ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 15.1 สัตว์อสูรบุกรุก
ผ่านมาครึ่งเดือนนับจากวันที่แยกออกมาจากจวนตระกูลหาน ทุก ๆ วัน
ของพวกเขาเรียกได้ว่าราบรื่น นอกจากการปะทะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ กับหานลั่ว
เหมยวันนั้นทางตระกูลหานก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดอีกเลย
ครึ่งเดือนมานี้เยว่ฉียังไม่ได้เริ่มกิจการหาเงินอย่างจริงจัง ด้วยตัวนาง
ต้องการบำรุงร่างกายซูบผอมนี้ให้กลับมามีน้ำมีนวลและแข็งแรงมากกว่านี้ ทุก
วันเยว่ฉีจะตื่นแต่เช้าตรู่ หุงหาอาหาร ต้มยำสำหรับหานลั่วซานและผสมน้ำแห่ง
ชีวิตให้สามีดื่ม
ร่างกายที่บำรุงอย่างดีตลอดครึ่งเดือนเรียกได้ว่าสมความตั้งใจ ร่างกายผอม
แห้ง ใบหน้าซูบผอมมีน้ำมีนวลขึ้นไม่น้อย รอยค้ำแดดเองก็ลดลงไปมาก ทำให้
สามารถเห็นโครงหน้าและเรือนกายขาวเนียนกระจ่างดุจหยกเนื้อดีของร่างนี้ได้
ชัดเจนขึ้น
เยว่ฉีกระพริบตาปริบ ๆ มองเครื่องหน้างดงามซึ่งสะท้อนอยู่บนผืนน้ำ สตรี
ผู้นี้ช่างงดงามจนนางเองยังอดใจสั่นไม่ได้
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่ใบหน้างดงามหมดจด ทว่ากลับเผยความงดงามมี
เสน่ห์ดึงดูดน่าทะนุถนอม
เยว่ฉียกมือจับแก้มนวลที่เมื่อก่อนไร้ซึ่งไขมัน มาตอนนี้กลับให้สัมผัสนุ่มมือ
ไม่ต่างจากผิวเด็กทารก
“งามนัก” เสียงพึมพำแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มกว้างสะท้อนบนผืนน้ำ ไม่คิด
ว่าหลังบำรุงตนเองเป็นอย่างดี เด็กสาวคนนี้จะสวยมากขนาดนี้
สร้างความประหลาดใจให้นางมากจริง ๆ
“เมื่อก่อนก็ว่าหน้าตาดีอยู่หรอก มาตอนนี้กับหน้าตาดีเพิ่มขึ้นสิบเท่า”
“ภรรยาข้าเตรียมโต๊ะทานข้าวเสร็จแล้ว” ประโยคพูดกะทันหันของหานลั่ว
อี้ทำเยว่ฉีตกใจสะดุ้งโหยงสบดคำไม่คุ้นหูสำหรับคนในโลกนี้ออกมา
หานลั่วอี้เลิกคิ้วสงสัยแต่เยว่ฉีไม่คิดจะคลายข้อสงสัยนั้น ยิ้มกลบเกลื่อน
อาการเก้อเขิน เดินไปหยุดหลังรถเข็นแล้วผลักให้เคลื่อนตัวเข้าไปในบ้าน
ทั้งสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน บนโต๊ะทานข้าวมีกับข้าวสองอย่าง น้ำแกง
หนึ่งอย่าง
ตั้งแต่ได้เงินมาจากการขายหยกวิญญาณและพืชวิญญาณความเป็นอยู่ของ
พวกเขาเรียกได้ว่าดีมาก แต่น่าเสียดายที่เงินจำนวนนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการ
สร้างบ้านใหม่ เยว่ฉีจึงต้องพับโครงการปรับปรุงบ้านเอาไว้ก่อน
“ลั่วอี้ข้าว่าจะเริ่มไปขายอาหารในเมืองแล้ว” มือซึ่งกำลังคีบตะเกียบเข้า
ปากหยุดชะงัก เงยหน้ามองเอ่ยเสียงอบอุ่น
“วันนั้นเจ้าบอกข้าว่าคิดออกแล้วว่าจะทำสิ่งใดดี แต่ยังไม่ได้บอกข้าว่าจะ
ทำอะไร” เยว่ฉีมองสามีพร้อมยกยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะก้มมองอาหารแล้วเงย
หน้ามองตะเกียบที่เขาถืออยู่
“ท่านว่าอาหารที่ข้าทำรสชาติเป็นเช่นไร”
“รสชาติดีไม่น้อย ไม่ด้อยกว่าร้านอาหารชื่อดังในเมือง”
“แค่นั้นหรือ? ไม่มีอันใดพิเศษมากกว่านั้นหรือ” หานลั่วอี้พินิจพิเคราะห์
