ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 31 หินหยกวิญญาณ
ทั้งสามคนใช้เวลานานมากว่าจะสามารถขนก้อนหินทั้งหมดลงจากเขา
ชาวบ้านหลายคนเห็นพวกเขาเทียวขึ้นลงภูเขาพร้อมตะกร้าแบกหลังซึ่งเต็มไป
ด้วยก้อนหิน จากตอนแรกที่สงสัยก็เกิดเป็นความคิดว่า หรือว่าทั้งสามคนจะ
เพี้ยนไปแล้ว
กับครอบครัวเฟิงนั้นไม่เท่าไรนักแต่กับเยว่ฉี หลายคนต่างคิดว่า เพราะ
ครอบครัวสามีนำร้านซึ่งเป็นรายได้ของครอบครัวไปเลยเครียดจนกลายเป็น
เพี้ยนไปแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ยังมีหลายคนต้องการยื่นมือเข้ามาสนิทสนม ไม่ใช่
ต้องการช่วยเหลือแต่ต้องการอยากรู้ว่าในอนาคตจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นพอให้พวก
เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บ้างหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะถามไถ่ออกไปมาเท่าใดกลับไม่
เคยได้สิ่งใดกลับมา
จนหลายครั้งพวกชาวบ้านก็เริ่มรู้สึกว่า คงจะไม่มีประโยชน์ใดแล้ว แต่ไม่ว่า
ความจริงจะเป็นเช่นไรพวกเขาก็ไม่มีใครกล้ามองมาอย่างดูถูกเช่นที่ผ่านมา
อยากดูถูกคนหรือ? ต้องดูว่าพวกเจ้ามีความสามารถพอจะต่อสู้กับบุรุษผู้
นั้นหรือไม่
“หมดแล้วหรือ?” หานลั่วอี้เอ่ยถาม เงยหน้ามองใบหน้าภรรยาซึ่งทำงาน
หนักเม็ดเหงื่อผุดผายบนใบหน้า หากขาไม่เป็นเช่นนี้คงช่วยผ่อนแรงนางได้มาก
“ใช่ รอบนี้ก็ครบหมดแล้ว” เยว่ฉีฉีกยิ้มกว้าง ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อตาม
ใบหน้า ชายหนุ่มดึงแขนนางเอาไว้ เยว่ฉีเลิกคิ้วมอง
ชายหนุ่มถึงแขนภรรยาให้โน้มตัวลงมาใกล้จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
จากอกบรรจงเช็ดตามใบหน้างดงาม กรอบหน้าได้รูป
ท่าทางสนิทสนมของคนทั้งสองตกอยู่ในสายตาครอบครัวเฟิง ทั้งสองคน
มองความสนิทสนมดวงตาเผยแววยินดีรอยยิ้มมีความสุข หลัวหรูถึงขั้นแสดงสี
หน้าหยอกล้อเยว่ฉี เผยสายตากรุ้มกริ่มให้เด็กสาวใบหน้าแดงระเรื่อ
ถึงจะเขินอายทว่าเยว่ฉีไม่ปฏิเสธการถูกปฏิบัติอย่างอ่อนโยน ยืนนิ่งให้สามี
เช็ดเหงื่อให้จนทั่วใบหน้า
“ทั้งหมดหนึ่งร้อยก้อน แต่ยังไม่หมดเท่านี้ข้าได้ลองตรวจดูบริเวณใกล้เคียง
พบว่ายังมีอยู่อีกมาก” พูดจบกก็กล่าวต่อ
“ลั้วอี้คงต้องให้เสินเทียนช่วย ข้ารู้ว่าท่านเชื่อใจคนผู้นั้น”
“เสินเทียนคือคนของข้า เขาย่อมเชื่อใจได้” เยว่ฉีเบิกตาโต ที่แท้เป็นคน
ของสามีจริง ๆ ถึงจะยังไม่รู้ว่ามาเป็นคนของสามีได้อย่างไรก็ตาม
ไว้ถามยามอยู่กันสองคนแล้วกัน
เยว่ฉีเพียงประหลาดใจเล็กน้อยแตกต่างจากเพื่อนบ้านทั้งสองที่ตกใจจน
ตาโต คุณชายใหญ่ตระกูลหานเป็นสหายกับเถ้าแก่ร้านซินซิน แต่คล้ายว่าคนใน
ครอบครัวจะไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาก่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางปล่อย
หานลั่วอี้ออกจากบ้าน
มีใครในเมืองโม่ฉีไม่รู้บ้างว่า เบื้องหลังร้านซินซินนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดที่ว่า
ตระกูลใหญ่แห่งเมืองโม่ฉียังต้องเกรงใจอยู่หลายส่วน
ครอบครัวนี้ยังจะมีอะไรให้พวกเขาตกใจอีกบ้าง
“เช่นนั้นคงต้องให้เสินเทียนช่วย การที่ข้า พี่เฟิง พี่หลัว ขนหินลงจากเขา
ช่วงแรกอาจจะไม่มีผู้ให้ความสนใจแต่หลังจากนั้นอาจเกิดความสงสัยขึ้นมา บน
เขาไม่ใช่พื้นที่ของใคร เพราะอย่างนั้นใครหาของวิเศษได้ก่อนย่อมตกเป็นของ
คนผู้นั้น ข้าเข้าใจถูกหรือไม่?” นางถามสามี
“เป็นอย่างที่เจ้าเข้าใจ”
“แต่นั่นใช้ได้แค่กับของเพียงเล็กน้อยสำหรับสิ่งนี้ข้าคิดว่าไม่อาจใช้คำนั้น
ได้” สิ่งนี้ที่เยว่ฉีหมายถึงคือ หินหยกวิญญาณเหล่านี้ แค่ที่ขุดออกมาจากพื้นที่
หนึ่งผิงก็มีมากถึงหนึ่งร้อยก้อน ซึ่งเยอะมาก แถมเยว่ฉียังค้นพบหินหยก
วิญญาณอีกมากที่ซ่อนอยู่ใต้ดินบริเวณใกล้เคียงกัน ประเมินคร่าว ๆ คงมี
ประมาณสองหมื่นก้อน
จำนวนนี้ทำตระกูลใหญ่ตาโตได้เลย ลำพังพวกเขาไม่มีทางหยุดตระกูล
เหล่านั้นได้ ต้องมีตระกูลที่เบื้องหลังแข็งแกร่งไม่ต่างกันเท่านั้น ถึงจะหยุดความ
โลภของผู้คนได้
หากพวกเขาครอบครองไว้เอง หลังเรื่องนี้กระจายออกไป ไม่พ้นวันคงถูก
ฆ่าตายเพื่อชิงของวิเศษ
“เจ้าพบมากเท่าใด”
“จากพลังจิตที่สัมผัสได้มีประมาณสองหมื่นก้อน แต่อาจจะมีมากกว่านั้น”
“เข้าใจแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายหาเสินเทียน” พวกเขาพูดคุยเรื่องนี้ราว
กับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คนที่ได้ยินตอนนี้ตกตะลึงจนแทบจะเป็นลม
สะ…สองหมื่นก้อน!! เมื่อสักครู่เยว่ฉีพูดออกมาว่ามีหยกวิญญาณถึงสอง
หมื่นก้อนใช่ไหม? จำนวนนี้เพียงพอให้ผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งดูดซับจนกลายเป็นผู้
ฝึกปราณขั้นห้าได้สองคน
จำนวนนี้คิดจากหยกวิญญาณขั้นต่ำเท่านั้นแต่หากในจำนวนหินหยก
วิญญาณทั้งหมดสองหมื่นมีหยกวิญญาณขั้นกลางหรือขั้นสูงรวมอยู่ด้วย อาจจะ
ถึงขั้นสามารถสร้างผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดขึ้นมาสักคนสองคน
“พรุ่งนี้ก็เข้าเมืองไปหาเสินเทียนทันที แจ้งข่าวให้เขารู้”
“ได้ ตามที่ท่านว่า”
หานลั่วอี้เข้าไปในบ้านแล้ว เยว่ฉีจึงหันมาหาคนทั้งคู่
“พี่หลัว พี่เฟิงของตอบแทนเป็นหยกวิญญาณดีหรือไม่?” เยว่ฉียิ้มกว้าง
ทั้งสองคนมองเด็กสาวตรงหน้า เข้าใจที่นางต้องการจะสื่อ จะมีสักกี่คนที่
จ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นหยกวิญญาณ
