ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 45 ท่านปู่
“เกิดเรื่องวุ่นวายอันใดกัน”
เสียงนี้ดึงความสนใจของคนทั้งหมดได้ทันที หานลั่วอี้หันไปมองผู้มาใหม่
ยังคงเป็นท่านปู่ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นไม่เปลี่ยน ทว่าความรู้สึกที่เขามีต่อผู้
อาวุโสสูงสุดในบ้านแตกต่างจากเดิมไปนานแล้ว
เป็นเรื่องจริงที่ว่าตอนชายหนุ่มถูกขับออกจากบ้านท่านไม่ได้อยู่ใน
เหตุการณ์ ทว่าตอนที่เขาเจ็บป่วยหรือถูกคนในบ้านเหินห่าง ท่านก็ไม่ได้ให้
ความสนใจ
ไม่สิ ตอนนั้นท่านกำลังปิดด่านฝึกตน ถึงกระนั้น…ท่านจะไม่รู้ความ
เคลื่อนไหวใดในบ้านสักนิดจริงหรือ?
แน่นอนว่าหานลั่วอี้ไม่เชื่อ ถึงท่านปู่จะไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ก็ไม่คิดจะยื่นมือ
เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้ความรู้สึกรักและเคารพถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเรียบ
เฉย ไม่โกรธ ไม่เกลียดแต่ก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว
หานลั่วอี้มองท่านปู่ ท่านยังคงให้ความรู้สึกเหมือนต้นไม้ใหญ่ ทว่าไม่ได้
ใหญ่โตจนเอื้อมไม่ถึงดั่งเช่นในอดีต
หานอวี้ผู้อาวุโสเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ของตระกูลหาน ต้นไม้ใหญ่ที่
ลูกหลานต้องการจะก้าวข้าม เพราะท่านเป็นถึงฝึกปราณขั้นแปด หลังออกจาก
ปิดด่านฝึกตนความสามารถก็เพิ่มขึ้นถึงจะยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของ
ขั้นแปดสู่ขั้นเก้าได้แต่ก็ก้าวขาเข้าไปข้างหนึ่งแล้ว
หานลั่วอี้ยกมือขึ้นประสานด้านหน้า โค้งศีรษะลงเล็กน้อย “ยินดีที่ได้พบ
ท่านปู่ ยินดีที่การปิดด่านฝึกตนเป็นไปด้วยดี”
หานอวี้มองบุตรหลานมากพรสวรรค์เพียงคนเดียวของตระกูล ก้าวขาเข้า
ไปใกล้
“เงยหน้าขึ้นให้ปู่เห็นชัด ๆ” น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยกับเขายังคงเต็มไปด้วย
ความรู้สึกสนิทสนมรักใคร่ หานอวี้มองพินิจหลานชาย พยักหน้ายิ้ม ๆ
“ไม่เลว เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดแล้ว ที่ผ่านมาคงลำบากไม่น้อย”
“ไม่เท่าตอนอยู่ในตระกูลขอรับ” รอยยิ้มบนใบหน้าชายชราเลือนหายไป
กระแอมไอออกมาทีหนึ่ง
กับลูกหลานมีความสามารถต้องทำให้ความห่างเหินซึ่งเกิดขึ้นตอนนี้ลด
น้อยลง เพราะภายภาคหน้าบุตรหลานคนนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถ
นำพาชื่อเสียงมาสู่ตระกูลหาน เมื่อถึงตอนนั้นตระกูลหานก็จะเป็นที่นับหน้าถือ
ตาของผู้คนมากยิ่งขึ้น
“เอาละเลิกพูดเรื่องที่จะทำให้บรรยากาศเสียได้แล้ว ตอนนี้ท่านลุงกับท่าน
อาของเจ้ามารออยู่ก่อนแล้ว หานฉิงอี้ เจ้าก็พาภรรยาไปพักผ่อนก่อน แล้วค่อย
ตามข้าเข้าไปในห้องโถง”
“ขอรับท่านพ่อ” หานฉิงอี้มีท่าทีนอบน้อมแตกต่างจากเมื่อสักครู่ลิบลับ
เขาหันไปมองภรรยาเห็นว่าตอนนี้นางกำลังหน้าซีด สีหน้าพลันมืดครึ้มลง
