ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 32.1 เริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้ว
หลังรอคอยมาหนึ่งชั่วยามเสินเทียนก็มาถึงหมู่บ้านชวีซาน พอรถม้าจอด
หน้าบ้านได้สนิทเขาก็รีบเปิดประตูลงจากรถก้าวยาว ๆ ไม่รอเจ้าของบ้านที่เดิน
ตามหลังลงมา เยว่ฉีส่ายหัวยิ้ม ๆ หมดสิ้นแล้วภาพคุณชายผู้สูงศักดิ์ เหลือเพียง
เด็กตัวน้อยที่ตื่นเต้นกับของเล่นชิ้นหนึ่ง
เยว่ฉีก้าวไม่เร็วไม่ช้าตามหลังไป ชาวบ้านโดยรอบเห็นรถม้าหรูหรามาจอด
หน้าบ้านก็สนอกสนใจต้องการอยากรู้อยากเห็น แต่ด้วยหวาดกลัวผู้บุรุษสาม
คนที่มาด้วยจึงไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้มากนัก
นอกจากเสินเทียนจะมาด้วยแล้ว เขายังได้นำลูกจ้างร้านมาด้วยสามคน ทำ
หน้าที่เป็นคนขับรถม้าหนึ่งคนและผู้คุ้มกันอีกสองคน ผู้คุ้มกันทั้งสองขี่ม้ามา
พร้อมกับรถม้า
หลังเถ้าแก่ก้าวเข้าไปในบ้านผู้ติดตามก็ทำหน้าที่คอยรักษาความปลอดภัย
อยู่หน้าประตู บรรยากาศจากชายฉกรรจ์ร่างสูงช่วยข่มชาวบ้านเหล่านั้นได้เป็น
อย่างดี
“เสินเทียนเจ้ายังคงเหมือนเดิม” เสียงพูดเรียบง่ายจากหานลั่วอี้ทำสองขา
ที่ก้าวเร็ว ๆ เข้ามาในบ้านหยุดชะงัก เสินเทียนมองสบสายตาสหายก่อนจะก้ม
ลงมองขาทั้งสองข้าง ใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุขพลันมืดครึ้มลง ก้าวไม่เร็วไม่ช้า
เข้าไปหา
“ลั่วอี้ข้ามันไร้ประโยชน์ผ่านมานานขนาดนี้ข้ายังไม่สามารถหาหมอมา
รักษาขาให้เจ้าได้” น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยติดโศกเศร้าอยู่หลายส่วน มือซึ่งปล่อย
ทิ้งไว้ข้างตัวกำเข้าหากันแน่น
หากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนหานลั่วอี้อาจจะรู้สึกใจกระตุกกับคำพูดที่ว่า
ไม่สามารถหาคนรักษาขาเจ้าได้แต่เวลานี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะขาทั้งสอง
ข้างเริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้ว คล้ายว่าอีกไม่นานเขาจะสามารถกลับมาเดินได้
เหมือนเดิม
เส้นลมปราณที่เคยเสียหายก็ได้รับการซ่อมแซมจวนจะหายดี
ไม่เพียงแค่นั้น หากเส้นลมปราณถูกรักษาจนหาย เส้นลมปราณใหม่นี้มี
ความเป็นไปได้ว่าจะแข็งแกร่ง มั่นคงมากกว่าเดิม
“เจ้าจับชีพจรข้าดู” เขาไม่เอ่ยอธิบายใด ยื่นแขนให้เสินเทียน อีกฝ่ายมอง
มาอย่างสงสัย เดินเข้ามาจับแขนพลิกขึ้นใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแนบลงบน
ท้องแขนใกล้บริเวณข้อแขน จุดนี้มีเส้นชีพจรที่สามารถตรวจสอบร่างกายได้อยู่
เสินเทียนใช้เวลาไม่นานก็ต้องประหลาดใจเงยหน้ามองหานลั่วอี้ ดวงตา
ฉายแววยินดี
“เส้นลมปราณของเจ้า”
“ใช่ ใกล้จะหายดีจนกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว”
“แล้วขาของท่าน?”
“เริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้ว คิดว่าอีกไม่นานจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง”
“จะหายดีแล้วหรือ!?” เสียงนี้ไม่ใช่เสียงเสินเทียนแต่เป็นเยว่ฉี นางเดินเร็ว
ๆ เข้ามาใกล้สามีวางมือลงบนแขนอีกฝ่าย ท่าทางดีใจไม่น้อย
“ใช่ อีกไม่นานข้าจะสามารถลุกขึ้นยืนและเดินเคียงข้างเจ้าได้แล้ว”
หานลั่วอี้ยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
เสินเทียนมองสามีภรรยาที่ยิ้มให้กันและกันหิวคิ้วพลันกระตุกขึ้นมา
สองคนนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงความรักอย่างออกนอกหน้าได้หรือไม่ ไม่เห็น
ใจคนโสดอย่างเขาสักนิด
“อะ…แฮ่ม” เสินเทียนกระแอมไอขัดจังหวะบรรยากาศสีชมพูของทั้งสอง
คน เยว่ฉีหันไปมองยิ้ม ๆ เอ่ยเย้าแหย่
“ท่านอิจฉาหรือ? แย่หน่อยนะที่ท่านไม่มีคนข้างกาย”
“พอแล้ว เชิญพวกเจ้ารักกันให้พอ!!” เสินเทียนไม่สนใจคู่สามีภรรยารักใคร่
กลมเกลียว สะบัดหน้าหนีก่อนจะเห็นว่าข้างกายหานลั่วอี้ไม่ไหลมีหินกองอยู่
เป็นจำนวนมาก
“นะ…นี่คือหินหยกวิญญาณใช่ไหม” ความหมั่นใส่เหล่านั้นหายไปหมดแล้ว
ตอนนี้เขาสนใจเพียงหินหยกวิญญาณตรงหน้า
“ใช่ เจ้าผ่าดูได้” เสินเทียนพยักหน้าเป็นพัลวัน หยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาผ่า
ดู
เป็นหยกวิญญาณจริง ทั้งยังเป็นระดับกลางคุณภาพสูงไม่ต่างจากที่เห็น
ก่อนหน้า
“เจ้าบอกว่าพบที่ที่มีหินหยกวิญญาณ?”
“ใช่เป็นข้า”
“ปกติแล้วคนที่สามารถค้นหาหินหยกได้มิใช่ว่าต้องเป็นนักหลอมโอสถ
หรือ? …” พูดมาถึงตรงนี้เสินเทียนพึ่งจะเข้าใจ
ที่แท้เยว่ฉีคือนักหลอมโอสถ!!!
ตอนที่ 32.2 เริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้ว
“จะ…เจ้าเป็นนักหลอมโอสถ!!” เยว่ฉีส่ายหน้าเอ่ยเสียงเนือยนาบ วันนี้นาง
ต้องรู้สึกเหนื่อยใจและผิดหวังกับบุรุษผู้นี้อีกกี่ครั้ง
“ปิดปากเจ้าก่อน ท่าทางของเจ้า…” พูดพร้อมกับส่ายหัว
“เยว่ฉีเจ้าจะใจร้ายกับข้ามากเกินไปแล้ว หากเป็นคนอื่นที่มาเห็นหยก
วิญญาณคุณภาพสูงเช่นนี้อาจจะเสียอาการมากกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ”
“สามีข้าไม่เป็น ลั่วอี้ทั้งใจเย็นและพึ่งพาได้” น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังของ
เยว่ฉี ทำเสินเทียนหมั่นไส้ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ทำไมสองคนนี้ถึงได้กลั่นแกล้ง?
