ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 46 เอาคืน
การเตรียมงานเลี้ยงที่หานลั่วอี้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดเป็นไปอย่าง
ราบรื่น ทุกอย่างถูกจัดขึ้นในเวลาเพียงไม่นาน รวมถึงการเชิญเหล่าผู้มีหน้ามีตา
ของเมืองโม่ฉีมาร่วมงานด้วย
เยว่ฉีมองความหน้าใหญ่ของหานอวี้ก็ได้แต่กลอกตามองบน ข่าวที่ว่า
บุตรชายคนรองของผู้เฒ่าอวี้ขับไล่บุตรชายคนโตออกจากบ้านเป็นที่พูดถึงกัน
อย่างกว้างขวาง การที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเป็นการตบหน้าบุตรชายตนเอง
หรอกหรือ?
แต่เหตุใดท่านผู้เฒ่าถึงได้เลือกที่จะทำ ความจริงของการกระทำนี้ไม่ว่าใคร
ก็ดูออก หานอวี้ต้องการใช้โอกาสนี้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลกับบุตร
หลานอนาคตไกลเข้าด้วยกัน ส่วนเรื่องจะเป็นไปตามที่คิดหรือไม่ มีเพียงสวรรค์
เท่านั้นที่รู้
คนที่ได้รับเชิญส่วนมากต่างตั้งหน้าตั้งตามาดูเรื่องสนุก และมีอีกส่วนที่
ต้องการมาทำความรู้จักสนิทสนมกับหานลั่วอี้ เพราะตั้งแต่ข่าวเรื่องร้านเยว่ลั่ว
ในครั้งนั้น ตระกูลใหญ่มีชื่อหลายตระกูลล้วนรู้ว่า หานลั่วอี้และภรรยามี
ความสัมพันธ์อันดีกับร้านซินซิน
หากพวกตนสามารถสนิทสนมกับหานลั่วอี้ บางทีของดีที่มี อยู่ในร้าน
อาจจะตกถึงมือพวกเขาบ้าง
ไม่เห็นหรือว่าเมื่อไม่นานมานี้ร้านซินซินนำหยกวิญญาณมาขายตั้งหลาย
ร้อยก้อน พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าหานลั่วอี้จะไม่รู้เรื่องหยกวิญญาณคุณภาพสูง
เหล่านั้น ดีไม่ดีที่ชายหนุ่มสามารถหายจากอาการป่วยและกลายมาเป็นผู้ฝึก
ปราณขั้นเจ็ดร้านซินซินอาจจะมีส่วนช่วยไม่มากก็น้อย
นั่นเป็นเพียงการคาดเดาของคนนอก เพราะคนที่ถูกผู้อื่นเข้าใจผิดอย่างเสิน
เทียนก็ต้องการจะรู้เช่นกันว่าสหายมีของวิเศษใดอยู่ในมือถึงสามารถก้าวขึ้นไป
เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
หลังใช้เวลาและเงินเตรียมงานไปไม่น้อย ในที่สุดวันงานก็มาถึง มีคนมาก
หน้าหลายตาเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ หลัก ๆ คือต้องการทำความสนิทสนม
กับผู้เฒ่าอวี้ ซึ่งเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นแปด และหานลั่วอี้ชายหนุ่มอนาคตไกล
รวมไปถึงต้องการล่วงรู้ความลับของการก้าวขึ้นสู่ฝึกปราณขั้นเจ็ดในวัย
เพียงยี่สิบปี
“เจ้าหนูไป๋อวิ๋นไม่คิดว่าจะมาด้วย” เยว่ฉีเอ่ยหยอกเย้าเด็กชายท่าทางอวด
ดีตัวน้อย ไป่อวิ๋นถูกนางเอ่ยหยอกล้อก็หาได้สนใจ ตอบกลับเสียงนิ่งทำตัวราว
กับผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“ท่านปู่ข้าถูกเชิญ ข้ามาก็ไม่แปลก ว่าแต่เจ้าเถิดตอนแรกข้านึกว่าเป็นเพียง
