ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 43.1 ถูกเรียกตัว
“ลั่วซานพยายามเข้า ใช่ อย่างนั้นเก่งมาก!!” เยว่ฉีพูดให้กำลังเด็กชายตัว
น้อยในสิ่งที่กำลังทำอยู่ หลังหานลั่วซานพยายามฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดสอง
เดือน
ตั้งแต่รู้ว่าเด็กชายฝึกปราณได้ ทั้งสามคนก็ฝึกปราณร่วมกันมาตลอด ตอนนี้
เยว่ฉีได้เลื่อนขึ้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นสองแล้ว ถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาจะ
ไม่มาก แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าเป็นนักหลอมโอสถขั้นสองแล้ว
ผู้อาวุโสหมิงบอกว่ารอให้เป็นนักหลอมโอสถขั้นสามก่อนเมื่อถึงตอนนั้นจะ
ได้รับความสามารถใหม่มา รวมถึงจะเริ่มสอนวิธีการหลอมโอสถให้
เยว่ฉีผู้มีอาจารย์เพียงคนเดียว จึงเชื่อฟังและขยันฝึกปราณเพื่อจะได้ก้าว
ขึ้นไปขั้นสามได้โดยเร็ว
ส่วนเด็กชายตัวน้อยตอนนี้เป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งแล้ว
สองเดือนมานี้ นอกจากฝึกปราณยังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นหนึ่งเรื่อง
หานลั่วอี้ได้รับจดหมายจากทางตระกูลหาน เนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้
ว่า
หานลั่วอี้ต้องส่งเงินให้บิดามารดาเป็นค่าเลี้ยงดู จำนวนเงินที่ต้องส่งให้ต่อ
เดือนคือหนึ่งร้อยตำลึง
นางได้อ่านถึงกับคิ้วกระตุก ดึงจดหมายมาอ่านอีกรอบก่อนจะฉีกทิ้ง ไม่
วายยังบอกให้หานลั่วอี้เขียนจดหมายตอบกลับ เนื้อความในจดหมายเขียนว่า
หากน้องชายน้องสาวทั้งสองให้เงินบิดามารดาเดือนละร้อยตำลึง เขาก็จะมอบ
ให้เช่นกัน
อะไรคือการมาขอเงิน? อ้าปากก็เรียกมากถึงหนึ่งตำลึงแล้ว ตอนออกจาก
บ้านมาคนพวกนั้นให้เงินสามีนางเพียงหนึ่งตำลึง หากมิใช่ว่าโชคดีมีวิธีทำเงิน
เช่นนั้นคงอดตายแล้ว
เผลอ ๆ พวกเขาคงหวังให้หานลั่วอี้ตายตกไปเสียเลยด้วยซ้ำไป
จะให้จ่ายเงินออกไปเพื่อทดแทนบุญคุณเยว่ฉีไม่ว่า ถึงอย่างไรพวกเขาก็ถือ
ว่าเป็นผู้ให้กำเนิด แต่เพราะเนื้อความในจดหมายน่าเกลียดเกินจะรับไหว นาง
จึงไม่ยินดีมอบเงินออกไป
นางไม่ได้หวังการถามไถ่ถึงชีวิตความเป็นอยู่จากคนพวกนั้น แต่ก็ไม่คิดว่า
จะหน้าไม่อายถึงขั้นประโยคแรกก็เอ่ยถึง ความกตัญญูและอกตัญญูแล้ว!!
หากสามีนางอกตัญญูจริงคงลุกไปบีบคอสตรีร้ายกาจผู้นั้นและพูดตอกกลับ
บิดาอย่างไม่รักษาน้ำใจไปนานแล้ว
“พี่สาว ลั่วซานเก่งหรือไม่” หานลั่วซานวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามากอดขาเยว่ฉี หญิง
สาวก้มหน้ามองพร้อมกับลูบหัวเล็ก
“เก่งมาก ลั่วซานเก่งที่สุดดด” เยว่ฉีลากเสียงในคำพูดสุดท้าย
“ภรรยาทำอันใดอยู่หรือ?”