หากมิใช่ว่าภรรยายุยงให้เขาแยกบ้านกับบุตรชาย บ้านรองก็คงสามารถกด
ข่มบ้านของพี่ใหญ่ได้แล้ว
ในบรรดาลูกหลานตระกูลหานไม่เห็นหรือว่าเจ้าใหญ่เก่งกาจกว่าใคร คิด
มาถึงตรงนี้ความไม่พอใจจึงฉายชัดบนใบหน้า หานฉิงอี้เอ่ยกับบุตรคนรองและ
บุตรสาว
“พาแม่พวกเจ้าไปพักที่ห้องแล้วตามข้าไปพบท่านปู่”
“ขอรับ / เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” หานฉิงอี้สะบัดหน้าหนีหันหลังเดินตามบิดาที่
พาบุตรชายเดินนำไปก่อนแล้ว
สามแม่ลูกมองตามแผ่นหลังบิดา พอชายน่ารังเกียจผู้นั้นมีความสามารถ
ขึ้นมา ความใส่ใจที่บิดามีต่อพวกเขาก็ลดน้อยลงทันที
พวกเขาสองคนก็เป็นบุตรของบิดาเช่นกัน เหตุใดถึงได้สนใจพี่ใหญ่มากกว่า
พวกเขาอยู่เสมอ
ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่บิดาสนใจแต่พี่ใหญ่
“พี่พาท่านแม่ไปพักก่อนเถิด ท่านแม่หน้าซีดมากแล้ว”
“อืม คงต้องรีบไปยังห้องโถงไม่เช่นนั้นท่านปู่อาจจะไม่พอใจ”
สองพี่น้องประคองมารดาไปยังห้องนอน ก่อนจะเดินไปห้องโถง
ภายในห้องโถงบรรยากาศดูกลมเกลียวราวกับว่าทุกคนในตระกูลไม่เคยมี
เรื่องราวบาดหมางต่อกันมาก่อน ไม่เคยมีใครถูกบังคับให้แยกบ้านไปพร้อมกับ
เงินหนึ่งตำลึง รวมถึงไม่เคยมีเหตุการณ์ที่คนทั้งบ้านยกโขยงกันไปเพื่อชิงอู่ข้าว
อู่น้ำของคนที่พวกเขาผลักไส
ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานยกยอปอปั้นหานอวี้ที่เป็นเจ้าบ้านตัวจริง
คนเป็นเจ้าบ้านก็รับคำเยินยอจากลูก ๆ ทั้งสาม รวมไปถึงหลาน ๆ ของเขาด้วย
สีหน้าเบิกบานมีความสุข
ยกเว้นเพียงเยว่ฉี หานลั่วซาน และหานลั่วอี้ ที่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ
เยินยอ
เด็กชายตัวน้อยนั่งเล่นอยู่ตรงกลางระหว่างเยว่ฉีและหานลั่วอี้ ในมือมีของ
เล่นเด็กซึ่งคล้ายที่ตีตัวตุ่นขนาดประมาณหนึ่งชุ่นอยู่ในมือพร้อมค้อนเล็ก ๆ
ของเล่นชิ้นนี้เยว่ฉีเป็นคนขอให้สามีสร้างให้โดยอาศัยความรู้จากโลกเดิม
ส่วนกระบวนการทำงานนั้นนางเองก็ไม่เข้าใจว่าหานลั่วอี้ทำออกมาตรงตามที่
ต้องการได้อย่างไร
ถึงจะไม่รู้ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่สร้างออกมาก็ช่วยให้เด็กชายมีความสุข
สามารถจดจ่อกับของเล่นได้ดีกว่าจะมาพะวงกับสายตาของผู้ใหญ่โดยรอบ
ข่าวที่หานลั่วอี้กลายเป็นฝึกปราณขึ้นเจ็ดสร้างความกระอักกระอ่วนขึ้นใน
บ้านของท่านลุงและท่านอา เพราะในบ้านของพวกท่านไม่มีบุตรคนใดสามารถ
ก้าวมาถึงระดับนี้
ขนาดหานลั่วตงบุตรชายคนโตของท่านลุงยังเป็นเพียงฝึกปราณขั้นหก ซึ่ง
เขาอายุมากกว่าหานลั่วอี้สี่ปี
อีกฝ่ายพอได้ทราบก็มีสีหน้าปั้นยากพยายามไม่เผยความรู้สึกออกมาพร้อม
กล่าวแสดงความยินดี
“น้องอี้ เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดได้เร็วถึงเพียงนี้แสดงว่าพบเจอโชควาสนาใช่
หรือไม่? มีของดีเช่นนี้น้องอี้ไม่คิดว่าควรจะแบ่งปันคนในครอบครัวบ้างหรือ?
ถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าคนในตระกูลเดียวกัน” แม้หานลั่วตงจะรู้สึกไม่พอใจที่ชาย
หนุ่มเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ด ทว่าเขากลับอยากรู้วิธีที่จะทำให้ก้าวขึ้นไปถึงขั้นนั้น
ได้
ตนขยันฝึกฝนใช้หยกวิญญาณไปก็มาก แต่กับติดอยู่ขั้นหกมาสองปีแล้วยัง
ไม่สามารถข้ามขึ้นไปขั้นเจ็ดได้ แต่ญาติผู้น้องคนนี้หลังกลับมาเป็นปกติ
สามารถเดินเหินได้เหมือนคนทั่วไปกลับกระโดดสู่ผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ด จะไม่ให้
รู้สึกอิจฉาตาร้อนได้อย่างไร
หานลั่วอี้ยิ้มบาง หันไปเอ่ย “พี่ตง ข้าพบโชควาสนาจริงอย่างที่ท่านกล่าว
แต่น่าเสียดายของดีมักจะพบเจอได้ยาก หลังข้าพบก็ใช้สิ่งนั้นกับตน ยังดีที่
ผลลัพธ์ไม่เลว” หานลั่วตงฉีกยิ้มทั้งที่มือสองข้างกำแน่น
ดูเหมือนว่าน้องชายคนนี้จะไม่ต้องการบอกตน
รูปแบบการนั่งคือผู้อาวุโสนั่งก่อนเด็กนั่งทีหลัง บุตรชายของหานอวี้จะนั่ง
เรียงกันเป็นสองฝั่งซ้ายขวา จากนั้นเป็นหลานที่อายุลดหลั่นกันไป หานลั่วตงจึง
นั่งข้างหานลั่วอี้พอดี ส่วนหานลั่วอวิ๋นที่เป็นน้องสาวหานลั่วตงมีลำดับเป็น
พี่สาวชายหนุ่มนั่งฝั่งตรงข้ามกับพี่ชาย
“พูดเช่นนี้คงมิใช่ว่าน้องอี้ต้องการเก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้กับตน?”
หานลั่วอี้ยิ้มบางพลางเอ่ย
“พี่ตง ท่านว่าสถานการณ์ที่บ้านข้าตอนนั้นจะมีเวลามาคิดถึงบ้านใหญ่จริง
หรือ? หากเป็นท่านพี่ ท่านพี่จะนำของวิเศษกลับมาให้คนที่ต้องการให้ท่านออก
จากบ้านหรือไม่? ที่ข้ายังมีชีวิตสุขสบายเช่นนี้ต้องขอบคุณภรรยา ไม่เช่นนั้น
วันนี้ท่านอาจจะได้รับข่าวการจากไปของข้าแทนการมาพบหน้ากันแล้ว”
น้ำเสียงชายหนุ่มไม่มีคลื่นอารมณ์ใดเลย ใบหน้ายิ้มแย้มทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้
กำลังคิดอะไรอยู่
หานลั่วตงถูกตอกกลับจนพูดไม่ออกได้แต่ยิ้ม หัวเราะออกมาแก้เก้อ
บรรยากาศกลมเกลียวพลันหยุดชะงักขึ้นมาทันที กลายเป็นบรรยากาศเหิน
ห่างระหว่างคนทั้งสามกับครอบครัวหาน
เยว่ฉีเพียงเหลือบสายตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะหลุบสายตามาเล่นกับ
หานลั่วซาน
เด็กน้อยน่ารักมาก เล่นคนเดียวได้สบายไม่งอแง ขอแค่มีทั้งสองคนอยู่ข้าง
กายก็พอ
หานอวี้เห็นว่าบรรยากาศไม่ดีจึงเอ่ยขัดขึ้นมา
“พอแค่นี้ละ!! ลั่วตงน้องชายพบของดีก็ควรเป็นของน้องชาย เจ้าที่เป็นพี่
หากอยากก้าวหน้าก็ต้องพยายามให้มาก” หานลั่วตงหันไปหาท่านปู่ยกมือคำ
นำรับคำ
“หลานเข้าใจแล้วขอรับท่านปู่”
ปากพูดเช่นนั้นแต่ใจไม่ยินยอม
ท่านปู่เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ชอบให้ท้ายหานลั่วอี้ ทั้งยังชื่นชอบ