เถ้าแก่ร้านเยว่ลั่วธรรมดา ใครจะไปคิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหาน” เยว่
ฉีหัวเราะแห้ง เจ้าเด็กนี่อายุสามปีจะสี่ปีจริงหรือ? เหตุใดถึงได้ดูฉลาดเฉลียว
กว่าหานลั่วซานนัก
ว่าแล้วก็คิดถึง นางหวังให้หานลั่วซานเป็นเช่นทุกวันนี้มากกว่าเป็นเด็กแก่
แดดเหมือนไป๋อวิ๋น ถึงจะน่าเอ็นดูมากแค่ไหนแต่ให้เจอทุกวันก็ไม่ไหว นางชอบ
เด็กน้อยใสซื่อแสนเชื่อฟังที่เอ่ยเรียก พี่สาว ด้วยสายตาเป็นประกายสดใส
มากกว่า
พอคิดถึงแล้วก็อยากจะเห็นหน้า เย่วฉีจึงละสายตาไปมองน้องชายสามีที่
ยืนอยู่ข้างกายชายหนุ่ม มือเล็กจับมือพี่ใหญ่ไม่ปล่อย
เมื่อเห็นว่าฝั่งคนทั้งสองคนกำลังไปได้สวย เยว่ฉีจึงหันมาพูดกับไป๋อวิ๋น
“เลิกพูดเรื่องข้าได้แล้ว การฝึกของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
“เหอะ พอเจ้าเลิกขายอาหารการฝึกของข้าก็ช้าลง เมื่อใดเจ้าจะไปเปิดร้าน
อีกครั้ง” คำถามของเด็กน้อยเรียกความสนใจจากคนโดยรอบ มีหลายคนมากที่
ต้องการอยากรู้ว่าร้านเยว่ลั่วจะกลับมาเปิดอีกครั้งหรือไม่ พวกเขาต้องการทาน
อาหารแฝงพลังปราณ
“เสียใจด้วยนะเด็กน้อย ข้าไม่เปิดร้านอีกแล้ว หนังสือเช่าร้านก็ยกให้กับ
ตระกูลไปแล้ว”
สุมไฟลงบนกองฟาง เยว่ฉีเลือกที่จะตอบออกไปเช่นนั้น เพื่อยืนยัน
ความคิดผู้คนที่เคยคิดว่า ตระกูลหานต้องการยึดร้านเยว่ลั่วไว้เพียงผู้เดียว
คำพูดของนางสร้างความรู้สึกเสียดายให้ผู้คนโดยรอบ ของดีเช่นนี้ไม่แปลก
ที่ตระกูลหานจะเก็บไว้กับตัว
“เหอะ…” ไป๋อวิ๋นยกมือขึ้นเท้าเอวเผยสีหน้าไม่พอใจ
หญิงสาวหลุดขำกลับท่าทางเด็กทำเป็นผู้ใหญ่ เอ่ยถาม
“หิวหรือไม่”
“ไม่หิว ข้าทานไปมากแล้ว”
“ไป๋อวิ๋นมาหาปู่” ยังไม่ทันที่เยว่ฉีจะได้พูดอันใดต่อ ท่านปู่ของเขาก็เรียก
ให้ไปหา ข้างกายไป๋อวิ๋นมีคนสำคัญทั้งสอง หญิงสาวจึงถือโอกาสเดินไปพร้อม
กัน
“เบื่อหรือไม่” หานลั่วอี้เอ่ยถามภรรยา ผู้คนส่วนมากมักจะเข้ามาทักทาย
เขา ต้องการทำความสนิทสนม ยังดีที่คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จ
ส่วนหนึ่งและอาการบาดเจ็บของเขามาจากภรรยา
เขาไม่อยากให้ภรรยากลายเป็นจุดสนใจมากเกินไป เพราะหวงแหนนางไม่
อยากให้ผู้ใดรับรู้ความวิเศษของสตรีผู้นี้
เกิดมีคนต้องการผลประโยชน์จากนาง…แค่คิดก็รู้สึกไม่ดีแล้ว
เยว่ฉีเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าหานลั่วอี้มีสีหน้าแปลกไป ชายหนุ่มส่ายศีรษะเป็น
เชิงปฏิเสธ ยื่นมือไปกอบกุมมือภรรยา
“อีกไม่นานงานเลี้ยงจะจบแล้ว ทนอีกสักนิด” เยว่ฉีพยักหน้ายิ้มบาง
บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นกันเอง พาให้ผู้คนโดยรอบอิจฉา
ฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยความอบอุ่นถูกผู้คนรุมล้อม อีกฝั่งกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ในความสำเร็จของผู้อื่น หานลั่วเหมยได้แต่อดทนไม่แสดงความเกลียดชัง