เขา
หานลั่วอี้ฟังคำพูดภรรยากลางอกพลันอบอุ่นขึ้นมา ความหนักแน่นของเขา
ในจิตใจนางมากมายเหลือเกิน
“ภรรยา เสินเทียนแตกต่าง” หานลั่วอี้กล่าว
“ใช่เขาไม่เหมือนท่าน ไม่ว่าจะมีสิ่งประหลาดใจมาเพียงใดท่านล้วนควบคุม
ตนเองได้ไม่เหมือนเขา”
เสินเทียนรู้สึกคล้ายดวงตาร้อนผ่าว เหตุดตนถึงอับโชคเช่นนี้ ชายหนุ่ม
สะบัดหน้านี้ไม่พูดคุยกับทั้งคู่อีก นั่งยอง ๆ สัมผัสหินก้อนแล้วก่อนเล่า บางครั้ง
จะลูบ ๆ แล้วพึมพำเบา ๆ ไม่ให้ได้ยิน
เยว่ฉีเลิกสนใจชายร่างใหญ่แต่นิสัยเด็ก หันไปกล่าวกับสามี
“ลั่วอี้ ข้าจะพาเสินเทียนขึ้นเขาไปดูจุดที่พบหินหยกวิญญาณท่านเข้าไป
ดูลั่วซานก่อน ตอนนี้ท่านอาการดีขึ้นมาก บางทีลั่วซานอาจจะอาการดีขึ้นไม่
ต่างกัน”
“อาจจะมีความเป็นไปตามที่ภรรยาพูด เช่นนั้นเจ้าไปเถิดข้าจะเข้าไปดูลั่ว
ซาน รีบไปรีบกลับ”
“ได้ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
เสินเทียนออกจากบ้านมาพร้อมกับเยว่ฉี และก่อนจะขึ้นเขาหญิงสาวได้
ชวนครอบครัวเฟิงให้ไปด้วยกัน ส่วนผู้ติดตามทั้งสามก็ทิ้งไว้ที่บ้านสองคน หนึ่ง
คนขึ้นเขามาด้วยกัน
ตลอดการเดินทางเสินเทียนยังคงเอ่ยถามไม่หยุดว่าใกล้ถึงหรือยัง
ความสามารถของเจ้านอกจากตรวจสอบหยกวิญญาณได้แล้วยังสามารถ
ตรวจสอบพืชวิญญาณได้ด้วยหรือไม่ หรือกระทั่งสามารถหลอมโอสถได้หรือยัง
เรียกได้ว่าเสินเทียนพูดเป็นต่อยหอยจนผู้อาวุโสในมิติยังรู้สึกหงุดหงิด ใช้พลัง
อุดปากเขา
เสินเทียนตกใจที่อยู่ ๆ ก็พูดไม่ได้แถมยังเป็นการโดนคาถาทั้งที่ไม่รู้ตัว เจ้า
ตัวถึงขั้นมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ผู้ติดตามก็รีบจับดาบขยับเข้ามาใกล้
เพื่อป้องกันอันตราย
สองคนที่เหลือมองมาอย่างสงสัย
ส่วนคนที่รู้สาเหตุนั้น ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เจ้าพูดมากเกินไปข้าจึงใช้พลังปิดปากเจ้า” พูดเพียงเท่านี้ก็ไม่สนใจเขาอีก
เดินเข้าไปในป่าตามเส้นทางเดิม
เยว่ฉีออกไปแล้วหานลั่วอี้จึงเดินเข้ามาดูน้องชายต่างมารดาในห้อง
เด็กชายตัวน้อยผู้ถูกทิ้งอย่างเดียวดายในบ้านหลังใหญ่ หลังเข้ารับการ
ตรวจสอบความสามารถตอนอายุสามขวบและพบว่า เขา ถูกกำหนดให้เป็น
เพียงคนธรรมดาไม่ได้รับปราณกำเนิดติดตัวมาด้วย ความรักถนอมที่พี่ชาย
พี่สาว และมารดามอบให้เริ่มลดน้อยลงหลังจากวันนั้น
เด็กน้อยวัยสามขวบแม้จะพอรู้ความแต่ก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดครอบครัวถึงได้
เปลี่ยนไปเย็นชา
เด็กชายตัวน้อยมักจะถูกทิ้งให้บ่าวรับใช้ดูแล คนพวกนั้นที่รู้ว่าคุณชายน้อย
ไม่สามารถฝึกปราณได้ก็ไม่ได้เคารพมากเท่าที่ควร ดูแลไปตามยถากรรมไม่
สนใจไยดี
ตอนแรกหานลั่วอี้ก็ไม่ได้สนใจเด็กชายตัวน้อย แต่มีอยู่วันหนึ่ง เขาออกมา
จากห้องหลังฝึกปราณประจำวันเสร็จแล้ว และเห็นว่าเด็กชายนั่งเขี่ยดินเล่นคน
