ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 44 การตอกหน้า
“เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม?” หานลั่วอี้เอ่ยถามภรรยา
“พร้อมแล้ว รถม้าเล่า”
“อีกไม่ถึงสองเฟินรถม้าจะมาถึง”
“เข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบออกไป ก่อนจะหันมาเห็นว่าเด็กชายตัวน้อยมี
ท่าทีเป็นกังวล “ลั่วซานเป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือ?”
เด็กชายส่ายหัว “ลั่วซานไม่มี” ตอบเสียงเบา
เยว่ฉีย่อตัวนั่งลงตรงหน้า “ลั่วซานบอกพี่สาวได้หรือไม่ มีเรื่องกังวลใจ
หรือ”
เด็กชายเม้มปาก ท่าทางลังเล หลุบสายตา
“……” เยว่ฉีเลิกคิ้วมองไม่ได้เอ่ยกดดัน รอให้หานลั่วซานพร้อมบอกกับนาง
เด็กชายตัวน้อยชั่งใจเพียงครู่ หลังมั่นใจแล้วจึงเอ่ย
“ละ…ลั่วซานไม่อยากกลับบ้าน”
อ่า…เด็กชายกำลังกลัวสินะ
“ลั่วซานกลัวใช่ไหม” เด็กชายพยักหน้าน้อย ๆ
“ลั่วซานไม่ต้องกลัวนะ…พี่ใหญ่กับพี่สาวจะปกป้องลั่วซาน ไม่ให้ลั่วซานอยู่
ที่บ้านหลังนั้น วันนี้เราจะไปพบท่านปู่แล้วกลับบ้านเรา”
เด็กชายค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“พี่สาวจะพาลั่วซานกลับมาใช่ไหม ไม่ให้ลั่วซานอยู่ที่นั่นใช่ไหม”
เยว่ฉียิ้มบางยกมือขึ้นวางบนไหล่เล็ก “พี่สาวจะไม่ปล่อยให้ลั่วซานอยู่ที่นั่น
รวมถึงพี่ใหญ่ด้วย บ้านเรามีเงินเลี้ยงเด็กคนเดียวไหว ลั่วซานสำคัญต่อพี่ใหญ่
พี่สาว ครอบครัวคนสำคัญ”
“ครอบครัวสำคัญ” เด็กชายเอ่ยตามโผเข้ากอดเยว่ฉี หญิงสาวตบ ๆ แผ่น
หลังเล็ก พร้อมกับเงยหน้ามองสามีเผยยิ้มอ่อนโยน
ทั้งสามคนเดินทางด้วยรถม้าที่ทางตระกูลส่งมาให้ ภายในรถม้าเด็กชายตัว
น้อยดูตื่นตาตื่นใจกับภาพทิวทัศน์ด้านนอก ดวงตากลมโตทอประกาย
ระยิบระยับ รอยยิ้มประดับบนใบหน้า เด็กชายตัวน้อยค้ำมือบนหน้าต่างชะโงก
หน้าออกไปด้านนอก
เยว่ฉีคอยประคองเอวเล็กไว้ เผื่อมือเกิดลื่นจะได้คว้าจับได้ทัน
เด็กชายตัวน้อยที่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนยังหัวเราะมีความสุขพูดจ้อไม่หยุด แต่
เมื่อรถม้าเคลื่อนเข้าใกล้จวนตระกูลหานความสดใสนั้นพลันลดน้อยลง ก่อนจะ
หลงเหลือเพียงความนิ่งเงียบ
หานลั่วซานขยับมานั่งข้างกายหานลั่วอี้ ยื่นมือเล็กป้อมไปจับชายเสื้อชาย
หนุ่ม
หานลั่วอี้หลุบตาลงมอง ยกมือโอบน้องชายพิงตนเอาไว้
เยว่ฉีมองภาพตรงหน้าในใจเกิดความคิดว่า บาดแผลในใจไม่สามารถรักษา
ได้ในเวลาอันสั้น
“คุณชายใหญ่ถึงแล้วขอรับ” เสียงของคนบังคับรถม้าดังขึ้นด้านนอกรถ
พร้อมรถม้าที่หยุดเคลื่อนไหว
หานลั่วอี้เป็นฝ่ายก้าวลงไปก่อน จากนั้นเอื้อมมือเข้าไปในรถอุ้มน้องชายวัย
หกขวบออกมายืนข้างกาย ตามมาด้วยภรรยาเพียงหนึ่งเดียว
ภาพของทั้งสามคนยามคนนอกได้เห็นให้บรรยากาศเสมือนครอบครัว
อบอุ่นครอบครัวหนึ่ง เสื้อผ้าเนื้อดีที่สวมใส่สีผ้าและรูปแบบของผ้าคล้ายคลึงกัน
วันนี้ทั้งสามคนสวมผ้าเนื้อดีสีอ่อน ปักด้ายทองไม่มีลวดลาย บนผ้าคาดเอว
ข้างขวาของหานลั่วอี้ประดับพู่หยก ตัวหยกแกะสลักลวดลายดอกบัว ข้างเอว
หานลั่วซานก็มีพู่แบบเดียวกันแขวนไว้
แตกต่างจากเยว่ฉีนางไม่ได้ประดับพู่ แต่รวบผมขึ้นครึ่งศีรษะปักปิ่นหยก
ลวดลายดอกบัว
ทั้งสามคนกวาดตามองป้ายหน้าตระกูลที่ไม่ได้เห็นมานาน บานประตูปิด
สนิท ไร้เงาคนออกมาต้อนรับ
ใจจริงพวกเขาไม่อยากจะมาเสียด้วยซ้ำ!!