ออกไป หากนางแสดงความเป็นศัตรูในงานเช่นนี้ก็ไม่เท่าสร้างเรื่องนินทาให้คน
นอกหรือ? เมื่อท่านปู่รับรู้คงไม่พอใจ
หานลั่วเหมยคิดเช่นนั้น แต่หานลั่วเซียงไม่ใช่
ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ที่เขาต้องพยายามเข้าไปอยู่ในสายตาของ
บิดาและท่านปู่ พยายามทำทุกอย่างตามที่มารดาต้องการ แต่แล้วเพราะชายผู้
นี้ ทั้งที่ตอนนี้เขาสามารถกลายเป็นความสนใจเดียวของบิดาแล้ว ชายน่า
รังเกียจคนนี้ก็ยังจะกลับมาแย่งชิงของของเขาไป
ทุกอย่างของเขา…
หานลั่วเซียงกระดกเหล้าเข้าปากไปอีกจอก เดินถือจอกเหล้าและไหเหล้า
ก้าวเดินเข้าไปใกล้หานลั่วอี้ หานลั่วเหมยรู้สึกว่าพี่ชายจะต้องสร้างเรื่องเป็นแน่
จึงคิดจะเข้าไปห้าม ทว่าพอสบเข้ากับดวงตามุ่งร้ายไม่คุ้นเคยนางกับทำอันใด
ไม่ได้ ได้แต่ยืนตัวแข็งถอยหลังกลับมา
หานลั่วเซียงมองตรงไปยังพี่ชายที่เขาไม่ชอบหน้าตั้งแต่จำความได้ ชายผู้
มักจะเป็นจุดสนใจของผู้คนอยู่เสมอ ไม่ต้องพยายามก็เป็นที่ต้องการของผู้อื่น!!
หานลั่วอี้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของน้องชายต่างมารดา ตัวเยว่ฉีก็
สังเกตเห็น ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากันเล็กน้อย หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายปล่อยมือ
และจับจูงหานลั่วซานออกห่างจากสามี ปล่อยให้ชายหนุ่มได้ทำตามแผน
ก่อนหน้านี้ไม่นานหานลั่วอี้ได้ไหว้วานให้เสินเทียนช่วยหาของให้อย่างหนึ่ง
ยังดีที่สามารถหาเจอ ประจวบเหมาะกับถูกเรียกกลับบ้านจึงมีโอกาสใช้เจ้าสิ่ง
นั้นพอดี
“พี่ชาย ข้ามาแสดงความยินดีกับท่านที่ได้เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ด ข้าขอดื่ม
ให้ท่านสักจอก” หานลั่วอี้เผยยิ้มมุมปาก
“ได้” ยื่นมือออกไปรับจอกเหล้าจากมือน้องชาย และในจังหวะที่ไม่มีใคร
ทันสังเกตเขาได้ใส่บางอย่างลงไปในจอกเหล้าของอีกฝ่าย
บนใบหน้าชายหนุ่มยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม เหลือบสายตาเล็กน้อยมอง
น้องชายต่างมารดาจรดริมฝีปากดื่มเหล้าเข้าไปจดหมด
“อีกจอกดีหรือไม่” หานลั่วเซียงผู้ไม่รู้เรื่องอะไรขอดื่มอีกจอก ชายหนุ่มก็
ไม่ปฏิเสธ และในขณะที่เขากระดกเหล้าเข้าปากครั้งที่สอง หานลั่วเซียงก็กระ
อักเลือดออกมาคำหนึ่ง ทรุดลงไปกองกับพื้น
หานลั่วอี้มีปฏิกิริยาก่อนใครรีบเข้าไปประคองน้องชาย เผยสีหน้าเป็นกังวล
พร้อมกับเผาหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวทิ้งจนหมดสิ้นแบบที่ไม่มีใครทันได้เห็น
เพราะมัวแต่สนใจอาการของหานลั่วเซียง
ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีเมื่อคุณชายรองแห่งบ้านรองเกิดกระอักเลือด