เดียวอยู่กลางลานบ้าน แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุขสนุกสนานเล่น
อยู่เพียงลำพัง
เด็กชายตัวน้อยฝึกปราณไม่ได้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกจวน เพราะ
บิดาไม่อยากให้คนภายนอกรู้ว่า บุตรชายคนเล็กเป็นคนไร้ประโยชน์
หานลั่วอี้ที่ตอนแรกไม่ได้สนใจถูกสายตาใส่ซื้อคู่นั้นดึงดูด และพอเดินเข้า
ไปทักโดยไม่รู้ตัวก็ได้รับรอยยิ้มสดใส พร้อมคำเรียกขานอย่างไร้เดียงสาว่า ‘พี่
ใหญ่’ น้ำเสียงเด็กน้อยเต็มไปด้วยความยินดีที่เขาเดินเข้าไปทัก เด็กชายตัวน้อย
ลุกขึ้นปัดดินซึ่งเปื้อนชุดออกแล้วเดินมาจับชายผ้าเขา เอ่ยเสียงเล็กกังวาน
‘พี่ใหญ่ท่านมาเล่นกับข้าใช่หรือไม่’ เป็นคำถามง่าย ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่
คำเรียกนั้นกลับทำให้เขาใจอ่อน
หานลั่วอี้อยากจะมีน้องชายน้องสาวมาตลอด หากไม่ใช่ว่าภรรยาเอกของ
บิดาเกลียดเขา ชายหนุ่มก็อยากจะสนิทกับน้องชายน้องสาวทั้งสอง แต่แม่ใหญ่
คอยกีดกันไม่ให้เข้าใกล้ทั้งยังปลูกฝังความเกลียดชังลงไปในตัวน้องชายน้องสาว
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่อาจต่อกันติด
ตอนที่ 32.3 เริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้ว
แตกต่างจากเด็กชายตัวน้อย แม่ใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ จะอยู่หรือตาย
นางก็คงไม่สนใจเช่นกัน
ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธแววตาคาดหวังจากนัยน์ตาบริสุทธิ์เขาจึงได้หลวม
ตัวตอบตกลงจะเล่นด้วย
ตอนนั้นคิดว่า เล่นด้วยกันวันเดียวคงไม่เป็นไรถึงอย่างไรวันนี้ก็ว่าง แต่
จุดเริ่มต้นนั้นกลับกินเวลายาวนานนับปี
จากความไม่คุ้นเคยกลายเป็นคุ้นชินและต่อมาก็มีเด็กชายตัวน้อยอยู่ข้าง
กายไม่ห่างนับจากนั้น
บนศาลากลางน้ำ เด็กชายตัวน้อยนั่งอยู่บนนเก้าอี้หินอ่อนขาทั้งสองห้อยทิ้ง
ลงด้านล่าง เด็กชายตีขาไปมาเท้าแขนข้างตัวมองดอกบัวในสระพลางเอ่ย
‘พี่ใหญ่ลั่วซานต้องทำอย่างไรท่านแม่ถึงจะมาหา ลั่วซานอยากให้ท่านแม่
กอด’ เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักสนิทสนมกัน เด็กชายตัวน้อยในวัยห้าขวบผู้ไม่เคย
เอ่ยถึงมารดาให้เขาได้ยินกลับเอ่ยขึ้นมา หานลั่วอี้นึกสงสัยจึงเอ่ยถามออกไป
‘ทำไมลั่วซานถึงอยากให้ท่านแม่กอด’
‘วันนั้นลั่วซานเห็นท่านแม่กอดพี่ชายกับพี่สาวแต่พอท่านแม่หันมาหาลั่ว
ซานท่านกับบอกลั่วซานว่า ลั่วซานเด็กดีแม่กำลังคุยกับพี่ชายพี่สาวเจ้าออกไป
ก่อนได้หรือไม่’ เด็กชายตัวน้อยพูดจบก็หันมาหาชายหนุ่ม ดวงตาเต็มไปด้วย
ความสงสัย ก่อนเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค ประโยคที่ทำเขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
‘พี่ใหญ่ ลั่วซานไม่ค่อยเข้าใจทั้งที่ท่านแม่บอกว่าลั่วซานเป็นเด็กดี แล้วเหตุ
ใดท่านแม่ถึงไม่เคยกอดลั่วซาน’
