ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 143 จากนี้และตลอดไป ตอนจบ
ตั้งแต่วันที่ชายหนุ่มพาภรรยาไปพักยังสถานที่ของพวกเขา วันเวลาก็ผ่าน
ไปเนิ่นนานนับสิบปี
เสินเทียนและหวานเว่ยกลับมายังดินแดนระดับกลาง และหลังจากชาย
หนุ่มกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเซียนระดับสูง เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล
แทนที่ผู้เป็นปู่
ไม่มีใครคัดค้านการตัดสินใจของผู้อาวุโส แม้แต่เสินอู๋ซิงผู้เป็นบิดาที่ความ
จริงแล้วควรจะได้นั่งตำแหน่งนี้ เขารู้สึกภาคภูมิใจมากเสียด้วยซ้ำที่บุตรชาย
สามารถก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ในวัยเพียงสามสิบกว่าปี
ตระกูลเสินที่เสินเทียนเป็นผู้นำได้ผงาดขึ้นสูงกว่าสองตระกูลที่เหลือ
ในทันที เพราะภายในดินแดนระดับกลางเขาถือเป็นผู้ที่มีขั้นฝึกปราณสูงที่สุด
ตระกูลมู่ที่มักตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์เก็บตัวไปมากหลังชายหนุ่มกลับมา
อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ตระกูลเสินก็พึ่งผ่านพ้นวันเวลาอันน่ายินดี หวานเว่ย
ที่ติดตามเสินเทียนอยู่เสมอได้ตกลงปลงใจกับชายหนุ่มหลังศึกษาดูใจกันมา
นานพอคสมควร
ครอบครัวเสินดีใจมากที่หญิงสาวพยักหน้าตกลงและเต็มใจเข้ามาเป็นส่วน
หนึ่งของตระกูล ลูกสะใภ้คนนี้ถูกใจพวกเขามากจริง ๆ อีกทั้งนางยังเป็นถึงผู้ฝึก
ปราณขั้นเซียนระดับต้น
เรียกได้ว่าตอนนี้ตระกูลเสินเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอย่างแท้จริง
และไม่เพียงเท่านั้น
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วขอรับ” เสียงสดใสของเด็กชาย ดึงความสนใจคน
ที่กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานในห้องโถงให้หันไปมอง ตรงนั้นชายหนุ่มตัวน้อย
กำลังเดินเข้ามาหาพร้อมสัตว์อสูรตัวน้อยในมือ
“ลั่วซานกลับมาแล้วหรือลูก แล้วนั้น? ไปได้มาเลี้ยงอีกแล้วหรือ?”
“ขอรับท่านพ่อ ลูกออกไปฝึกที่ด้านหลังตระกูลและบังเอิญพบเข้าขอรับ”
หานลั่วซานเอ่ยตอบ
เด็กชายตัวน้อยเมื่อตอนนั้นตอนนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความมี
ชีวิตชีวา แม้เมื่อไม่กี่ปีก่อนจะยังเต็มไปด้วยความหม่นหมองก็ตาม
หลังรู้ข่าวการจากไปของเยว่ฉีหานลั่วซานซึมไปหลายเดือน กว่าเด็กคนนี้
จะกลับมาสดใสเช่นนี้ได้พวกเขาต้องให้เวลาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
หานลั่วอี้ได้ฝากฝังหานลั่วซานไว้กับสหาย เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่พร้อมจะ
ดูแลน้องชายและให้กำลังใจได้ บิดามารดาของเสินเทียนจึงเอ่ยขอรับหานลั่ว
ซานเป็นบุตรบุญธรรม อย่างน้อยเด็กชายจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกเท่าที่ควร