หานลั่วอี้รีบใช้พลังตรวจชีพจร ดวงตาสีรัตติกาลวูบไหว มุมปากกระตุกโค้ง
เล็กน้อย
คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างส่งเสียงพูดคุย หลายคนเข้ามามุ่งดูว่าเกิดเรื่องอันใด
ถึงจะมีคนอยู่มากทว่าไม่มีใครอาสาเข้ามาช่วยเหลือ เรื่องนี้ต้องโทษนิสัยหยิ่ง
ยโสของหานลั่วเซียงทำให้คนเขาไม่อยากยื่นมือเข้ามาช่วย อีกสาเหตุหนึ่งคือ
หากยื่นมือเข้าไปแล้วเกิดร้ายแรงขึ้นมา มีความเป็นไปได้ว่ามารดาของชายหนุ่ม
จะต้องกล่าวหาว่าพวกเขาทำให้บุตรนางเป็นเช่นนี้
ชื่อเสียงที่ว่ามู่ฉิงเย่ให้ท้ายบุตรของนางเป็นที่เลื่องลือมาก
“ไปตามหมอมา!!” หานลั่วอี้สั่งเสียงเหี้ยมให้บ่าวรับใช้ไปตามหมอ ความ
วุ่นวายบริเวณนี้สร้างความสนใจจากผู้คนโดยรอบ ไม่นานมู่ฉิงเย่ก็รู้ข่าวรีบวิ่งมา
หาบุตรชายทันที
“ลั่วเซียง ลูกข้าอยู่ที่ใด!?” เมื่อนางฝ่าผู้คนเข้ามาเห็นว่าใครอยู่ใกล้บุตรชาย
มู่ฉิงเย่ก็รีบเข้าไปผลักหานลั่วอี้ออกห่าง
“อย่าเข้ามาใกล้ลูกข้า หากลั่วเซียงเป็นอันใดไปย่อมเป็นความผิดเจ้า!!”
หานลั่วอี้หลุบสายตาต่ำคล้ายคนถูกรังแก
ทั้งที่เป็นถึงฝึกปราณขั้นเจ็ด แต่เพราะความกตัญญูที่มีต่อมารดาเลี้ยง จึง
ยอมให้นางกระทำได้ตามใจสินะ
นั่นคือความคิดของผู้คนโดยรอบ
มารดาเลี้ยงผู้นี้ก็กระไร ถึงจะไม่ชอบใจบุตรคนโตของสามีมาก แต่ก็ไม่ควร
แสดงความเกลียดชังออกมาชัดเจนถึงเพียงนี้ มีคนอยู่มากมายนางยังกล้า
กระทำ เช่นนี้แล้วหากมีเพียงคนในครอบครัวนางคงทำเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้
มากกว่านี้กระมัง มิน่าเล่าชายหนุ่มมากความสามารถถึงได้โดนขับออกจากจวน
สาเหตุส่วนหนึ่งคงจะมาจากนาง รวมไปถึงบิดาที่รักใคร่ภรรยาจนเอนเอียง
บริเวณโดยรอบเริ่มเกิดเสียงซุบซิบนินทาเกี่ยวกับการเลี้ยงดู การเอาใจใส่
ดูแลบุตรที่แตกต่างกันของมู่ฉิงเย่และหานฉิงอี้
ไม่นานความวุ่นวายก็ส่งไปถึงหานอวี้ที่กำลังพูดคุยกับผู้นำตระกูลใหญ่
หลายตระกูลซึ่งอยู่ยืนอยู่ไม่จากบริเวณเกิดเหตุมากนัก เขาก้าวเดินมายัง
ทิศทางความวุ่นวาย ก่อนจะเห็นมู่ฉิงเย่กอดบุตรชายเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดร่ำ
ไห้ออกมาปานจะขาดใจ ปากก็เอาแต่พูดจาระคายหู กล่าวหาหานลั่วอี้
ชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวหาก้มหน้าไม่เอ่ยคำ ท่าทางน่าสงสาร
หานอวี้ขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเหี้ยมให้คนไปตามหมอก่อนจะรู้ว่าหานลั่วอี้บอก
ให้ไปตามแล้ว อีกไม่นานหมอก็จะมาถึง ยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่พอใจต่อสะใภ้ผู้นี้
ทวีขึ้นอีกเท่าตัว
จะห่วงลูกก็ควรมีสติให้มากหน่อย คนมากมายกลับแสดงพฤติกรรมไม่
เหมาะสมเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน!!!