มองอาหารตรงหน้า คล้ายเข้าใจในสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ
“อาหารของเจ้าพิเศษ ข้ารับรู้ได้ว่าทุกครั้งที่ทานมักสัมผัสได้ถึงพลัง
วิญญาณ ซึ่งเหมาะสมต่อการฝึกปราณ”
“ท่านว่าจะช่วยให้เพิ่มระดับการฝึกปราณได้หรือไม่” ยิ่งถามสายตาเยว่ฉี
ยิ่งคาดหวัง สิ่งที่นางผสมลงไปทุกครั้งที่ทำอาหารคือ น้ำแห่งชีวิตเจือจางแล้ว
นางไม่เคยถามหานลั่วอี้ว่าหลังดื่มน้ำในขวดหยกแล้วเป็นเช่นไร เพราะกลัว
ว่าเขาจะถามถึงที่มาของน้ำวิเศษ นางยังไม่พร้อมจะบอกความจริงตอนนี้ จึงได้
แต่แอบถามผลลัพธ์จากการผสมลงไปในอาหารแทน
“พลังวิญญาณที่ได้เกือบจะเทียบเท่าหยกวิญญาณระดับต่ำคุณภาพต่ำ” ได้
ยินคำตอบดวงตาสุกสกาวพลันเป็นประกายสดใส ยกยิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง
เอ่ยถามเสียงมีความสุข
“ท่านว่าจะขายได้หรือไม่?” คำถามนี้ทำให้หานลั่วอี้เข้าใจได้ทันที พยัก
หน้าน้อย ๆ ก่อนเอ่ย
“ไม่มีผู้ใดในดินแดนนี้ต้านทานอาหารที่ช่วยเพิ่มระดับฝึกปราณ”
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ได้รับการยืนยันจากผู้ฝึกปราณโดยตรง เช่นนั้นกิจการ
ที่นางคิดเอาไว้คงสามารถสร้างเงินให้ได้ไม่มากก็น้อย
“ดียิ่ง ข้าจะขายอาหารที่ช่วยในการฝึกปราณ” น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจและ
ยินดีของภรรยาสร้างรอยยิ้มอบอุ่นจากริมฝีปากหานลั่วอี้ได้ไม่ยาก บุรุษหล่อ
เหล่ามองดวงตางดงามรอยยิ้มเป็นประกายด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนเอ่ย
สนับสนุนเสียงเบา
“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำออกมาได้ดี”
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นพวกเรา ท่านก็ต้องช่วยข้าด้วย” ประโยคที่บอกว่าเขาจะ
มีส่วนร่วมในการทำงานหาเงินสร้างความอบอุ่นในใจชายหนุ่ม ตั้งแต่ที่ร่างกาย
กลายมาเป็นเช่นนี้ก็มีเพียงนางที่ไม่ดูถูกร่างกายไม่สมประกอบของเขา
“ข้ายินดี”
จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยและทานอาหารกันต่อ เยว่ฉีได้เอ่ยถามถึงอาการ
ป่วยของหานลั่วซานว่าเป็นเช่นไรบ้าง มีแววว่าจะดีขึ้นหรือไม่ หานลั่วอี้บอกว่า
มีความเป็นไปได้ว่าจะอาการดีขึ้นทว่ายังไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้ เยว่ฉีจึงพยักหน้า
เข้าใจไม่เอ่ยถามอันใดอีก
หลังทานอาหารเรียบร้อยแล้วเยว่ฉีได้นำอาหารซึ่งแบ่งเอาไว้ส่วนหนึ่งเดิน
มายังบ้านหลังข้าง ๆ เคาะประตูบ้านสองสามครั้งก็ได้ยินเสียงตอบรับดังลอด
ออกมา
ไม่นานคนด้านในก็เปิดประตูต้อนรับ
ตอนที่ 15.2 สัตว์อสูรบุกรุก
“น้องเยว่? มาหาพี่มีเรื่องอันใดหรือไม่” หลัวหรูเอ่ยทักทายเป็นกันเอง
ปกติแล้วเวลานี้เยว่ฉีมักจะทำอะไรบางอย่างอยู่ในบ้านเสมอ ทว่าวันนี้กลับมี
เวลาว่างมาหานาง
เยว่ฉีฉีกยิ้ม “พี่หลัวข้านำอาหารมาให้พี่กับพี่เฟิงลองชิมดู และข้าก็ต้องการ
ขอให้พวกท่านบอกข้าว่าจะสามารถขายได้หรือไม่” พูดมาถึงตรงนี้หลัวหรูพลัน