หลังพูดคุยตกลง เด็กชายตัวน้อยจึงเลือกที่จะเป็นบุตรชายบุญธรรมของคน
ทั้งสอง อีกทั้งพวกเขายังไม่คิดจะยึดเอาแซ่ของเด็กชายมา ให้ใช้ชื่อว่าหานลั่ว
ซานต่อไป
สาเหตุที่หานลั่วซานยอมรับทั้งสองมาเป็นพ่อแม่บุญธรรม ไม่ใช่เพราะว่า
หานลั่วอี้ไม่อยู่ข้างกาย แต่เป็นเพราะเด็กชายตัวน้อยต้องการเป็นลูกของพวก
ทั้งสองคนเช่นกัน
เขาอยากมีคนให้เรียกว่าพ่อ แม่
จากนั้นหานลั่วซานก็ใช้ชีวิตในฐานะบุตรชายคนเล็กตระกูลเสิน
พร้อมความสามารถที่เติบโตขึ้น
หานลั่วซานในวัยผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์ระดับต้น
เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ฝึกปราณที่มีสัตว์อสูรคู่สัญญาเยอะที่สุดในดินแดน
ระดับกลาง
เขามีกลิ่นอายและบรรยากาศที่สัตว์อสูรชื่นชอบ สามารถกล่อมให้สัตว์ดุ
ร้ายอ่อนโยนขึ้นและฝึกให้เชื่องได้ ตอนนี้ตระกูลเสินจึงมีกิจการร้านค้าสัตว์อสูร
เป็นของตน รวมไปถึงกิจการค้าอาวุธวิญญาณที่ยิ่งใหญ่แทนที่ตระกูลมู่ สิ่งนี้เอง
ก็มาจากความสามารถของหานลั่วซานด้วยเช่นเดียวกัน
“ลูกมาทันกินข้าวพอดี มาเร็ว มานั่งข้าง ๆ พ่อ?”
“ขอรับท่านพ่อ” หานลั่วซานทำตามอย่างเชื่อฟัง
ชายหนุ่มก้าวเข้ามานั่งบนเก้าอี้ว่าง แล้วคนทั้งครอบครัวก็ลงมือทานอาหาร
ร่วมกัน
ด้านนอกประตูห้องโถง เฟิงซิ่วและหลัวหรูมองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมา
ทั้งสองคนได้กลายมาเป็นผู้ติดตามคอยดูแลความปลอดภัยให้หานลั่วซาน
“ภรรยาวันนี้อากาศดีไม่น้อยเลย เราออกไปรับลมด้านนอกกันดีหรือไม่”
หานลั่วอี้เอ่ยกับคนบนเตียง เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่นางนอนหลับสนิทไม่ยอม
ลืมตาขึ้นมา
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดทนรอได้เสมอ รอให้ภรรยานอนพักจนหายเหนื่อย
แล้วตื่นขึ้นมาเคียงข้างเขาอีกครั้ง
วันนั้นหลังกอดอีกคนเอาไว้ในอ้อมกอด ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่มีวันใดไม่
รู้สึกเศร้าโศก เขาจมอยู่บนความรู้สึกผิดและความเสียใจเช่นนั้นเป็นเวลานาน
ร่วมเดือน และในวันที่คิดว่าควรปล่อยภรรยาไปได้แล้วหัวใจที่สงบนิ่งมานาน
พลันขยับขึ้นมาอีกครั้ง
ลมหายใจแผ่วเบาเป่ารินลดข้างแก้มทำชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ หลังตั้ง
สติได้และตรวจสอบดู ทำให้ได้รู้ว่านางกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง
ตอนนั้นโลกทั้งใบพลันสว่างจ้าขึ้นมา ภาพตรงหน้าซึ่งเคยพล่าเรือนส่อง
ประกายขึ้นมาอีกครั้ง
หานลั่วอี้ตรวจลมหายใจและชีพจรอยู่หลายครั้ง ต้องการยืนยันว่าสิ่งที่รู้สึก
ไม่ใช้ความฝันและนั่นทำให้เขาเห็นว่า สัญลักษณ์บนหลังมือภรรยาหายไป ช่วง
