ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 19.1 คำขอของภรรยา
เช้านี้สิ่งที่เยว่ฉีทำเป็นอันดับแรกนอกจากการตื่นขึ้นมาทำอาหารให้สามี
คือการเข้าเมืองไปหาหน้าร้านสำหรับค้าขาย เมืองโม่ฉีแม้จะมีร้านแผงลอยมา
ขายอาหารเช้าอยู่เสมอสามารถขนของขึ้นรถเทียมลาไปตั้งแผงขายจุดที่ว่างได้
แต่ดูจากอาหารที่นางจะทำ เยว่ฉีต้องมีหน้าร้านเสียก่อน
เมื่อวานเยว่ฉีได้ลองไปหาเช่าหน้าร้านสำหรับเปิดร้านอาหารมาแล้ว แต่น่า
เสียดายที่ไม่ว่าจะนายหน้าคนใดล้วนไม่มีใครต้อนรับนาง
ทำไม? นางมีเงินเช่าร้านแต่ทำไมถึงได้หาเช่ายากถึงเพียงนี้ !!!
ในเมื่อไม่สามารถจัดการหาหน้าร้านได้ด้วยตนเอง เยว่ฉีจึงต้องใช้
ความสามารถพิเศษ
“ลั่วอี้ท่านมีคนที่พอจะให้การช่วยเหลือเราได้หรือไม่”
“เจ้าต้องการสิ่งใด”
“ข้าต้องการหน้าร้านสำหรับขายอาหาร แต่ไม่ว่าจะไปสอบถามกับ
นายหน้ากี่คนต่อกี่คนล้วนถูกปฏิเสธ”
เยว่ฉีพูดพลางใช้ช้อนป้อนยาหานลั่วซาน แต่เพราะเด็กน้อยหลับสนิทไม่ได้
สติจะป้อนยาแต่ละช้อนจึงยากเย็นไม่น้อย นางต้องค่อย ๆ ป้อนทีละเล็กละ
น้อยจนกว่าจะหมดถ้วย
หานลั่วอี้นั่งอยู่ด้านหลังมองภรรยาป้อนยาให้น้องชายต่างมารดาอย่างใจ
เย็น
นางไม่รังเกียจว่าต้องดูแลคนป่วยถึงสองคน ทั้งยังทำทุกเรื่องด้วยความเต็ม
ใจ ภรรยาเพียบพร้อมทั้งนิสัยและจิตใจเช่นนี้เขาจะไปหาจากที่ใดได้
ส่วนเรื่องที่นางอาจจะเป็นคนของสตรีผู้นั้น เขาสลัดความคิดนั้นทิ้งไปนาน
แล้ว
ตั้งแต่ที่นางมอบของเหลวบำรุงร่างกายให้ ความคิดที่ว่าภรรยาอาจจะเป็น
สายลับก็ลดลงไปก่อนจะหายไปจนหมดในเวลาต่อมา
“อยากให้ข้าช่วย?”
“ใช่ ไม่ทราบว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่”
หานลั่วอี้ไม่ตอบ เขาขยับรถเข็นไปยังโต๊ะซึ่งรวมสี่สิ่งในห้องหนังสือ หยิบ
กระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง หยิบพู่กันขึ้นจุ่มหมึกก่อนจะบรรจงขยับปลายนิ้วมือ
เขียนลงไป
ลายเส้นงดงาม ทว่าแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวไร้ความอ่อนช้อย ยามมือขยับกวัด
แกว่งวาดเส้นสาย ปลายพู่กันราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่กลางน้ำใสสะอาดไร้
สิ่งรบกวน
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดรู้ตัวอีกทีกระดาษแผ่นหนึ่งก็มาปรากฏอยู่
ตรงหน้าแล้ว
“พรุ่งนี้เจ้านำสิ่งนี้ไปที่ร้านค้าซินซิน นำส่งเถ้าแก่ร้าน เขาจะช่วยเจ้า” เยว่
ฉียื่นมือออกไปจับกระดาษแผ่นนั้นมาไว้ในมือ มองลายมืองดงามแตกต่างจาก
ลายมือนาง
ป้ายหน้าร้านขอให้หานลั่วอี้เขียนให้ดีกว่า เพราะลายเส้นมั่นคงหนักแน่น
เหมาะมากกับร้านของนางมาก?
