกขั้นหลังดูดกลืนคนทั้งสาม ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่ม
กลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นตำนานระดับสูง ก้าวขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของมนุษย์
ทว่าพลังที่ได้รับมานี้ยังไม่มั่นคงนัก เขาต้องรีบจับตัวนาง ใช้นางเป็น
ตัวเชื่อมให้พลังที่กำลังเดือดพล่านในร่างกายให้สงบลง
“คิดว่าข้าจะยอมหรือ”
สัญลักษณ์บนหลังมือเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้พลังในกายเยว่ฉี
พุ่งทะยานขึ้นสูงจนอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย
ไม่สิ พลังนี้เหนือกว่าอันลุ่ยด้วยซ้ำ
ผู้คนโดนรอบไม่มีใครขยับได้เลย ทุกคนต่างถูกพลังระดับสูงกดเอาไว้
ทั้งหมด
หญิงสาวไม่มีสตินานแล้วสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตอนนี้เป็นเพียงจิตใต้
สำนึกที่ยังไม่ยอมแพ้เท่านั้น ส่วนหมิงเหยาหลังช่วยเหลนสาวออกมาได้แล้ว
เขาก็กลับคืนสู่มิติ เพราะเยว่ฉีสลบไปแล้วจึงไม่สามารถใช้ร่างกายต่อได้
เยว่ฉีพุ่งเข้าหาอันลุ่ย จัดการซัดลูกน้องชายหนุ่มที่พุ่งตัวเข้ามาออกไปจน
หมด ไม่นานก็เข้าประชิดตัวอีกฝ่าย
“มาจบกันสักที” อันลุ่ยมองใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้ในพริบตาเดียว
นัยน์ตาที่สบประสานกันมีประกายสีเหลืองอ่อนส่องสว่างอยู่ด้านใน
“หยุดยุ่งกับชีวิตข้าเสียที!!” ความโมโห โกรธ ไม่พอใจปะทุออกมาในการ
โจมตีครั้งนี้ ฝ่ามือสวยประทับเข้าที่หน้า ก่อนจะเหวี่ยงอีกฝ่ายลงพื้น พร้อมเตะ
เท้าพุ่งลงไปติด ๆ
ความเร็วจากการเคลื่อนไหวสูงจนตามองตามไม่ทัน มองเห็นเพียงประกาย
แสงวาบผ่านจุดต่าง ๆ หลังประกายแสงเคลื่อนผ่านไปแล้ว พื้นที่บริเวณนั้นจะ
เกิดการระเบิดหรือไม่ก็พังทลายลง
อันลุ่ยถูกเยว่ฉีฟาดลงบนเกาะด้านล่าง จากนั้นหญิงสาวได้พุ่งตามมาใช้ฝ่า
เท้าเตะอีกฝ่ายกระเด็นออกไปกระแทกเข้ากับภูเขาที่อยู่ไม่ไกล
นางเตะเท้าตามไปติด ๆ หมุนตัวเตะเข้ากลางท้อง ก่อนจะพุ่งตัวไป
ด้านหลัง เตะเข้ากลางหลังให้กระเด็นกลับที่เดิม ก่อนจะลอยตัวขึ้นสูง ง้างฝ่า
เท้าขึ้นแล้วซัดเข้ากลางศีรษะเป็นครั้งสุดท้าย
อันลุ่ยไร้ทางขัดขืน ทั้งที่พลังในตัวนั้นใกล้เคียงกัน ทว่าพลังที่ปั่นป่วนไม่
หยุดในกายทำให้เขาไม่สามารถดึงพลังที่มีทั้งหมดออกมาใช้งานได้สุดท้ายถึง
เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
“อึก!! แค่ก!!” เขากระอักเลือดออกมา ลืมตามองคนที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ยอมแพ้เสียเถอะ เจ้าแพ้แล้ว” สายตาเยว่ฉีไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ จิตใต้สำนึก
สั่งให้นางฆ่าชายตรงหน้าเสีย
ฝ่ามือเรียวถูกยกขึ้น ดาบเพลิงปรากฏขึ้นมา ปลายดาบถูกหันเข้าหาคนที่
นอนนิ่งบนพื้น จ้องมองสีหน้าไร้ความรู้สึกของนาง
“เจ้าต้องการเช่นนี้จริงหรือ? ข้าว่าเจ้าคงไม่ได้อยากจะฆ่าข้า”
“…” เยว่ฉีเผยยิ้ม สบตาเข้ากับอีกฝ่ายไร้ซึ่งคำพูดใด
“…” อันลุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ในเวลาเช่นนี้นางยังสามารถยิ้มออกมาได้อีก
หรือ?
ชายหนุ่มมองปลายดาบที่แทงผ่านผิวลงมา บริเวณนั้นคือหัวใจที่ยังคงเต้น
อยู่
“อึก!!”
“นายน้อย!!”
“นายท่าน!!” หลายคนพุ่งเข้ามาหวังช่วยเหลือ หญิงสาวตรงหน้าพวกเขา
ยกมือขึ้นตรึงพวกเขาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
“อย่าฆ่านายน้อย!! อย่าฆ่าท่าน!!” พ่อบ้าน
“นายท่าน ปล่อยนายท่านไปเดี๋ยวนี้!!” อาซาน อาซิน
พวกเขาพยายามขัดขืน มองปลายดาบทิ่มเข้ากลางอกคนที่ตนรักและนับ
ถือด้วยความรู้สึกบีบรัด
อีกก้าวเดียวแท้ ๆ ก้าวเดียวเรื่องทุกอย่างก็จะเป็นจริงตามที่หวังแล้วแท้ ๆ
คนทั้งสามทรุดตัวลงบนพื้น จ้องมองไปยังจุดที่แสงแดดส่องผ่านลงมาโดยที่
มีต้นไม้มากมายล้อมรอบ ปลายสายตาของพวกเขา มีสตรีผู้หนึ่งในมือนางถือ
ดาบ ปลายดาบปักเข้ากลางอกบุรุษผู้หนึ่ง
นางยืนอยู่เช่นนั้นไม่ขยับเขยื้อนไปไหน พร้อมลมหายใจที่เบาบางลง
“ภรรยา?” หานลั่วอี้ตามมาแล้ว เขารีบวิ่งเข้าไปใกล้ภรรยา ส่งเสียงเรียก
ด้วยความเป็นห่วง
คนเรียกยังคงยืนอยู่เช่นนั้นไม่ตอบสนอง และเมื่อปลายนิ้วสัมผัสโดนร่าง
ตรงหน้าพลันอ่อนยวบลง
“ภรรยา !!”