“จะต้องให้ข้าเอ่ยปากหรือไม่?” หานลั่วอี้กล่าวกับคนเฝ้าประตู พวกเขา
สะดุ้งตกใจได้สติกลับคืนมา
เมื่อสักครู่เพราะมัวแต่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าทำให้สติเลือนหายไป จะ
ไม่ให้พวกเขาประหลาดใจจนตัวแข็งค้างได้อย่างไร ในเมื่อคุณชายใหญ่เดินได้
ทั้งที่หมอไม่ว่ากี่คนต่อกี่คนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อาจเดินได้อีก
แล้ว
เมื่อได้สติคืนมา ทั้งสองจึงลนลานรีบเปิดประตูให้คุณชายได้เข้าไปในบ้าน
ทั้งสามเดินเคียงข้างกันเข้าไป พร้อมสายตาคนเฝ้าประตูที่มองตามจนลับ
สายตา
สายตาทั้งสองคาถูกถอนกลับมา หนึ่งในสองคนจึงเอ่ยขึ้น
“รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวคุณชายใหญ่น่าเกรงขามกว่าแต่ก่อนมาก”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ตอนสบตาร่างกายเหมือนถูกแช่แข็ง” พูดแล้วก็อดตัวสั่น
กับสายตาเย็นเยียบคู่นั้นไม่ได้ จนต้องรีบสลัดภาพจำนั้นทิ้งไป หันมาให้ความ
สนใจกับงานของตนต่อ
ไม่ใช่เพียงบุรุษเฝ้าประตูที่คิดว่าสายตาหานลั่วอี้น่ากลัว บ่าวรับใช้ในเรือนที่
ได้สบตากับคุณชายใหญ่ต่างรู้สึกเช่นเดียวกันหมด
โดยเฉพาะคนที่เคยใช้สายตาดูถูกหานลั่วอี้ ความกลัวที่มีต่อชายหนุ่มยิ่ง
มากกว่าผู้อื่น ถึงกับต้องรีบถอยให้ห่าง จะได้ไม่เข้าไปอยู่ในระยะให้รกสายตา
พอก้าวเข้าบ้านมาไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเคลื่อนเข้ามาใกล้คนที่มาให้
เห็นหน้าก่อนใครคือหานฉิงอี้ นัยน์ตาเขาตอนนี้แตกต่างจากเมื่อหลายเดือน
ก่อนราวกับว่าไม่เคยมีความเกลียดชังอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น ความยินดีจากส่วนลึก
ความโลภ ความปีติยินดีและความประหลาดใจ
หานฉิงอี้ก้าวเร็ว ๆ ไม่รอภรรยาและบุตรทั้งสองเอ่ยเสียงติดตื่นเต้น
“ลั่วอี้เจ้ากลับมาเดินได้แล้ว” สองมือแกร่งยกขึ้นหวังจะวางบนไหล่ของ
บุตรชาย ทว่าหานลั่วอี้กับก้าวถอยหลังไม่ปล่อยให้เขาได้ทำดั่งใจนึก
หานฉิงอี้ไม่คิดว่าบุตรชายจะกล้าฉีกหน้าเขา ปฏิกิริยาของเขาทำชายสูงวัย
หยุดชะงัก หน้าเจื่อน รอยยิ้มยินดีหายไปเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดเล็กน้อย
ใช่ แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขารู้แล้วว่าบุตรชายเป็นผู้ฝึกปราณขั้น
เจ็ด แถมยังแข็งแกร่งกว่าเขาเล็กน้อย
หานฉิงอี้พยายามกักเก็บความไม่พอใจจากใบหน้า เอ่ยประจบ
“เหตุใดลูกถึงได้ทำตัวเหินห่างเช่นนี้ พ่อดีใจที่เจ้ากลับมาเดินได้มาก
เพียงใดเจ้ารู้หรือไม่? ดูจากบรรยากาศรอบตัวเจ้าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดแล้ว?”