“พาหานลั่วเซียงเข้าไปในห้อง เมื่อหมอมาก็รีบพาไปดูอาการ”
“ขอรับ” บ่าวรับใช้โดยรอบรับคำเตรียมจะเข้าไปเคลื่อนย้ายแต่มู่ฉิงเย่ไม่
ยอม
หานอวี้จึงหันไปหานาง
“สะใภ้มู่ หากเจ้ายังดึงดันหลานข้าคงอาการหนักกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าที่เป็น
แม่ควรจะใจเย็นเสียบ้าง ปล่อยให้บ่าวจัดการ หากเจ้าเป็นห่วงก็คอยติดตามอยู่
ข้างกายเป็นพอ” หานอวี้พูดจบก็หันมาหาหานลั่วอี้ โน้มตัวลงวางมือบนไหล่
“ลั่วอี้เจ้าลุกขึ้นมาได้แล้ว กังวลใจมากหรือ”
“ท่านปู่ ข้าไม่ได้เป็นคนทำ” น้ำเสียงชายหนุ่มเป็นกังวลทั้งยังรู้สึกผิด ไม่
ยอมเงยหน้าขึ้นมา ไม่ยอมขยับ
หานอวี้ถอนหายใจอ่อนใจ ตบไหล่หลานชายเบา ๆ
“ปู่รู้ว่าไม่ใช่ความผิดเจ้า เจ้าไม่มีทางทำเช่นนี้” มุมปากชายหนุ่มยกโค้งขึ้น
เล็กน้อยสายตาเข้มขึ้น
ใช่ ท่านปู่ไม่มีทางสงสัยข้า เพราะท่านปู่ต้องการความสามารถที่ข้ามี
“ท่านพ่อ ท่านจะพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ต้องเป็นหานลั่วอี้ หานลั่วอี้ต้องการ
ฆ่าลูกของข้า!!!” ความเป็นห่วงที่มีต่อบุตรทำให้สตินึกคิดของนางหมดสิ้นแล้ว
นางเป็นคนทำให้หานลั่วอี้พิการ อีกฝ่ายต้องการเอาคืนย่อมไม่แปลก
นางไม่เชื่อว่าจะไม่ใช่ความผิดของหานลั่วอี้ เจ้าเด็กหัวขนที่เกิดจากสตรี
หน้าไม่อาย ต้องเป็นมันทำให้ลูกนางเป็นเช่นนี้!!
“มู่ฉิงเย่เจ้าหุบปาก!! ฉิงอี้ มาพาเมียเจ้ากลับเข้าห้องไปสงบสติอารมณ์”
เขาขายหน้าผู้คนไปมากแล้ว หากยังปล่อยให้นางอยู่ต่อ ชื่อเสียงตระกูลได้ป่นปี้
เพราะนางเป็นแน่
“ท่านพ่อ ท่านจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ หานลั่วอี้ต้องการ
ฆ่าลูกของข้า!! มันทำร้ายลูกข้า” มู่ฉิงเย่ไม่ยินยอม หานฉิงอี้จึงใช้นิ้วมือสะกด
จุดนางไม่ให้อาละวาดแล้วนำตัวเข้าบ้าน
เขาอายจนอยากจะมุดหน้าหนีอยู่แล้ว
เมื่อความวุ่นวายของสะใภ้หายไปแล้ว หานอวี้จึงหันไปใช้สายตาบอกให้
หานฉิงเฟยดูแลต่อ ส่วนเขาโน้มตัวลงไปดึงหานลั่วอี้ขึ้นมา
“ลั่วอี้อย่าได้รู้สึกผิด เจ้าลุกขึ้นมาเถิด” ชายหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย ลุกขึ้น
ยืน “เข้าไปในบ้านกับปู่ เรื่องต่อจากนี้ให้ท่านลุงของหลานเป็นคนจัดการ”
“ขอรับท่านปู่” ตลอดเวลาหานลั่วอี้ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา ทุกคนที่เห็นต่าง
รู้สึกสงสารและคิดไปในทำนองเดียวกันว่า
เป็นคนเก่งที่ถูกมารดาเลี้ยงกดข่ม เป็นคนหนุ่มที่น่าเวทนา