ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 41 ขึ้นเขาไปด้วยกัน
ผ่านมาร่วมสัปดาห์แล้วตั้งแต่ที่หานลั่วซานตื่นขึ้นมา ช่วงแรกเด็กชายตัว
น้อยยังมีท่าทางหวาดกลัวไม่กล้าพูดจาหรืออ้อนขอในสิ่งที่ต้องการ แต่พอเวลา
ผ่านไปความสดใสที่หานลั่วอี้เคยเล่าให้ฟังก็เริ่มปรากฏให้เห็น
“พี่สาว ลั่วซานอยากกินนุ่ม ๆ” เยว่ฉีอมยิ้มก้มหน้ามองเด็กชายตัวน้อยที่
วิ่งมาเกาะขา เด็กชายตัวน้อยเงยหน้ามองและฉีกยิ้มกว้าง
“ลั่วซานจะทานตอนนี้เลยหรือ”
“อื้อ…ลั่วซานชอบกินนุ่ม ๆ” นุ่ม ๆ ที่หานลั่วซานพูดถึงคือ ซาลาเปาไส้หมู
เยว่ฉีทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืนและแบ่งเก็บไว้สำหรับตอนเช้า
ไม่คิดว่าเด็กชายจะชอบ
“ได้ รอพี่สาวสักครู่”
“ลั่วซานเด็กดี ลั่วซานรอพี่สาว”
เย่วฉียิ้มเอ็นดู ขยับตัวก้าวเข้าไปในห้องครัวโดยมีร่างเล็ก ๆ เดินตามไม่ห่าง
ดวงตาเล็กเป็นประกายจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของนาง
เยว่ฉีหยิบซาลาเปาร้อน ๆ ออกมาจากที่นึ่งโน้มตัวลงก่อนจะยื่นให้
“ลั่วซานมันร้อนหนูต้องถือดี ๆ นะ”
“ขอรับ ลั่วซานไม่กลัวร้อนถือได้” ว่าจบก็รับของจากมือไป ก่อนจะไปยังมิ
วายเอ่ยขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
จากที่ใช่ชีวิตร่วมกันมาหนึ่งสัปดาห์ หานลั่วซานเป็นเด็กนิสัยดีมาก ไม่งอแง
ไม่เอาแต่ใจ ทั้งยังพูดรู้ความ ถึงจะยังไม่สดใสร่าเริงเท่ากับก่อนหน้า (หานลั่วอี้
เป็นคนบอก) แต่ก็สดใสขึ้นมาก ความสดใสแบบเด็ก ๆ ช่วยให้ชีวิตครอบครัว
ของพวกเขาอบอุ่น ขึ้นไม่น้อย แต่ละวันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สุขสบายไร้เรื่อง
ให้ต้องกังวล
ระหว่างหนึ่งสัปดาห์มีเรื่องเกิดขึ้นไม่มาก หนึ่งในนั้นคือยอดขายหยก
วิญญาณที่ขายออกไปในงานประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายและแบ่งปันผลประโยชน์
กันแล้ว เยว่ฉีมีเงินในมืออยู่ถึงสามล้านห้าแสนตำลึง ถือเป็นเงินก้อนใหญ่มาก
ทีเดียว
เงินส่วนนี้เยว่ฉีได้สอบถามกับหานลั่วอี้ อีกฝ่ายบอกว่าให้เก็บไว้ซื้อของ
จำเป็น เพราะถึงแม้ตอนนี้เราจะมีเงิน มีหยกวิญญาณ แต่ผู้ฝึกปราณหรือนัก
หลอมโอสถชีวิตพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่สองสิ่งนี้ ยังมีอาวุธวิญญาณและสัตว์
อสูรที่จำเป็นสำหรับพวกเรา
พูดมาถึงตรงนี้เยว่ฉีพลันตื่นเต้น อาวุธวิญญาณนั้นไม่เท่าใด นางพอจะรู้มา
บ้าง แต่กับสัตว์อสูร มิใช่ว่าพวกมันดุร้ายหรือแล้วทำไมต้องใช้เงินไปกับพวกมัน
ด้วย แต่พอนึกไปนึกมาคิดว่า บางที่สัตว์อสูรคงสามารถฝึกได้
และหานลั่วอี้ก็ไม่ปล่อยให้นางสงสัยนาน พูดออกมาว่า ในดินแดนที่สูงกว่า
มีการฝึกสัตว์อสูรสำหรับใช้งาน แล้วทำไมดินแดนระดับล่างถึงไม่ฝึกสัตว์อสูร
บ้าง สาเหตุเป็นเพราะสัตว์อสูรของดินแดนระดับล่างหากนำมาฝึกผลที่ไม่คุ้มค่า
กับเงินที่ต้องเสียไประหว่างฝึกฝน ด้วยระดับของสัตว์อสูรในดินแดนนี้ไม่สูงมาก
พอให้ต้องลงทุน
พูดถึงเรื่องดินแดนระดับสูงกว่าดินแดนเฟยฮ่าว เยว่ฉีพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา
ทว่าหานลั่วอี้กับบอกนางเพียงว่าเมื่อถึงเวลาจะมีโอกาสได้ไป
นางจึงเลิกคิดเรื่องดินแดนระดับอื่นชั่วคราว
“ออกมาแล้วหรือ?”