หานลั่วอี้จนเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด แค่มีพรสวรรค์มากกว่าหน่อยแต่กลับ
ได้รับการดูแลดีกว่าหลานคนอื่น
แบบนี้ยุติธรรมหรือ? ทั้งที่ในบรรดาหลานทั้งหมด เขาคือหลานคนโต ซึ่ง
เกิดจากลูกชายคนแรก
แม้หานลั่วตงจะไม่พอใจในตัวหานลั่วอี้ ทว่าก็ไม่เคยแสดงออกมาโต้ง ๆ
เขามักจะตีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นพี่ชายแสนดีอยู่เสมอ
ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็รับรู้มาตลอด
“วันนี้ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน แล้วเตรียมงานเลี้ยงให้ลั่วอี้ที่หายจากอาการ
บาดเจ็บและกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดที่อายุน้อยที่สุด”
หานลั่วอี้ไม่ตอบตกลงทั้งยังไม่เอ่ยปฏิเสธ ชายหนุ่มหันไปมองภรรยาเป็น
เชิงขอความคิดเห็น คนในห้องโถงให้ความสนใจการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ
ของสองสามีภรรยามานานแล้ว เมื่อเห็นว่าหานลั่วอี้ให้เกียรติภรรยามากถึง
เพียงนี้ทั้งที่ตนเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ด จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า นาง ทำเช่นไรถึง
สามารถควบคุมเขาได้
หลายคนเริ่มมีความคิดว่า ในเมื่อเข้าทางหานลั่วอี้เพื่อหลอกล่อหา
ผลประโยชน์ไม่ได้ เช่นนั้นก็เข้าหาภรรยาหานลั่วอี้ก็ได้มิใช่หรือ?
เยว่ฉีเข้าใจในสิ่งที่สามีต้องการจะสื่อ นางจึงพยักหน้ายิ้มบาง แล้วก้มลงไป
คุยกับหานลั่วซาน
“ลั่วซาน อีกสองสามวันเราถึงจะกลับบ้านได้ สองสามวันนี้เราจะนอนที่
บ้านท่านปู่” เด็กชายหยุดมือซึ่งกำลังเล่นที่ตีตัวตุ่น เงยหน้ามองเยว่ฉี
“ลั่วซานเด็กดี ลั่วซานเข้าใจ พี่สาวพี่ใหญ่จะนอนกับลั่วซานใช่ไหมขอรับ”
เด็กชายหลุบสายตาเอ่ยถาม เย่วฉียกมือลูบศีรษะเด็กน้อย
“พี่ใหญ่พี่สาวจะนอนกับลั่วซาน”
“อื้ม!! ลั่วซานนอนกับพี่ใหญ่พี่สาว” เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างมาให้ โผเข้ากอด
หญิงสาว
ตอนนี้เองหานลั่วอี้จึงหันไปหาท่านปู่ ยกมือขึ้นประสานกันเอ่ยเสียงเรียบ
“รบกวนท่านปู่แล้ว หลานขอบคุณท่านปู” หานอวี้ที่เมื่อสักครู่รู้สึกไม่พอใจ
แต่เมื่อเห็นท่าทางนอบน้อมน้ำเสียงคล้ายสนิทสนมความรู้สึกไม่พอใจพลันม
หลายหายไป
เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องมากพิธี ปู่หลานสนิทสนมกันดีที่สุด เจ้ากับ
ภรรยาเดินทางมาเหนื่อย ๆ ควรพักผ่อนได้แล้ว ไป ๆ ทุกคนแยกย้ายกันไป
พักผ่อน”
แล้วคนทั้งหมดก็ทำความเคารพเจ้าบ้าน ก่อนจะทยอยเดินออกจากห้อง
โถง
คำพูดประโยคสุดท้ายของผู้อาวุโสทุกคนในห้องเข้าใจเป็นอย่างดี ท่านเจ้า
บ้านต้องการสานสัมพันธ์กับหานลั่วอี้และพาชายหนุ่มกลับคืนสู่ตระกูล