เดียวกับที่นางกลับมามีลมหายใจ
ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาไม่คิดเสาะหาความจริงของ
เหตุการณ์ในตอนนั้น แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะน่าเหลือเชื่อมากขนาดไหนก็ตาม แต่
หากเรื่องเหลือเชื่อหรือสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ทำให้นางฟื้นขึ้นมาได้เขาล้วนทำ
เป็นมองข้ามได้ทั้งนั้น
หานลั่วอี้ก้มลงอุ้มคนบนเตียงขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ คลุมขาด้วยผ้าผืนบาง สาง
ผมให้แล้วใช้ปิ่นรวบผมครึ่งศีรษะขึ้นไปปักไว้
“ภรรยาเจ้ายังคงงดงามมาก” แม้เปลือกตาจะยังปิดสนิทมาตลอดสิบปีก็
ตาม ถึงอย่างนั้นในสายตาเขาภรรยายังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง
“เราออกไปด้านนอกกันเถิด” กล่าวจบชายหนุ่มก้าวมายืนด้านหลังเก้าอี้
เข็นภรรยาออกจากประตูบ้าน
“ภรรยาดูสิแดดกำลังดีเลย หลายปีมานี้ข้าลองปลูกผักด้วยล่ะ แต่
เหมือนว่าฝีมือจะไม่ดีเท่าใดนัก ผักที่ข้าปลูกถึงได้ไม่งดงามเลย เจ้าคงต้องตื่นมา
ปลูกเอง หรือไม่เราสองคนช่วยกันปลูกและดูแลให้ดี บางทีพืชผักที่พวกเรา
ช่วยกันปลูกอาจจะงอกงามขึ้นมา” กล่าวพร้อมเข็นรถไปหยุดยังแปลงผักข้าง
บ้าน ชายหนุ่มก้าวไปย่อตัวนั่งข้างแปลงผัก เด็ดผักกาดขาวต้นหนึ่งขึ้นมายื่นไป
ทางภรรยา
“เจ้าดูสิปลูกมาตั้งนานแล้วยังได้หัวเล็กเท่ากำปั้นเอง แถมต้นอื่น ๆ ที่ปลูก
พร้อมกัน ยังเปลี่ยนเป็นเหี่ยวเฉาหมด ภรรยาข้าคงไม่มีความสามารถด้านการ
ปลูกผัดจริง ๆ ” ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ มองใบหน้าภรรยา
นัยน์ตาวูบไหวไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาสดใสดังเดิม
“พอเจ้าตื่นขึ้นมาคงจะบ่นข้าไม่น้อยที่ปล่อยให้แปลงผักเป็นเช่นนี้ ข้าตั้งใจ
ดูแลแปลงผักจริง ๆ นะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ไม่ยอมโตเสียที” ชายหนุ่มเข็นรถพา
ภรรยาออกห่างจากแปลงผักไปยังฝั่งลำธาร บ้านหลังนี้ไม่มีกำแพงล้อมรอบทำ
ให้พอเดินมาด้านหลังจะมองเห็นลำธารใสกระจ่าง
“ว่าง ๆ ข้าก็ออกมาจับปลาในลำธารไปย่างกินด้วย รสชาติปลาย่างที่ข้าทำ
ไม่อร่อยเท่าภรรยาทำเลย ตอนแรกข้าย่างปลาไหม้ด้วยนะ วันนั้นข้าไม่มีอะไร
กินเลยละ” พูดไปก็เผลอยิ้มออกมา
“ภรรยาเจ้าอยากกินปลาย่างหรือไม่? หากเจ้าต้องการข้าจะลงไปจับมา
ให้” หานลั่วอี้ก้าวมาหยุดหน้ารถเข็น ย่อตัวลงตรงหน้า ยกมือขึ้นสัมผัสมือทั้ง
สองข้างที่วางอยู่หน้าตัก
“ภรรยา วันเวลาที่ไม่ได้รับรอยยิ้มของเจ้าข้ารู้สึกอ้างว้างทั้งยังเงียบเหงาไม่
น้อย ข้าคาดหวังในทุก ๆ วัน ภาวนาต่อดวงอาทิตย์ที่ล่องลอยเหนือท้องฟ้า
ขอให้เจ้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ข้าเฝ้าภาวนาเช่นนั้นมานานหลายปีเหลือเกิน”