“อื้ม ไปกันเลยไหม?”
“ได้ ลั่วซาน น้องพร้อมแล้วใช่หรือไม่”
“ขอรับ ลั่วซานพร้อมแล้ว” เด็กน้อยรีบกัดซาลาเปาเข้าปากแล้วเคี้ยวจน
แก้มตุ่ยพองเหมือนกระรอก ร่างเล็ก ๆ กระโดดลงจากแคร่วิ่งดุ๊กดิ๊กมาทาง
หานลั่วอี้
“พี่ใหญ่ ลั่วซานพร้อมแล้ว” แก้มตุ่ย ๆ เคี้ยวอาหารยังไม่หมดปาก น้ำเสียง
อู้อี้ที่เอ่ยออกมาและประกายตาสดใส
อ่า…เยว่ฉีใจเหลวไปหมดแล้ว
“ลั่วซานพี่สาวมีของจะให้” เยว่ฉีหยิบตะกร้าใบเล็กออกมาจากด้านหลังยื่น
ให้เด็กน้อย หานลั่วซานตาโตเป็นประกายเอ่ยเสียงสดใส
“ลั่วซานชอบมากขอรับ ขอบคุณพี่สาว” หญิงสาวช่วยหานลั่วซานสวม
ตะกร้าแบกหลัง หลังสวมเรียบร้อยเด็กชายก็หันไปหาหานลั่วอี้
“พี่ใหญ่ ลั่วซานช่วยเหลือ” พร้อมกับหันตะกร้าแบกหลังให้ชายหนุ่มได้ดู
“เก่งมาก” หานลั่วอี้ลูบศีรษะน้องชาย เด็กชายตัวน้อยฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้
วันนี้เยว่ฉีได้ชวนหานลั่วอี้ขึ้นเขาไปด้วยกัน บนนั้นมีบางอย่างที่นางไม่ได้
บอกเสินเทียน ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอก แต่นางอยากจะเก็บไว้สำหรับพวกเขาสอง
คน
ทั้งสามคนเดินออกจากบ้าน เยว่ฉีไม่ลืมที่จะลงกลอนประตูแล้วเดินทางสู่
ภูเขาตรงหน้า
ระหว่างเดินขึ้นเขามีชาวบ้านหลายคนมองมา สายตาหลากหลายคู่จ้องมอง
หานลั่วอี้ คงกำลังตกใจไม่หายที่เขากลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่มากเท่า
สายตาที่มองหานลั่วซาน
เด็กชายตัวน้อยผู้นอนหลับสนิทมาหลายเดือนตอนนี้ตื่นขึ้นมาแล้ว ใบหน้า
หานลั่วซานคล้ายคลึงสามีนางถึงเจ็ดส่วน
เยว่ฉีเชื่อว่าต้องมีคนเข้าใจผิดว่าเด็กน้อยเป็นบุตรหานลั่วอี้เป็นแน่
เผยลู่ยืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านเหล่านั้น ตั้งแต่คิดแผนการเข้าหาได้ นางไม่เคย
มีโอกาสเข้าใกล้ชายหนุ่มเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเวลาไหน หากชายหนุ่มไม่อยู่ใน
บ้านข้างกายก็มักจะมีเยว่ฉีเสมอ
โอกาสจะอยู่ด้วยกันตามลำพังยังไม่มี นางจะเอาเวลาใดไปยื่นผ้าเช็ดหน้า
ให้!!