“……” หานลั่วอี้ยังคงเงียบ ใช้สายตาไร้อารมณ์มองบิดา ก่อนจะเหลือบ
สายตาผ่านไปด้านหลัง มุมปากชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อสบเข้ากับสีหน้าตก
ตะลึงของพวกเขาทั้งสามคน
เขากลับมาแล้ว มาคืนของขวัญที่นางมอบให้
“ลั่วอี้ เหตุใดลูกไม่พูดอะไรเลย? หรือยังโกรธที่พ่อเขียนจดหมายไปหา? โถ่
ลูกรัก พ่อใกล้จะเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดแล้วจึงต้องมีเงินมากหน่อยสำหรับซื้อ
หยกวิญญาณ ลูกได้ข่าวหรือไม่ที่ร้านซินซินเปิดประมูลหยกวิญญาณวันนั้น
ครอบครัวเราก็ไปด้วย แต่น่าเสียดาย…” หานฉิงอี้ยังพูดไม่จบ เยว่ฉีก็เอ่ยขึ้นมา
ก่อน
“พวกท่านไม่มีเงินเหตุใดต้องไปงานประมูลที่ต้องใช้เงินจำนวนมากถึงจะ
ซื้อหยกวิญญาณได้เล่า หรือเพราะชีวิตนี้ไม่เคยได้พบเห็นหยกวิญญาณระดับสูง
จึงต้องการไปดูให้เห็นด้วยตาสักครั้งในชีวิต” น้ำเสียงนางเป็นกันเองเหลือเกิน
ทั้งยังไม่มีส่วนผิดใดในคำพูด
ไม่มีคำหยาบคาย แต่กับสามารถทำให้โทสะของหานฉิงอี้ปะทุขึ้นมาได้
“สะใภ้อกตัญญู!! เจ้ากล้าพูดกับพ่อสามีเช่นนี้หรือ? ลั่วอี้เจ้าต้องหย่ากับ
นางแล้วแต่งงานกับสตรีที่เพียบพร้อมกว่านี้!! พ่อจะหาภรรยาที่ดีมีชาติตระกูล
เหมาะสมกับเจ้าให้”
เยว่ฉีถึงกับหลุดขำออกมา นางไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นและไม่ได้ถือว่าตนมี
บุญคุณกับผู้ใดในบ้านหลังนี้
“พ่อสามี ท่านไม่เคยเลี้ยงดูข้า จะถือว่าข้าอกตัญญูได้เช่นไร? แต่งเข้าวัน
แรกก็แยกบ้านแล้ว จะเอาสิ่งใดมาอกตัญญูในเมื่อไม่ได้มีบุญคุณต่อกันตั้งแต่
แรก”
เยว่ฉีไม่กลัว ถึงคนตระกูลหานจะบ้าอำนาจและชอบข่มผู้ด้อยกว่า แต่
ตอนนี้นางมีไพ่อยู่ในมือ มีสิ่งที่จะช่วยให้สามารถหลุดพ้นไปจากเหตุการณ์ไม่
คาดฝัน นางจะกลัวอันใด
คนบ้านนี้นอกจากชอบข่มผู้อ่อนแอกว่าก็ล้วนมีแต่เปลือก เป็นคนขี้ขลาด
ตาขาวในคราบผู้ฝึกปราณ
หากพวกเขาแข็งแกร่งด้วยใจจริงคงไม่พยายามคิดใช้วิธีขี้ขลาดและ
หวาดกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
“พี่สาว ลั่วซานอยากกลับบ้าน”
อารมณ์ของผู้ใหญ่ทำเด็กน้อยรู้สึกไม่ดี หานลั่วซานที่ยืนหลบอยู่ข้างกาย
เยว่ฉีเอ่ยขึ้นพร้อมกับมือน้อย ๆ กระตุกชายเสื้อผ้านาง
หญิงสาวก้มหน้ามองจับมือเด็กน้อย
“ลั่วซานไปทักทายท่านปู่แล้วกลับบ้านกัน”
“อื้อ ลั่วซานอยากกลับบ้าน”
หานฉิงอี้มองมา บุตรชายคนเล็กไม่ได้เรื่องฟื้นแล้ว? ตอนแรกเพราะถูก
หานลั่วอี้ดึงความสนใจไปหมด เขาถึงไม่ทันได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของเด็กคนนี้
มาตอนนี้ความสนใจทั้งหมดถูกคำพูดของบุตรชายคนเล็กดึงดูดจึงเพิ่งได้มอง
อย่างจริงจัง
“ลั่วซานเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งแล้ว? ฝึกปราณได้แล้ว ได้อย่างไรกัน” หาน
ฉิงอี้ต้องการจะเข้ามาดูใกล้ ๆ ทว่ากลับถูกหานลั่วอี้เดินมาขวางไว้ก่อน