“ผ่านมานานเช่นนี้ข้ายังคงเฝ้าภาวนา และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่สิบปี
ข้าก็จะยังเฝ้าภาวนาขอให้เจ้าลืมตาขึ้นมา ขยับปากพูดคุยและกอดตอบข้าเช่น
วันวาน เพราะงั้นเจ้าไม่ต้องรีบตื่นขึ้นมาก็ได้ ถึงข้าหวังอยากจะให้เจ้าตื่นขึ้นเสีย
ตอนนี้ก็ตาม แต่ข้ารอได้ ข้ารอเก่งนะ ขอเพียงปลายทางที่ข้าเฝ้ารอ เจ้าจะลืม
ตาขึ้นมามองข้าด้วยสายตาอ่อนโยนอีกครั้ง” ชายหนุ่มจับมือเยว่ฉีมากุมไว้ ก้ม
ลงแนบสัมผัสลงบนหลังฝ่ามือ
“นี่ข้ากำลังพูดอะไรอยู่กันนะ” ชายหนุ่มยิ้มขันให้ตนเอง ปรับอารมณ์ให้
กลับมาสดใสอีกครั้งแล้วเอ่ย “ข้าว่าวันนี้จะกินปลาย่างล่ะ เช่นนั้นเจ้ารอข้าอยู่
ตรงนี้นะ ไม่นานเดี๋ยวข้ากลับมา” เขายืดตัวขึ้นโน้มตัวเข้าใกล้เยว่ฉี บรรจงจูบ
ลงบนหน้าผาก
“ข้าไปไม่นาน หากเจ้าลืมตาขึ้นมาจะมองเห็นข้าได้ทันทีเลย” กล่าวจบ
ชายหนุ่มก็หันหลังเดินไกลออกไป ไม่ทันได้เห็นว่านิ้วมือบนตักขยับเล็กน้อย
ในลำธารบุรุษร่างกายสูงใหญ่สมส่วน กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในลำธาร ทั้งที่
ความสามารถในฐานะผู้ฝึกปราณนั้นสูงส่ง ถึงกระนั้นเขากลับใช้วิธีจับปลาด้วย
มือทั้งสองข้าง
ปลายแขนเสื้อถูกเก็บเอาไว้ไม่ให้เกะกะยามใช้สองมือพุ่งเข้าหาปลาในน้ำ
ไม่นานปลาตัวหนึ่งก็ถูกจับขึ้นมา
“ภรรยาดูสิข้าได้ปลามา…” ประโยคคำพูดยังไม่ทันจะจบดี ปลาในมือพลัน
ร่วงหล่นสู่ผืนน้ำ
เจ้าปลาน้อยรีบตีครีบแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำแล้วหนีไป ทว่าชายหนุ่มหา
ได้สนใจ เพราะความสนใจทั้งหมดถูกสายตาคู่หนึ่งดึงดูดไปจนหมดสิ้น
ตรงจุดนั้นบนรถเข็น สตรีผู้หนึ่งกำลังมองมา ใบหน้านางเปื้อนรอยยิ้ม
หานลั่วอี้ตะลีตะลานรีบก้าวขาเข้าไปใกล้ทันที เขาลืมกระทั่งใช้
ความสามารถของตน สองขาขยับก้าวยาว ๆ ขึ้นฝั่ง
“ภะ…ภรรยา?” เอ่ยออกไปทั้งที่สติเลื่อนลอย ฝ่ามือสั่น ๆ ค่อย ๆ ยกขึ้น
สัมผัสใบหน้างดงามแผ่วเบาด้วยกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปนางจะแตกสลาย
กลายเป็นเพียงภาพจินตนาการตื่นหนึ่ง
เยว่ฉีสบตากับเขา มองความเสียใจระคนดีใจที่สะท้อนในตาคู่นี้ มือที่ยัง
รู้สึกไร้แรงยกขึ้นวางลงบนหลังมือ แนบใบหน้าลงไป
“ลั่วอี้” เสียงนางช่างเบาหวิว แต่ยังสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา
“ภรรยา!” ชายหนุ่มทรุดตัวลง กอดคนตรงหน้าเข้าหา สูดดมกลิ่นกายแสน
คุ้นเคย ฟังเสียงหัวใจเต้น
“ภรรยา ภรรยา ภรรยา เยว่ฉี” เขาพึมพำอยู่ไม่กี่คำ สัมผัสได้ถึงความเปียก
ชื้นบนไหล่ข้างหนึ่ง
สองมือกอดตอบเขาตบเบา ๆ ปลอบประโลม
“ลั่วอี้” คิดถึงเหลือเกิน
ความทรงจำสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท คือใบหน้าสามีซึ่งเต็มไปด้วย