“แม่นางเยว่ วันนี้ขึ้นเขาหรือ” เยว่ฉีหันไปยิ้มให้คนถามพลางเอ่ย
“เจ้าค่ะ” อยู่หมู่บ้านชวีซานมาก็นาน แต่ใบหน้าของชาวบ้านนางกับจำไม่
ค่อยได้เพราะไม่ได้ให้ไปมาหาสู่กัน
หากไม่ขึ้นเขาทำงาน ก็จะอยู่บ้านหรือไม่ก็เข้าเมือง ทำให้ไม่ได้ทำความ
สนิทสนม
ไม่สิ นางไม่อยากสนิทสนมกับชาวบ้านมากกว่า
หญิงแต่งงานแล้วยิ้มกว้าง หลุบตามองหานลั่วซานเล็กน้อยก่อนจะหันมอง
นาง
“เด็กคนนี้?”
“น้องชายสามีข้าเจ้าค่ะ”
“อ๋อ ที่แท้ก็น้องชายท่านหาน” หญิงแต่งงานแล้วพูดพลางเหลือบสายตา
มองหานลั่วอี้ เยว่ฉีถึงกับคิ้วกระตุก มิใช่ว่าท่านมีสามีแล้วหรือ? แล้วสายตาที่ใช้
มองสามีนางนี่ยังไงกัน
เยว่ฉียิ้มเย็นเดินเอาตัวไปบังสายตาสตรีตรงหน้าเอ่ยยิ้ม ๆ
“แม่นางท่านนี้ ข้าเห็นว่าสายตาท่านดูจะไม่เหมาะเท่าใดนัก ข้าเห็นแล้วไม่
สบายใจ เช่นนั้นข้าขอตัวพาสามีไปแล้วนะเจ้าค่ะ” ไม่ว่าเปล่าเยว่ฉีดึงแขน
หานลั่วอี้ให้เดินไปพร้อมกันและไม่ลืมจับมือหานลั่วซานให้เดินตามมา
หานลั่วอี้มองมือซึ่งจับแขนตน มุมปากชายหนุ่มพลันยกโค้ง
นี่ไหน้ำส้มภรรยาแตกหรือ? เป็นความรู้สึกที่ดีเสียจริง
“ลั่วซานเหนื่อยหรือไม่”
“ลั่วซานไม่เหนื่อยขอรับ ขึ้นเขาสนุกมาก ลั่วซานเพิ่งจะเคยขึ้นเขาครั้ง
แรก” เด็กชายยิ้มทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เยว่ฉีหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
บรรจงเช็ดให้
“ลั่วซานเก่งมาก อีกไม่นานจะถึงแล้วอดทนได้ใช่ไหม”
“ลั่วซานอดทนได้ขอรับ ลั่วซานมีความสุขได้มาเดินกับพี่ใหญ่พี่สาว”
“ลั่วซานเด็กดี”
ทั้งสามคนเดินขึ้นเขามาประมาณสองเค่อ จุดที่เยว่ฉีต้องการไปอยู่ห่างจาก
จุดที่พบหินหยกวิญญาณครั้งก่อนประมาณสองลี้ เพราะระยะทางไกลมากหญิง
สาวถึงเป็นกังวลกลัวว่าเด็กน้อยจะงอแง แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดหานลั่วซาน
เป็นเด็กดีมาก ไม่งอแงทั้งยังอดทน
หลังเดินทางมานานในที่สุดก็ถึงที่หมาย หานลั่วอี้มองภรรยาเป็นเชิงถาม
เพราะนางไม่ได้บอกอะไร เพียงบอกให้ขึ้นเขามาด้วยกัน
“ครั้งก่อนที่พบหยกวิญญาณสองหมื่นก้อน ข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่มากกว่า
จากจุดนี้ แต่ไม่ได้เอ่ยบอกเสินเทียน เพราะจากที่สัมผัสได้จำนวนก้อนหิน
บริเวณนี้มีไม่มาก”
หานลั่วอี้พยักหน้าเอ่ยถาม
“ต้องขุดบริเวณใด”
“จุดนี้ไปจนถึงจุดนี้” เยว่ฉีชี้จุดที่ต้องขุดให้หานลั่วอี้ดู ชายหนุ่มพยักหน้า
เข้าใจ ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้จอบในการขุดแต่เลือกจะใช้พลังขุดของใต้ดินขึ้นมา
หานลั่วอี้รวบรวมพลังปราณไปที่มือ สร้างสายลมให้มีรูปร่างแหลมคม
จากนั้นนำพาลมหมุนสู่พื้นดิน
ปลายแหลมของลมทะลวงพื้นดินลงไปด้านล่างเรื่อย ๆ ใช้เวลาไม่นานก็