เหลือบไปเห็นตะกร้าในมือเยว่ฉี
นางเชื้อเชิญเด็กสาวเข้ามาในบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน เยว่ฉีก็เห็นเฟิงซิ่วกำลังนั่งแกะสลักอยู่ไม่ไกลจาก
ประตูเรือน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นผงกหัวทักทายนางเล็กน้อย หลัวหรูจึงใช้โอกาส
นี้เรียกสามีให้มานั่งด้วยกัน
ทั้งสามคนนั่งล้อมโต๊ะอาหารบนลานเล็ก ๆ หน้าบ้าน เยว่ฉีมองหลัวหรูที
มองเฟิงซิ่วทีพร้อมกรุ้มกริ่ม จากนั้นจึงหยิบอาหารออกมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอม
นำมาก่อนใครเพื่อน ก่อนจะตามมาด้วยหน้าตาอาหารดูน่ารับประทาน สีสัน
สวยงามตัดกันได้อย่างลงตัวเรียกความต้องการอยากของกระเพาะได้เป็นอย่าง
ดี
กลิ่นหอมนี้ส่งผลให้ทั้งสองคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ
“พี่หลัว พี่เฟิงพวกท่านลองชิมดู” ทั้งสองคนพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะใช้
ตะเกียบที่เยว่ฉีนำมาด้วยคีบอาหารเข้าปาก
สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความอร่อยล้ำไม่ต่างจากอาหารในร้านชื่อดังในเมือง
พอเคี้ยวไปเรื่อย ๆ ความอร่อยล้ำก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ และเมื่อ
อาหารถูกกลืนลงท้องสิ่งที่ตามมายิ่งทำให้ทั้งสองคนต้องตกตะลึงเบิกตากว้าง
มองเด็กสาวซึ่งกำลังยิ้มกว้างมาให้
“พี่หลัว พี่เฟิงเป็นเช่นไรบ้าง”
“เจ้าทำได้เช่นไร !!!” สองเสียงประสานกันเสียงดังทำเยว่ฉีตกใจสะดุ้งโหยง
ก่อนจะหัวเราะออกมา นางเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ
“พี่ทั้งสองทำข้าตกใจแล้ว” ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่น้ำเสียงก็หาได้จริงจัง
“อาหารที่เจ้าทำทำพวกข้าตกใจแล้วอาหารซึ่งแฝงไปด้วยพลังปราณเช่นนี้
ข้าพึ่งจะเคยได้สัมผัส!!” น้ำเสียงหลัวหรูหนักแน่นจริงจังแถมประหลาดใจ นาง
ยังตกใจไม่หายราวกับได้เปิดโลก
“พี่หลัวท่านว่าอาหารข้าจะขายได้หรือไม่?”
“ยิ่งกว่าขายได้ !!ข้ารับรองได้ว่าเมื่อเรื่องนี้กระจายออกไปจะต้องมีผู้ฝึก
ปราณหลายแสนคนต่างอยากจะมาทานอาหารของเจ้า” พูดจบหลัวหรูก็คีบ
อาหารเข้าปากอีกคำ ส่วนเฟิงซิ่วนั้นตั้งแต่ชิมคำแรกก็คีบอาหารเข้าปากรัว ๆ
ไม่พูดจา
ทั้งสองคนก็เป็นผู้ฝึกปราณเช่นกัน อายุมากถึงขนาดนี้แต่เฟิงซิ่วพึ่งจะเป็นผู้
ฝึกปราณขึ้นสอง ส่วนภรรยาเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่ง แม้ทั้งสองคนจะหาเงินจาก
การเก็บพืชวิญญาณมาได้ไม่น้อยแต่การฝึกปราณต้องใช้เงินมากผ่านมานาน
หลายปีขนาดนี้จึงพึ่งจะเป็นผู้ฝึกปราณขั้นต่ำ
หลัวหรูมองสามีก็ได้แต่หันมายิ้มขัดเขินกับเยว่ฉี นางไม่ถือสายิ้มกว้าง
กลับไปพร้อมเอ่ยเสียงเบา
“ข้าตั้งใจนำมาให้พวกท่าน พี่หลัวก็ทานไปด้วยพูดคุยกับข้าไปด้วย” เฟิง
ซิ่วที่พึ่งจะรู้ตัวว่าแสดงกิริยาไม่เหมาะสมเงยหน้าขึ้นมอง ยิ้มแหย ๆ
“ให้เจ้าเห็นภาพไม่ควรแล้ว” บุรุษหนุ่มท่าทางซื่อ ๆ ยิ้มแห้งยกมือขึ้นเกา