“พี่ใหญ่!! ดูนี่ ดูนี่ ลั่วซานทำได้แล้ว” เด็กชายโผล่หน้าออกมาจากขาเยว่ฉี
แล้วมองไปยังหานลั่วอี้ที่ก้าวออกมาจากบ้าน
ร่างกายเล็ก ๆ วิ่งเข้าไปดึงแขนพี่ชายให้เดินตาม เด็กชายตัวน้อยยิ้มร่า
พร้อมกับชี้มือไปยังจุดที่เมื่อสักครู่ตนได้ลองใช้พลังทำให้เกิดรอย
ตรงจุดนั้นมีหลุมขนาดประมาณสองชุ่นปรากฏอยู่ พื้นดินยุบลงไปเล็กน้อย
คล้ายถูกของหนักตกกระทบ
“พี่ใหญ่ ลั่วซานเก่งหรือไม่ ลั่วซานเก่งไหม” ดวงตาเป็นประกายจ้องมอง
มาที่ชายหนุ่ม รอคอยให้พี่ชายเอ่ยชม
หานลั่วอี้เผยสายตาอบอุ่น วางมือบนศีรษะ
“ลั่วซานเก่งมาก”
“เย้!! พี่ใหญ่ชมลั่วซาน ลั่วซานเก่งที่สุดดด” หานลั่วซานลากเสียงยาวใน
คำพูดสุดท้ายเช่นเดียวกับเยว่ฉี การกระทำของเด็กชายเรียกเสียงหัวเราะระคน
เอ็นดูจากผู้ใหญ่ทั้งสอง
ระหว่างที่คนทั้งสามกำลังมีความสุข เสียงหน้าประตูก็ดังขัดจังหวะความสุข
เสียก่อน
ที่เขาพูดว่า ความสุขมักสั้นเป็นอย่างนี้เอง
“ข้าไปดูเอง” เยว่ฉีเอ่ยกับสามี ปล่อยให้สองพี่น้องได้ใช้เวลาด้วยกัน
หญิงสาวสงสัยว่าใครกันที่มา หากเป็นครอบครัวเฟิงพวกเขาคงส่งเสียง
เรียกก่อนแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูก็มีมือหนึ่งมาหยุดเอาไว้ก่อน
“คนด้านหลังเป็นคนพวกนั้น” เยว่ฉีผินหน้ามองคนสูงกว่า ปล่อยให้เขา
เป็นฝ่ายเปิดประตู
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือรถม้าคุ้นเคยและบ่าวคุ้นหน้า หานลั่วอี้ก้าวออกไป
ก่อน มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ
ตอนที่ 43.2 ถูกเรียกตัว
คนถูกมองถึงกับตัวสั่นทั้งที่ตอนแรกยังรู้สึกตกตะลึงระคนประหลาดใจเมื่อ
เห็นว่าคุณชายใหญ่ขาหายดีแล้ว ทว่าพอสบเข้ากับดวงตาสีดำลุ่มลึกร่างกาย
ถึงกับแข็งค้างไม่อาจเคลื่อนไหวได้ไปชั่วขณะหนึ่ง
“มีอะไร” น้ำเสียงราบเรียบที่สามารถแช่แข็งคนฟัง ทำเอาบ่าวรับใช้
อยากจะร้องไห้ออกมาเสียตอนนี้
เหตุใดคุณชายใหญ่ถึงได้น่ากลัวเช่นนี้ เขาจะไม่ไหวอยู่แล้ว
แต่ถึงจะหวาดกลัวมากเพียงใดก็ต้องทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบสองยี่สิบสามปี ก้มหน้าไม่กล้าสบตาในมือสั่น ๆ
มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า
หานลั่วอี้หลุบตามอง อีกฝ่ายเห็นว่าคุณชายใหญ่ไม่หยิบจดหมายไปเสียที
จึงเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะสบเข้ากับสายตาเย็นชาชวนให้ขนลุก จนต้องหลบ
สายตาอีกครั้ง
“นะ…นายท่านรอง…บอกให้บ่าว นะ…นำจดหมายมาให้คะ…คุณชายใหญ่
ขอรับ” กว่าคำพูดจะถูกกล่าวออกมาจนครบก็ผ่านไปนานพอสมควร
หานลั่วอี้ยกยิ้มมุมปาก ใช้สายตาเย็นชายมองจดหมายตรงหน้า ไร้ซึ่งคำ
กล่าวมีเพียงฝ่ามือยื่นไปหยิบจดหมายมาเปิดดู
เนื้อความในจดหมายส่งผลให้ดวงตาเย็นชาวูบไหว หลุดหัวเราะออกมา
เล็กน้อย เป็นเสียงหัวเราะที่กัดเซาะเข้าไปถึงหัวใจคนฟัง ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่
ส่งสารตัวสั่นงันงกไม่กล้าขยับตัว ขนาดหายใจแรงยังไม่กล้า
แตกต่างจากคนข้างกายที่พยายามกลั้นขำสุดชีวิต ถึงกับต้องฟุบหน้าบน