สามารถขุดหน้าดินที่เยว่ฉีบอกออกจนหมด หน้าดินที่ถูกขุดออกกว้างประมาณ
หนึ่งผิง ขุดลึกลงไปประมาณหนึ่งจั้ง เมื่อพบแล้วสายลมก็สลายไป
“พี่ใหญ่สุดยอด ยอดมากเลยขอรับ” ดวงตาเด็กชายตัวน้อยเป็นประกาย
ระยิบระยับมองมาที่หานลั่วอี้ด้วยความนับถือ พร้อมกับกระโดดโลดเต้น
รอบตัวชายหนุ่ม
“พี่ใหญ่สุดยอด ลั่วซานก็อยากทำแบบพี่ใหญ่ได้” ดวงตาหานลั่วอี้พลันมืด
ครึ้มลงเมื่อได้ยินคำพูดน้องชาย หานลั่วซานถูกกำหนดให้ไม่สามารถฝึกปราณ
ได้ เพราะเหตุนี้เด็กชายจึงถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
เยว่ฉีเห็นสีหน้าชายหนุ่มจึงเดินไปยืนข้างกายประสานมือเข้าด้วยกัน
“ไม่เป็นไร เรื่องลั่วซานบางทีอาจารย์อาจจะมีทางช่วยเหลือ”
“นั่นสิ ตอนนี้ปล่อยไปอย่างนี้ก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องกังวลไป เรื่องทุกเรื่องล้วนมีทางออก” เขาพยักหน้าเข้าใจ หันมา
ให้ความสนใจสิ่งตรงหน้า
สิ่งที่ถูกฝังไว้มีรูปร่างเป็นหินเช่นเดียวกับหินหยกวิญญาณขนาดไม่ใหญ่มาก
ประมาณครึ่งฉื่อ ทั้งสองคนช่วยกันขนหินขึ้นมาด้านบน นับทั้งหมดแล้วมี
ประมาณสองร้อยก้อน
เยอะมาก ไม่คิดว่าบนภูเขาลูกนี้จะมีสมบัติมากมายซ่อนอยู่ น่าแปลกที่ไม่
เคยมีใครค้นพบเห็น
“ลั่วอี้ ผ่าดูบนเขาเลยได้หรือไม่? แล้วค่อยเก็บเข้าไปในมิติ”
หานลั่วอี้พยักหน้า ทำตามที่ภรรยาต้องการ แต่ก่อนจะผ่าหินเขาได้สร้าง
อาคมลวงตาและป้องกันรอบตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมองเห็นพวกเขา
ตั้งแต่ขาหายและกลายเป็นฝึกปราณขั้นเจ็ด พลังในร่างก็ทวีขึ้นมาก
สามารถใช้คาถายาก ๆ ได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงวิชาที่อาจารย์ให้มาคราวก่อน เขาก็
เริ่มฝึกฝนได้อย่างเชี่ยวชาญ สามารถใช้พลังลมได้หลากหลายรูปแบบมากกว่า
เมื่อก่อน
“พี่ใหญ่จะผ่าหรือ ลั่วซานดูด้วย” เด็กชายตัวน้อยวิ่งดุ๊กดิ๊กมาหย่อนตัวนั่ง
ข้างกายทั้งสองคน ดวงตาเป็นประกายจ้องมองก้อนหินในมือ
“ลั่วซานชอบของมีประกายหรือไม่”
“ลั่วซานชอบวิบวับวิบวับสวยมาก”
“ชอบของวิบวับหรือ”
“อื้อ ไม่ใช่สิ่งนี้วิบวับวิบวับสวยมาก” ทั้งสองคนมองหน้ากันพร้อมกับเลิก
คิ้วสงสัย
เยว่ฉีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “ลั่วซานเห็นอะไรด้านในหรือ? “
“ลั่วซานเห็นแสงวิบวับวิบวับ” เด็กน้อยตอบประสาซื่อ “พี่ใหญ่นำออกมา
วิบวับวิบวับ”
“ได้” หานลั่วอี้โยกหัวน้องชาย แล้วเริ่มผ่าหิน
หินก้อนแรกแตกแล้วสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือกำไลสีทองเส้นหนึ่ง บนกำไล
มีลวดลายคล้ายเถาวัลย์พันเกี่ยว กำไลทั้งเส้นเป็นสีทองสดใสงดงาม เรียกว่า
กำไลปกป้อง
“ว้าว!! วิบวับวิบวับสวยมาก!!” การแสดงออกของเด็กชายเรียกรอยยิ้มจาก
ผู้ใหญ่ทั้งสอง
“ลั่วซานอยากได้ไหม”