ความเจ็บปวด
จากนั้นภาพตรงหน้าก็มืดสนิทไร้ซึ่งแสงสว่าง
นางหลงทางอยู่ในที่แห่งนั้น ไม่รู้วันเวลาผ่านไปนานเท่าใด ทำได้เพียงขยับ
เท้าก้าวต่อไปด้านหน้าเรื่อย ๆ ก้าวแล้วก้าวเล่า แม้เท้าจะรู้สึกเจ็บ แม้เล็บจะ
ฉีกขาด เยว่ฉีก็ไม่เคยหยุดก้าวเดิน
จนกระทั่งวันหนึ่ง พื้นที่ซึ่งไม่ว่าจะมองไปทางใดล้วนมืดมิดพลันมองเห็น
ประกายแสง ปลายแสงนั้นทำให้นางได้พบต้นไม้ต้นเล็ก
ต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนต้นจิตแห่งพงไพร
เยว่ฉียื่นมือไปสัมผัสต้นไม้ต้นนั้น แล้วภาพตรงหน้าก็สว่างขึ้น เมื่อแสงสว่าง
ทุกอย่างจางหายสิ่งที่นางมองเห็นกลับไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นหานลั่วอี้ที่กำลังก้ม
หน้าจับปลาอยู่ในลำธาร
“ข้าหลับไปนานมากเลยหรือ?”
“สิบปี เจ้าหลับไปนานถึงสิบปี” กล่าวจบอ้อมแขนซึ่งโอบกอดนางอยู่ขยับ
แน่นขึ้น
ทั้งสองคนย้ายเข้ามาในบ้านแล้ว ตอนนี้กำลังนอนกอดกันบนเตียง เยว่ฉี
เล่าเรื่องทุกอย่างตลอดช่วงเวลาหลับใหลให้หานลั่วอี้ฟัง ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องทุก
อย่างตลอดช่วงเวลาสิบปีให้ภรรยาฟัง พร้อมกอดนางไว้ไม่ยอมปล่อย
เขากลัวว่าหากปล่อยไปแล้ว ภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น วางคางเกยบนอก ยื่นมือสัมผัสข้างแก้ม สองตาสบ
ประสาน
“ข้าขอโทษที่ปล่อยให้ท่านรอนาน”
“ไม่เลย ไม่ว่าจะนานเท่าใดข้ารอได้ ขอเพียงเจ้าลืมตาขึ้นมา พูดคุยและ
สัมผัสข้าเช่นนี้อีกครั้ง” หานลั่วอี้คลอเคลียใบหน้าเข้ากับฝ่ามือ หลับตาซึมซับ
ความอบอุ่นจากกายนาง
ไม่เย็นแล้ว สัมผัสที่ได้รับทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น ไม่นิ่งสนิทไร้การตอบรับ
เช่นที่ผ่านมาแล้ว
แค่นี้ก็พอแล้ว ในชีวิตของเขาขอเพียงนางกลับมา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วย
อะไร หรือต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด
เขายอม
“ภรรยาข้ารักเจ้าเหลือเกิน ข้าหวังว่าชีวิตของเราต่อจากนี้จะมีแต่
ความสุข” ไม่ว่าเปล่า สายตาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความหนักแน่น และ
คำมั่นสัญญาอันเด็ดเดี่ยว
“ข้าเองก็หวังเช่นนั้น” กล่าวจบริมฝีปากอิ่มพลันสัมผัสลงบนริมฝีปากนุ่ม
ทั้งสองประทับจูบ คลอเคลียแลกเปลี่ยนความรู้สึกมากมายให้กันและกัน
โหยหา คิดถึง ต้องการ
ความรู้สึกมากมายถูกส่งผ่านจุมพิตหอมหวานแสนยั่วยวน ซึ่งมีแสงอาทิตย์
ลอดผ่านหน้าต่างเป็นสักขีพยานในคำมั่นสัญญา
จากนี้ชีวิตของพวกเขาจะต้องประสบแต่ความสุข เหมือนดั่งที่ต้นไม้แห่ง
ชีวิตเคยบอกเอาไว้
ข้าขอภาวนาต่อฟ้าและสวรรค์ ขอให้ข้าและลั่วอี้พบเจอแต่ความสุขตราบ
นานเท่านาน
จบบริบูรณ์