ว่าแล้วเยว่ฉีก็เก็บกระดาษแนะนำเอาไว้ในถุงเงินซึ่งพกติดตัวอยู่ตลอด นาง
แบ่งเงินเก็บไว้ที่หานลั่วอี้ส่วนหนึ่ง ถึงอย่างไรเขาก็มีความสามารถไม่ต้องกลัวว่า
จะมีคนมาปล้น ส่วนหนึ่งเก็บเอาไว้ที่ตัวไว้ใช้จ่ายซื้อของเข้าบ้าน
นอกจากเรื่องนี้แล้วเยว่ฉียังมีเรื่องต้องการให้สามีช่วยอีกเรื่อง
ทั้งสองคนเปลี่ยนสถานที่พูดคุยจากห้องหานลั่วซานมายังห้องโถงปล่อยให้
เด็กน้อยนอนพักผ่อนให้เต็มที่ เยว่ฉีนั่งจ้องตาสามีเขม็งไม่เอ่ยคำพูดใดอย่านาน
จนอีกฝ่ายอดไม่ได้หลุดหัวเราะออกมาบางเบา
“เยว่ฉีจ้องข้ามากเกินไปหรือไม่ เจ้ามีเรื่องจะพูดกับข้าไม่ใช่หรือเหตุใดถึง
เอาแต่เงียบ” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเขาทำให้นางได้สติ กระแอมไอแก้เขิน
เอ่ยยิ้ม ๆ
“ลั่วซานท่านสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าใครสามารถฝึกตนได้” ถาม
ออกไปด้วยท่าทีไม่มั่นใจ เยว่ฉีหลุบตาลงต่ำก่อนจะเหลือบสายตาเล็กน้อยเงย
มองเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
หานลั่วอี้เห็นท่าทางภรรยาก็ได้แต่ส่ายหัวอ่อนใจ นางระวังเกี่ยวกับ
ความรู้สึกเขามากเกินไปแล้ว
“เจ้าไม่ทำเป็นต้องกลัวข้ารู้สึกเจ็บปวด ขอเพียงมีเจ้าอยู่ข้างกายก็ไม่มีสิ่งใด
มาทำให้ข้าเจ็บปวดได้อีก” ถึงจะรู้ว่าเป็นเพียงคำพูดหยอกล้อไม่มีอะไรพิเศษ
ทว่าใบหน้างดงามกลับแต้มสีแดงระเรื่อ
“ท่าน !!ท่านพอเลยไม่ต้องพูดเรื่องนี้ ตกลงว่าท่านตรวจสอบได้หรือไม่”
“เรียกข้าว่าสามีแล้วข้าจะบอก” เยว่ฉีเม้มปากแน่น เหตุใดบุรุษแสนสุภาพ
ผู้หนึ่งถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้จะบอกว่าตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เขาล้วนเล่นละครตบตานาง?
เป็นไปไม่ได้ เช่นนั้นหรือจะเป็นเพราะนิสัยใจจริงออกมาแล้ว?
แบบนี้มีความเป็นไปได้ แต่ถึงจะเป็นข้อไหน นางล้วนไม่ติดขัด เพียงแค่ไม่
ชินกับประโยคคล้ายกับกำลังจีบกันอยู่แบบนี้
แต่งงานกันแล้วจะมาจีบอะไรกันอีก !!