“ได้หรือ? พี่ใหญ่จะให้ลั่วซานหรือ” เด็กชายตัวน้อยตาโต มองพี่ชาย
“หากลั่วซานชอบพี่ใหญ่จะให้”
“ลั่วซานอยากได้ อยากได้ของวิบวับ”
หานลั่วอี้สวมกำไรให้น้องชาย สิ่งที่เด็กน้อยพบคืออาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่ง
ความสามารถของอาวุธวิญญาณชิ้นนี้ตรงตามชื่อเรียกคือมีความสามารถในการ
ปกป้องเจ้าของ หากเกิดอันตรายซึ่งส่งผลต่อชีวิต ความสามารถของอาวุธ
วิญญาณจะทำงาน
ความสามารถนี้จะคงอยู่จนกว่าตัวอาวุธจะเสียหายหรือถูกคนที่มีพลัง
มากกว่าทำลาย กำไลสีทองเส้นนี้เป็นอาวุธวิญญาณระดับเซียนซึ่งถือว่าเป็นการ
ค้นพบที่พิเศษมาก
ในดินแดนเฟยฮ่าว นี่เป็นอาวุธวิญญาณระดับเซียนเพียงชิ้นเดียวที่ถูก
ค้นพบ เหตุใดถึงรู้ว่าเป็นอาวุธระดับเซียนน่ะหรือ? เพราะมีการบันทึกลงใน
หนังสืออาวุธวิญญาณซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องหนังสือของตระกูล
‘จับแขนเจ้าหนูนั่นไว้ ข้าจะช่วยปกปิดระดับอาวุธวิญญาณให้’
“ลั่วอี้อาจารย์จะช่วยปกปิดระดับอาวุธชิ้นนี้ให้” หานลั่วอี้โล่งใจขึ้นมา
เล็กน้อย เพราะเขาเองก็คิดจะใช้พลังปกปิดระดับอาวุธวิญญาณชิ้นนี้
เช่นเดียวกัน แต่ยังมีความกังวลเล็กน้อยเพราะคาถาของเขาสามารถหลอกตา
ได้แค่ผู้ฝึกปราณระดับหกลงไป หากสูงกว่านั้นย่อมมองออกว่าอาวุธชิ้นนี้พิเศษ
และหลังจากนั้นจะต้องมีคนต้องการแย่งชิงไปเป็นของตน
แต่จากพลังของอาจารย์บางทีอาจจะสามารถลวงตาได้ถึงผู้ฝึกปราณขั้นเก้า
แม้ว่าตอนนี้เขายังไม่ทราบระดับที่แน่ชัดของอาจารย์ แต่ดูจากที่มีของวิเศษ
มากมาย มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะสูงกว่าขั้นปรมาจารย์
“ลั่วซานพี่สาวขอดูได้ไหม”
“ได้ขอรับ ให้พี่สาวดู” หานลั่วซานยิ้มกว้างยื่นแขนให้หญิงสาว เด็กน้อย
ต้องการอวดกำไลแสนสวยที่พี่ใหญ่มอบให้
สิ่งนี้หานลั่วซานจะรักษาให้ดี เพราะเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ได้รับจากพี่ใหญ่
เยว่ฉีจับแขนเด็กน้อยไว้ปล่อยให้อาจารย์ใช้นางเป็นสื่อในการช่วยปกปิด
ระดับ
ไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย
จากนั้นหานลั่วอี้ก็เริ่มผ่าหินก้อนต่อไป เยว่ฉีก็ช่วยด้วยเหมือนกัน ต้อง
ขอบคุณหินหยกทั้งสองหมื่นก้อน ทำให้นางสามารถใช้พลังผ่าหินได้ง่ายขึ้น
ควบคุมพลังได้ดีกว่าตอนแรกมาก
“ลั่วซานเห็นอะไรในนี้ไหม?” เพราะตอนแรกหานลั่วซานบอกว่าเห็นสีใน
ก้อนหินเยว่ฉีจึงลองถามดู แต่เด็กชายตัวน้อยกลับส่ายหน้า บอกว่าไม่เห็นอะไร
เยว่ฉีจึงนึกว่า บางทีน้องชายสามีอาจจะสัมผัสได้เพียงอาวุธวิญญาณเท่านั้น
แต่หานลั่วซานไม่มีความสามารถในการฝึกปราณมิใช่หรือ? เหตุใดถึงสัมผัส
ของวิเศษในหินหยกได้
แม้จะยังสงสัยแต่เยว่ฉีก็เลือกจะสลัดความสงสัยเหล่านั้นทิ้งแล้วตั้งหน้าตั้ง
ตาผ่าหินต่อ