“น้องเยว่พวกข้าล้วนไม่ปฏิเสธ ค่าตอบแทนเป็นหยกวิญญาณจะมีผู้ฝึก
ปราณคนใดปฏิเสธได้ลง”
“เช่นนั้นก็ควรพูดว่า ยินดีที่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งแล้ว”
“เป็นเช่นนั้น”
ทั้งสามคนล่ำลากันอีกสองสามประโยคก่อนจะแยกย้าย ครอบครัวเฟิงมี
ความสุขมากจริง ๆ ไม่อยากจะเชื่อว่า การหยิบยื่นน้ำใจโดยไม่ต้องการสิ่งใด
ตอบแทนจะช่วยให้พวกเขามีวันที่ได้เห็นหยกวิญญาณมากเพียงนี้
ชายหนุ่มแสนสุภาพถึงกับสติหลุดไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าเยว่ฉีนำสิ่งใดมาให้ดู
ตรงหน้าเขาคือหยกวิญญาณสีเหลืองเข้มงดงาม หากมีเพียงไม่กี่ก้อนเขาคงจะ
ไม่เสียอาการมาถึงเพียงนี้ แต่พอมีมากถึงสิบห้าก้อนก็ทำเอาตาพร่าไปหมด
ตั้งแต่ทำงานขายหยกวิญญาณพึ่งจะเคยเห็นคนนำหยกวิญญาณระดับกลาง
คุณภาพสูงมากขนาดนี้ออกมาให้ดูเป็นครั้งแรก หยกวิญญาณตรงหน้าเมื่อขาย
ออกไปราคาจะอยู่ที่ก้อนละห้าร้อยตำลึง!!
แต่เรื่องหยกวิญญาณไม่ได้ทำให้เขาเสียอาการเท่าจดหมายจากหานลั่วอี้
ในจดหมายบอกว่าภรรยาพบหินหยกวิญญาณประมาณสองหมื่นก้อน เสิน
เทียนจึงไม่สามารถรักษามาดผู้ดีเอาไว้ได้อีก แทบอยากจะพุ่งออกจากร้านเสีย
ตอนนี้ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชวีซาน
“ท่านใจเย็นลงสักนิดได้หรือไม่?” เยว่ฉีส่ายหัวถอนหายใจยาว บุรุษผู้นี้เหตุ
ใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้ เข้าใจว่าหยกวิญญาณมากมายนั้นล้วนดึงดูดผู้คน แต่
เสียอาการถึงขนาดนี้ไม่มากไปหรือ? หานลั่วอี้ไม่เห็นเป็นเช่นนี้ สามีนางไม่เคย
เสียอาการ
“ไม่ ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรเจ้าไม่เข้าใจเนื้อความในจดหมายหรือ สิ่งนั้นมี
ค่ามาก!!” ครานี้เยว่ฉีมองหน้าอีกฝ่าย ใช้สายตาประมาณว่า ท่านโง่หรือ? ข้า
เป็นคนพบข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ
เสินเทียนถูกมองราวกับคนโง่งมก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ยกมือเกาท้ายทอยเพราะ
เก้อเขิน
ภรรยาหานลั่วอี้นิสัยไม่ต่างจากหานลั่วอี้ ชอบมองคนอื่นด้วยสายตาเย็นชา
เสมอ!!
เขาพยายามดึงสติกลับหาหันไปเอ่ยกับลูกน้องคนสนิท
“เฝ้าร้านให้ดี ข้าจะพบคนผู้นั้น”
“ขอรับ” ลูกจ้างในร้านทำความเคารพ เสินเทียนที่สั่งการทุกอย่าง
เรียบร้อยแล้วก็เร่งเดินทางสู่หมู่บ้านชวีซาน ตลอดการเดินทางอีกฝ่ายเอาแต่
ชะเง้อคอออกนอกรถม้า เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่ออยากให้ถึงที่หมายโดยเร็ว
เยว่ฉีมองท่าทางไม่ต่างจากเด็กกำลังรอขอเล่นชิ้นใหม่ ในใจรู้สึกเอือมระอา
หานลั่วอี้ คนของท่านบางครั้งก็คล้ายเด็กมากเกินไป