“หากท่านยังไม่คิดจริงจัง ได้ !!ข้าจะไปถามผู้อื่น” ไม่ว่าเปล่าเยว่ฉีลุกขึ้นยืน
เตรียมจะเดินออกจากห้องไป หานลั่วอี้ยื่นมือออกไปคว้าแขนภรรยาเอาไว้ มุม
ปากแต้มรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่แกล้งเจ้าแล้ว ข้าตรวจสอบได้ ทำไมผ่านมานานเช่นนี้ถึงพึ่งต้องการ
ตรวจสอบ” ไม่ใช่ว่าสามารถตรวจสอบว่าสามารถฝึกตนได้ตั้งแต่อายุสามขวบ
แล้วหรือ? แล้วเหตุใดนางถึงพึ่งจะต้องการตรวจสอบเอาตอนนี้
คิดมาถึงตรงนี้หานลั่วอี้จึงพึ่งนึกออกว่าภรรยาถูกเก็บมาจากกลางป่า บางที
นางอาจจะไม่มีความรู้หรือไม่รู้ว่าตนเองฝึกตนได้
ขนาดหินวิญญาณนางยังไม่ทราบเลย
ตอนที่ 19.2 คำขอของภรรยา
เขาลอบมองสีหน้าภรรยาด้วยกลัวว่าคำพูดเมื่อสักครู่จะทำนางเจ็บปวด แต่
พอเห็นว่านอกจากใบหน้าแดงระเรื่อ นัยน์ตาเป็นประกายตรงหน้าก็ไม่มีคลื่น
อารมร์ใดอยู่เลย
“ข้าไม่แน่ใจว่าตอนร่างกายไม่แข็งแรงจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”
คำตอบนางยิ่งทำให้เขาประหลาดใจ ความกังวลในตอนแรกกับคำตอบสวนทาง
กันไปไกลลิบ
ความรู้สึกกังวลหายไปจนหมดสิ้น ได้แต่มองใบหน้างดงาม
“นั่งลงก่อนแล้วพลิกฝ่ามือทั้งสองของเจ้ามาตรงหน้าข้า” เยว่ฉีพยักหน้า
ทำตาม ความรู้สึกไม่พอใจตอนแรกหายไปหมดแล้ว
เพราะนางไม่ได้ไม่พอใจตั้งแต่แรก แต่เขินมาก !!
คิดดูว่าใบหน้าหล่อ ๆ เผยยิ้มมุมปากมองมาด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ย
ประโยคหวานหยอกล้อ เป็นใครบ้างไม่เขิน
ถึงใครจะไม่เขินแต่นางเขิน !!
“หลับตา หายใจเข้าออกสบาย ๆ หากรู้สึกอันใดก็อย่าได้ปฏิเสธข้าจะส่ง
พลังปราณเข้าไปตรวจสอบพลังในร่างกายเจ้า” เยว่ฉีทำตาม หายใจเข้าออก
สม่ำเสมอ
หานลั่วอี้มองภรรยาผู้ว่าง่าย นางงดงามขึ้นมากพาให้หัวใจรู้สึกเปรี้ยวฝาด
ภรรยาเป็นคนยิ้มแย้ม เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เขากลัวว่าจะมี บุรุษไม่หวังดีเข้า
มาดึงนางออกห่าง ภรรยาที่ไม่มองคนเพียงรูปลักษณ์ภายนอกหาได้ไม่ง่ายเลย
จะไม่ให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อยได้อย่างไร
ฝ่ามือหนาทาบทับลงบนฝ่ามือเล็กกว่า เขาปรับลมหายใจให้เข้ากับจังหวะ
หายใจของภรรยา หลับตาลงส่งผ่านพลังปราณจากฝ่ามือเข้าสู่ฝ่ามือนาง
พลังสายหนึ่งแล่นผ่านเส้นประสาท เคลื่อนไปที่ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย
ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่จุดใต้สะดือ ซึ่งเป็นจุดสำหรับกักเก็บพลังปราณ
หานลั่วอี้ใช้เวลาไม่นานก็พบคลื่นพลังซึ่งอยู่แถวใต้สะดือ เขาบังคับพลังให้
ขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม ยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบว่าเป็นพลังสายไหน พลัง
ของเขาก็ถูกพลังในร่างภรรยาผลักออกมาอย่างแรง
มือหลุดออกจากกัน เขาหลุดออกจากการตรวจสอบ ภาพสุดท้ายที่เห็น
ก่อนจะถูกดีดออกมาคือ ปราณสีทองสดใส
หากอยากจะเป็นผู้ฝึกปราณพวกเขาต้องมีปราณกำเนิดปรากฏอยู่ในร่าง
ก่อน
ปราณกำเนิดของผู้ฝึกปราณจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกปราณที่
เก่งกาจมาแค่ไหน ในตอนที่ตรวจสอบคุณสมบัติการฝึกปราณ สีของปราณ
กำเนิดที่แสดงออกมามักจะเป็นสีขาวเสมอ
แต่ยังมีปราณกำเนิดอีกสีหนึ่ง ปราณกำเนิดพิเศษที่มีเพียงผู้ได้รับเลือก
เท่านั้นถึงมีสิทธิ์ครอบครอง !!