“ท่านพ่อสิทธิ์ในตัวลั่วซานเป็นของข้า ท่านลืมไปแล้วหรือ? อย่าได้เข้าใกล้
น้องชายข้า” หานลั่วอี้เหลือบตามองน้องชายซึ่งแสดงออกว่ากลัว
“ภรรยาอยู่ข้างกายลั่วซานไว้”
“อย่าห่วงเลย ข้าจะไม่ปล่อยลั่วซานให้คลาดสายตาและจะอยู่ในระยะที่
ท่านปกป้องได้”
“ที่พวกเจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร จะบอกว่าข้าต้องการทำร้ายลูกตนเอง
อย่างนั้นหรือ!! ข้าหาใช่พ่อเช่นนั้น”
“ท่านไม่ใช่? ถึงท่านจะไม่ใช่พ่อที่สามารถฆ่าลูกด้วยมือของตนได้ แต่ท่าน
สามารถขับไล่หรือไม่ให้ความสนใจบุตรที่ไร้ประโยชน์ได้” หานฉิงอี้ถึงกับพูดไม่
ออก หากเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะกล้าตะโกนด่ากลับไปสองสามประโยค แต่
ตอนนี้ยามสบเข้ากับดวงตาบุตรคนโต ความกล้าทั้งหมดพลันหายไป
บรรยากาศรอบตัวหานลั่วอี้เต็มไปด้วยแรงกดดันของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งที่
เขามั่นใจว่าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดเช่นเดียวกัน แต่เหตุใดบรรยากาศรอบตัวถึง
ได้แตกต่างกันนัก
หากพูดว่าหานฉิงอี้ตกใจที่หานลั่วอี้และหานลั่วซานหายจากอาการป่วย
ทว่านั่นยังไม่เท่ามู่ฉิงเย่ นางถึงกับหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนที่นางอยากจะให้ตาย ๆ
กลับมามีชีวิต ทั้งยังมีความเป็นอยู่ที่ดี
ตอนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหกก็กดข่มครอบครัวของนาง มาตอนนี้กลายเป็น
ฝึกปราณขั้นเจ็ดแล้ว น้ำหนักเสียงของชายผู้นี้ต่อคนในตระกูลต้องสูงขึ้นมาก
อย่างแน่นอน
ผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดในอายุยี่สิบปี ไม่ว่าตระกูลใดคงต้องการตัวกันทั้งนั้น
และเมื่อหานลั่วซานฟื้นแล้วมีความเป็นไปได้ว่าแผนการที่นางกระทำตอน
นั้นคงถูกล่วงรู้เข้าให้แล้ว
มู่ฉิงอี้คิดคำนวณหาทางหนีทีไล่ ในตอนที่เผลอหันไปสบสายตารัตติกาลคู่
นั้น นางพลันได้เห็นรอยยิ้มมุมปากและความรู้สึกคล้ายยมทูตกำลังเรียกหานาง
“ท่านแม่ ท่านเป็นอันใด” หานลั่วเซียงสัมผัสความผิดปกติของมารดาได้
เป็นคนแรก เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
แต่หานลั่วเหมยซึ่งยืนอยู่ข้างกายมารดาเช่นกันกับมองเยว่ฉีที่ตอนนี้เป็นผู้
ฝึกปราณขั้นสอง ความโกธเกลียดชิงชังพลันเกิดขึ้นในใจ ไม่กี่เดือนก่อนสตรีไม่
มีหัวนอนปลายเท้ายังเป็นเพียงคนธรรมดา มาตอนนี้กลับเก่งกาจเทียบเท่านาง
ได้แล้ว มันทำได้อย่างไร เหตุใดถึงก้าวมาถึงจุดนี้ได้ในเวลาสั้น ๆ
ความรู้สึกมากมายสุมอยู่ในอก ทำให้หานลั่วเหมยไม่ได้สนใจมารดา
เท่าที่ควร
เสียงความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ และการแสดงออกอย่างชัดเจนของ
คุณชายใหญ่ของบ้านรองและสะใภ้ใหญ่ดึงความสนใจจากบ่าวโดยรอบ แต่ก่อน
ความวุ่นวายจะทวีขึ้นมากกว่านี้น้ำเสียงทรงพลังพลันดังขึ้น
“เกิดเรื่องวุ่นวายอันใดกัน”