ท้ายทอยแก้เก้อ เยว่ฉีได้แต่ยิ้มอ่อนใจ เฟิงซิ่วเป็นบุรุษหนุ่มตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง
ผิวสีแทนเล็กน้อย ใบหน้าใสซื่ออ่อนโยน ทั้งที่ตัวใหญ่แต่บรรยากาศรอบตัวกลับ
ไร้ซึ่งความน่ากลัว ให้ความรู้สึกเหมือนหมาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
“ไม่เป็นอันใดคนกันเองทั้งนั้น” เยว่ฉีหาได้ถือสา ถึงอย่างไรทั้งสอง
ครอบครัวก็สนิทสนมกันขึ้นมามาก เยว่ฉีจึงพอจะไว้ใจบอกความลับบางเรื่อง
แก่คนทั้งสอง
เช่นเรื่องที่นางสามารถทำอาหารช่วยเพิ่มพลังปราณได้ เยว่ฉีก็บอกทั้งสอง
ออกไป ทว่าไม่ได้เอ่ยถึงว่าทำเช่นไร ทั้งสองคนก็ไม่ได้ซักถาม ด้วยเข้าใจว่าเรื่อง
แบบนี้สมควรเก็บเป็นความลับ แค่นางบอกกล่าวว่าสามารถทำได้กับพวกเขาก็
ให้ประหลาดใจมากแล้ว
“ในเมื่อพวกท่านเห็นด้วยว่าสามารถขายได้ ข้าก็มีเรื่องจะขอร้องให้พวกพี่
ทั้งสองช่วย”
“เรื่องอันใดหรือ? หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้าและพี่เฟิงยินดีช่วยเหลือ”
“ข้าต้องการให้พี่ทั้งสองมาช่วยขายอาหารในร้านข้า” ทั้งสองประหลาดใจ
ระคนยินดี คำขอนี้แน่นอนว่าพวกเขาสามารถทำได้ ทั้งยังเต็มใจมากด้วย
“เป็นคำขอที่วิเศษมาก ข้ากับพี่เฟิงล้วนไม่ปฏิเสธ” ในเมื่อทั้งสองตอบรับ
สิ่งที่ควรพูดเยว่ฉีก็จะพูด แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยก็มีเสียงเหมือนหวาดกลัวอะไร
บางอย่างดังลอดเข้ามาในบ้าน
เสียงตะโกนก้องสร้างความตื่นตระหนกให้คนทั้งหมด
“สัตว์อสูร !!มีสัตว์อสูรลงมาจากเขา !!”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน ก่อนจะรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน สิ่งที่เยว่ฉีเป็นห่วง
ไม่ใช่ตัวนางแต่เป็นคนในบ้าน ในบ้านมีเด็กตัวน้อยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ !!
พอก้าวพ้นประตูบ้านออกมา สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำนางเหงื่อแตก เบิกตา
กว้าง ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
กลุ่มสัตว์อสูรหน้าตาประหลาด ตัวใหญ่โต แววตาดุดันประมาณยี่สิบตัว
กำลังวิ่งมาทางหมู่บ้าน ด้านหลังความโกลาหลคือกลุ่มควันซึ่งเกิดจากการวิ่ง
ทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“น้องเยว่ไปที่บ้านของเจ้ากัน ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องอันตราย” เยว่ฉี
พยักหน้ารัวเร็ว รีบวิ่งกลับไปในบ้านทั้งที่ตัวสั่น ทว่ายังไม่ทันจะก้าวผ่านประตู
เข้าไปก็เห็นใบหน้าคุ้นเคยโผล่ออกมาเสียก่อน
“มานี่” น้ำเสียงเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจเต้นระรัวของนางทุเลาลง เยว่
ฉีก้าวยาว ๆ ไปประชิดข้างกายสามี ทั้งที่เขาเองก็ร่างกายไม่สมบูรณ์แต่เพียงแค่
สายตาและน้ำเสียงกับสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้นางได้โดยง่าย
ความรู้สึกหวาดกลัวลดลงไปมาก เหลือเพียงความรู้สึกที่ว่านางจะปลอดภัย
เมื่ออยู่ข้างกายบุรุษผู้นี้