นั่นคือปราณกำเนิดของนักหลอมโอสถ
ปราณกำเนิดของนักหลอมโอสถ ปราณกำเนิดของพวกเขาจะเป็นประกาย
แสงสีเหลืองสดใส ยิ่งสีเหลืองใกล้เคียงกับสีทองมาเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายถึงว่า
คุณสมบัติสำหรับเป็นนักหลอมโอสถสูงมากเท่านั้น
และปราณที่เขาเห็นเมื่อสักครู่ คล้ายสีทองมากกว่าสีเหลือง เป็นสีทอง
ประกายสดใสงดงามมาก
“เป็นเช่นไรบ้าง?” เยว่ฉีเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่ลืมตา นางไม่กล้าลืมตาขึ้นมา
ก่อนเพราะกลัวว่าจะทำให้การตรวจสอบผิดพลาด
“ลืมตาได้แล้ว…” ทันทีที่ภรรยาลืมตา หานลั่วอี้จึงเอ่ยต่อ “เจ้ามีคุณสมบัติ
ในการเป็นนักหลอมโอสถมากกว่าเป็นผู้ฝึกปราณ”
“นักหลอมโอสถ?” เยว่ฉีใช้เวลาย่อยคำพูดสามีชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจ แววตา
สับสนเปลี่ยนเป็นเบิกกว้าง ยกมือขึ้นปิดปาก
“นักหลอมโอสถหรือ !?”
“ใช่ ใจเย็น ๆ แล้วนั่งลงก่อน” หานลั่วอี้ยิ้มให้กับการแสดงออกของนาง
ตกใจถึงขั้นต้องลุกขึ้นยืน ปากอ้าค้าง ดวงตาแทบถลนออกมา ทั้งที่การกระทำ
ออกจะน่าเกลียดแต่ในสายตาเขากลับน่ารักน่าเอ็นดูมาก
“ทะ…ท่านบอกว่าข้ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการหลอมโอสถ” ใจเย็นลง
แล้วแต่ยังพูดติดขัดอยู่ หานลั่วอี้ดึงภรรยาลงนั่งบนโต๊ะ พร้อมกล่าว
“ใช่ แต่เจ้าห้ามบอกใครเรื่องนี้ให้ผู้อื่นรู้ หากมีคนถามก็บอกออกไปว่าเจ้า
สามารถฝึกปราณได้เป็นพอ” เยว่ฉีพยักหน้าตกลง
นางย่อมรู้ว่านักหลอมโอสถหายากมากแค่ไหน หลัวหรูเคยอธิบาย
ความสำคัญให้นางฟังคร่าว ๆ แล้ว และนางก็เป็นนักหลอมโอสถหายากที่ว่าทั้ง
ยังไม่มีภูมิหลังแข็งแกร่ง หากเรื่องที่นางเป็นนักหลอมโอสถกระจายออกไป
ชีวิตต้องตกอยู่ในความวุ่นวายเป็นแน่ เยว่ฉีไม่ต้องการเช่นนั้น
นางยังไม่พร้อมรับมือความวุ่นวายซึ่งอาจบานปลายใหญ่โตถึงขั้นเกี่ยวข้อง
กับความเป็นความตาย
ในโลกนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ จะฆ่าคนโดยไร้เหตุผลไม่สน
กฎหมายบ้านเมืองก็ทำได้ ขอเพียงมีภูมิหลังแข็งแกร่ง
“เจ้าไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ข้ายังอยู่ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตรายต่อ
เจ้า” เยว่ฉีเงยหน้ามองสายตาและน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง แววตากังวลระคน
หวาดกลัวถูกคำพูดประโยคนี้ช่วยลบล้างให้มลายหายไป
โน้มตัวเข้าหาหน้าอกอบอุ่นทั้งที่เขินอาย
“ขอบคุณท่าน ข้าเชื่อว่าท่านจะปกป้องข้าได้” นางเชื่อเช่นนั้น เชื่อในตัว
บุรุษที่ยื่นมือเข้ามาหาเพียงแค่เห็นว่านางกำลังหวาดกลัว