ไหล่สามีเพื่อไม่ให้เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา
คนถูกซบเหลือบสายตาไปมอง เห็นว่าไหล่บางสั่นไหว ชายหนุ่มตื่น
ตระหนกไปชั่วอึดใจ เพราะคิดว่าภรรยาหวาดกลัวบรรยากาศรอบกาย หาก
ไม่ใช่ว่าได้ยินเสียงหัวเราะบางเบาข้างหูเข้าเสียก่อนคงได้เอ่ยถามด้วยความเป็น
ห่วง
“สนุกหรือ?” พอถูกถามเยว่ฉีจึงเลิกอดกลั้น หัวเราะลั่นออกมา
“ฮ่า ฮ่า สีหน้าท่านกับคนผู้นั้น อึก ฮ่า ไม่ไหว ข้าจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”
คิดดูว่าคนหนึ่งกลัวแทบตาย ตัวสั่นไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำ แต่อีกคนกลับหน้า
นิ่งเหมือนก้อนหิน จะไม่ให้นางหัวเราะได้อย่างไร
หานลั่วอี้ส่ายหัวใช้นิ้วจิ้มระหว่างคิ้วของภรรยา
“พอได้แล้ว”
“ข้า…อึก พยายามอยู่” เยว่ฉีพยายามกลั้นขำ แต่ยิ่งกลั้นก็ยิ่งหยุดไม่ได้
หานลั่วซานเห็นหญิงสาวหัวเราะแม้ไม่รู้ว่าพี่สาวหัวเราะด้วยเหตุใดแต่ก็
หัวเราะตาม ชายหนุ่มถึงกับส่ายหน้าเหนื่อยใจทั้งภรรยาทั้งน้องชาย เหตุใดถึง
กลายเป็นเช่นนี้ไปได้
หานลั่วอี้เลิกสนใจคนทั้งคู่ผินหน้ากลับมามองบ่าวรับใช้ตระกูลหาน เอ่ย
ถามเสียงเรียบ
“ท่านพ่อเรียกข้ากลับบ้านด้วยเหตุใด”
คนถูกถามสะดุ้ง ตอบออกไปเสียงติดขัด “นะ…นายท่านอาวุโสออกจากกะ
…กักตนฝึกปราณแล้ว…ขะ…ขอรับ”
อ่า…ที่แท้ก็เพราะท่านปู่ออกจากกักตนแล้วนี่เอง พอออกมาแล้วก็คงจะจัด
งานต้อนรับและแสดงให้รู้ถึงอำนาจของตระกูลว่ายิ่งใหญ่เพียงใดสินะ
แต่แล้วอย่างไร แยกบ้านออกมาแล้วบางทีเขาไม่จำเป็นต้องไปก็ได้
ไม่สิ…ในเมื่อขาหายแล้วไปให้พวกเขาตกใจเล่นเสียหน่อยคงไม่เป็นไร
กระมัง
เยว่ฉีหยุดหัวเราะแล้ว และได้ยินคำพูดของบ่าวรับใช้จึงขยับเข้าไปใกล้เขย่ง
เท้ากระซิบข้างหู
“สามี ท่านต้องไปนะ ไปให้พวกเขาได้เห็นว่าตอนนี้ชีวิตสุขสบายมาก อีก
ทั้ง…ท่านคงมิลืมเรื่องนั้น” เยว่ฉีละคำพูดไม่ควรเอาไว้ ทว่าหานลั่วอี้กลับเข้าใจ
ดวงตาชายหนุ่มยามหันมามองภรรยามีประกายสนุกสนานวาบผ่าน
ที่นางเลือกจะละไว้ เพราะกลัวว่าบ่าวรับใช้ตรงหน้าจะได้ยิน ถึงจะพูดเบา
มาก แต่อย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็เป็นผู้ฝึกปราณ หูของผู้ฝึกปราณดีอย่างน่าเหลือเชื่อ
เลยละ
นางไม่อยากให้แผนการของพวกเขามีคนที่สามล่วงรู้
“ภรรยาข้าล้วนจำใส่ใจ”
“พี่ใหญ่ พี่สาวพูดอันใดกันให้ลั่วซานรู้ด้วย” เสียงติดงอนของเด็กชายตัว
น้อยเรียกความสนใจจากคนทั้งหมด รวมถึงบ่าวรับใช้
เขาเพิ่งจะรู้ตัวตอนนี้เองว่าคุณชายเล็กแห่งบ้านรองฟื้นขึ้นมาแล้ว
วันนี้เขาได้เปิดโลกเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็นเข้าให้แล้วใช่หรือไม่
“กลับไปบอกที่บ้านว่าข้าจะกลับไป ส่วนเรื่องที่เห็นวันนี้เจ้าจะรายงานหรือ
เก็บไว้เป็นความลับล้วนแล้วแต่เจ้าจะกระทำ ไปได้แล้ว”
ทั้งที่เป็นน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์แต่กลับสร้างแรงกระตุ้นให้หัว
ใจเต้นแรงได้อย่างมหาศาล ชายหนุ่มจึงรีบตอบกลับไป เพราะทนต่อ
บรรยากาศกดดันไม่ไหว รีบเอ่ยตอบรับพร้อมกับขึ้นรถม้าบังคับขับออกห่าง
จากหมู่บ้านชวีซาน