หานลั่วอี้จะพูดเช่นไรออกไปได้ บอกว่าเพราะแม่เจ้าไม่รักเจ้าอย่างนั้นหรือ
กับเด็กน้อยวัยห้าขวบที่ยังโหยหาความรักจากครอบครัว
ถึงเขาจะไม่ได้สนใจแม่ใหญ่แต่กับเด็กคนนี้เขากับไม่กล้าพูดความจริง
ออกไป เขาพูดทำร้ายจิตใจบริสุทธิ์ดวงนี้ไม่ได้จริง ๆ
‘พี่ใหญ่กอดลั่วซานแทนได้หรือไม่? ท่านแม่ไม่กอดแต่หากลั่วซานต้องการ
พี่ใหญ่จะกอดเจ้าแทนท่านแม่’
‘พี่ใหญ่ท่านพูดจริงหรือ? ลั่วซานอยากกอดพี่ใหญ่ ลั่วซานเหงาอยากได้
อ้อมกอดเหมือนพี่ชายกับพี่สาว’ เด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้าง อ้าแขนสองข้าให้เขา
ได้กอด
ชายหนุ่มอมยิ้มก้มลงไปกอดเด็กชายตัวน้อย
ตลอดเวลาที่หานลั่วอี้ให้ความสำคัญกับหานลั่วซานไม่มีบ่าวรับใช้คนใด
กล้าเมินเฉยเด็กชายตัวน้อย เขาได้รับความคุ้มครองภายใต้ความโปรดปรานที่
ชายหนุ่มมี หานลั่วอี้ได้ชื่อว่าผู้มีพรสวรรค์และอนาคตไกลของครอบครัว ทุกคน
ในบ้านล้วนเกรงใจเขาหลายส่วน
เพราะเรื่องราวเหล่านั้นชายหนุ่มจึงรับเด็กชายตัวน้อยมาเลี้ยงดู เล่นเป็น
เพื่อนเด็กน้อยที่ไม่มีเพื่อนเล่น กอดเด็กชายตัวน้อยยามเหงา และเป็นพี่ชาย
ช่วยรับฟังความฝันมากมายของหานลั่วซาน
แม้จะฝึกปราณไม่ได้แต่น้องชายเพียงคนเดียวเขาดูแลได้ ในเมื่อแม่ใหญ่
ไม่ได้ต้องการลูกชายคนเล็ก เช่นนั้นเขาจะเลี้ยงดูเอง
ชายหนุ่มเผลอนึกถึงเรื่องราวในอดีตยามมองหน้าหานลั่วซาน ใบหน้า
เด็กชายยังคงสดใสไม่ต่างจากแต่ก่อนทั้งที่นอนหลับอยู่เสมอ อาจจะเพราะยาที่
เยว่ฉีต้มให้ดื่มเป็นประจำ เด็กชายตัวน้อยถึงมีร่างกายแข็งแรงไม่ต่างจากเด็ก
ทั่วไป ไม่มีส่วนใดซูบผอม
“เกือบครึ่งปีแล้วที่เจ้านอนหลับไม่ฟื้น พี่หวังว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมาในเร็ววัน”
ตัวหานลั่วอี้ยังไม่คิดไม่ถึงเลยว่า การเดินเข้าไปทักทายในวันนั้นจะทำให้เขาได้
น้องชายแสนสำคัญกลับมาคนหนึ่ง
ชายหนุ่มจับแขนหานลั่วซานออกมาจากผ้าห่มพลิกท้องแขนขึ้นใช้นิ้วชี้กับ
นิ้วกลางตรวจชีพจร
ชีพจรเด็กชายเต้นเป็นปกติเช่นที่ผ่านมาแต่ครั้งนี้เขาคล้ายสัมผัสบางสิ่ง
บางอย่างได้
หานลั่วอี้ผละมือออกจากแขนเปลี่ยนมาสัมผัสศีรษะและใช้พลังปราณเข้า
ไปตรวจสอบในความทรงจำ คาถาที่ผนึกความทรงจำของเด็กชายดูเหมือนจะ
คลายออกแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคาถาอ่อนลงด้วยตัวมันเองหรือเป็นเพราะยาที่
เยว่ฉีป้อนกันแน่
หลังใช้พลังตรวจสอบดู ใบหน้าหานลั่วอี้ถึงขั้นมืดครึ้มลง เขากัดฟันแน่น
มืออีกข้างกำเข้าหากันจนขึ้นข้อ
สตรีผู้นั้นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการถึงกับใช้คำพูดหวานหูมาหลอกลวง
จิตใจแสนบริสุทธิ์ดวงหนึ่ง!!
ถึงจะคาดเดาไว้ก่อนแล้วแต่พอมาได้เห็นผ่านความทรงจำ ความเคียดแค้น
ที่มีพลันทวีขึ้นหลายส่วน
กับคนผู้นั้นเขาจะเอาคืนให้สมกับการกระทำของนาง!!