ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 49 เหยียบย้ำ
ผ่านมาราวห้าวัน คนที่ควรจะมาในที่สุดก็มา
เสียงรบกวนหน้าประตูบ้านทำให้คนทั้งสามซึ่งกำลังฝึกวิชาอยู่หยุดชะงัก
เยว่ฉีหันหน้าไปมองสามี เขาทำเพียงยิ้มไม่เอ่ยคำใด
พลันเข้าใจว่าเป็นใครที่มารบกวนในยามนี้
ทำไมถึงรู้น่ะหรือ? ก็เพราะว่าตอนนี้ครอบครัวเฟิงกำลังเก็บตัวเพื่อก้าวข้าม
เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสองและผู้ฝึกปราณขั้นสาม คนในหมู่บ้านที่สนิทสนมกันก็ไม่
มี รวมไปถึงพลังสัมผัสของหานลั่วอี้ที่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายคุ้นเคยได้ตั้งแต่
ทางเข้าหมู่บ้าน
ทำให้รู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใคร
“จะไปดูไหม”
“รอก่อน ถึงอย่างไรนางก็คงจะยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน” เยว่ฉีพยักหน้า
เข้าใจก้มมองหานลั่วซาน
“ลั่วซานรวบรวมพลังเหมือนเมื่อสักครู่อีกครั้ง”
“ขอรับ” เด็กน้อยพยักหน้า เริ่มรวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือ เด็กชายตัวน้อย
รวบรวมพลังปราณให้กลายเป็นก้อนน้ำก้อนหนึ่งลอยเหนือฝ่ามือ ซึ่งหานลั่ว
ซานถนัดพลังธาตุน้ำ
“เก่งมาก ทีนี้ลองคิดภาพว่าน้ำเปลี่ยนเป็นรูปร่างนี้” เยว่ฉีวาดรูปกรวย
ปลายแหลมให้เด็กน้อยดูบนพื้น
“หากยากไปลั่วซานลองคิดว่า น้ำในมือเป็นก้อนดินก้อนหนึ่งแล้วใช้มือบีบ
ๆ ให้กลายเป็นรูปร่างตามที่พี่สาววาด”
“ลั่วซานจะลองดูขอรับ” เยว่ฉีนั่งยอง เท้าแขนบนเข่า วางคางบนหลังมือ
มองสีหน้าแน่วแน่ของเด็กชายตัวน้อย ที่พยายามทำตามสิ่งที่นางบอก
หญิงสาวยิ้มอบอุ่น หานลั่วซานคือความสดใสของโลกใบนี้ เด็กชายตัวน้อย
ผู้เชื่อฟังและรู้ความ
หานลั่วอี้เห็นว่าภรรยาเอาแต่จดจ้องอยู่กับน้องชายจึงย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ
เยว่ฉีผินหน้าไปมองเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
ชายหนุ่มไม่กล่าวอะไรเหล่ตามองน้องชาย เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่ได้สนใจ
จึงใช้โอกาสนี้จูบแก้มภรรยาเร็ว ๆ ครั้งหนึ่ง
“นุ่มอย่างที่คิด”
“นะ…นี่!!” เยว่ฉีอยากจะพูดให้ดังกว่านี้ อยากจะฟาดคนฉวยโอกาสสักครั้ง
แต่กลัวว่าเสียงของนางจะไปทำลายสมาธิเด็กน้อยจึงต้องขยับเข้าไปต่อว่าใกล้
ๆ หู
“ทำอันใดต่อหน้าเด็ก!! อย่าทำอย่างนี้อีก”
“แก้มภรรยานุ่ม สามีจึงอยากจูบ”
“……” คำพูดเขาทำนางพูดไม่ออก ได้แต่รู้สึกอยู่ข้างใน ตัดสินใจลุกขึ้นยืน
แล้วก้าวเร็ว ๆ ไปเปิดประตูหน้าบ้าน
พูดด้วยน้ำเสียงตวาดขึ้นเล็กน้อย
“หากไม่มีเรื่องให้ต้องพูดก็กลับไปเถิด ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านผู้อื่นเช่นนี้ไม่รู้
หรือว่ามันรบกวนเจ้าบ้าน”
เปิดประตูมาเยว่ฉีก็รัวคำพูดใส่ยาวเหยียด ไม่สนใจว่าคนหน้าประตูจะเป็น
ใคร
ไม่สิ นางรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร
เมื่อได้มองเต็มตาเยว่ฉีถึงกับประหลาดใจ สตรีตรงหน้าใช่คนเดียวกันกับ
เมื่อห้าวันก่อนจริงหรือ? เหตุใดนางถึงเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
ท่าทางหยิ่งผยองจองหองหายไปแล้ว แววตาเกลียดชังไม่พอใจก็เลือน
หายไป หลงเหลือเพียงแววตาเหนื่อยล้าและร่างกายซูบผอมคล้ายคนไม่ได้นอน
มาหลายวัน
สภาพนางตอนนี้คล้ายแก่ลงไปสิบปี
คนถูกพูดใส่ไม่รู้สึกอันใด นางยื่นมือมาทางเยว่ฉี
“ข้าขอร้องช่วยหานลั่วเซียงด้วย” น้ำเสียงมู่ฉิงเย่ดูอิดโรยอยู่บ้าง ทั้งยังดูน่า
สงสาร
แต่นางจำเป็นต้องสงสารด้วยหรือ? เยว่ฉีหันหลังกลับไปเห็นว่าสามีพา
หานลั่วซานเข้าไปในบ้านแล้วจึงหันมาเอ่ย
“ท่านเข้ามาก่อนสิ”
หญิงสาวรีบก้าวเร็ว ๆ เข้ามาด้านใน เยว่ฉีปิดประตูลงกลอนปิดบังสายตา
อยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน
นางเดินตามหลังมู่ฉิงเย่ซึ่งก้าวเร็ว ๆ หวังจะเดินเข้าจับแขนหานลั่วอี้ ทว่า
ยังไม่ทันได้ทำอย่างใจคิดชายหนุ่มก็ขยับตัวหลบ
“พูดธุระเจ้ามา” น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก
“ช่วยลั่วเซียง ได้โปรดช่วยลั่วเซียงด้วย ขาเจ้ารักษาหายแล้วไม่ใช่หรือ
เช่นนั้นเจ้าต้องรู้จักหมอที่สามารถรักษาอาการที่ลั่วเซียงเป็นอยู่ ลั่วเซียงคือ
น้องชายเจ้า คือลูกของข้า ข้าขอให้เจ้าช่วยเหลือลั่วเซียง”
หมดแล้วซึ่งมาดของสตรีผู้สูงศักดิ์หลงเหลือเพียงคราบของมารดาที่
ต้องการให้ลูกกลับมาเป็นเหมือนเดิม
แต่มาพูดขอร้องไม่กี่คำพวกเขาต้องยอมช่วยด้วยหรือ? ง่ายไปแล้ว ตอนทำ
คนอื่นนางมีความสุขมากทั้งยังไม่คิดถึงความเจ็บปวดของคนถูกกระทำ มา
ตอนนี้จะมาเรียกร้องให้ได้อะไรขึ้นมา
“ช่วยแล้วข้าจะได้อะไร?” น้ำเสียงหานลั่วอี้ยังคงไม่นำพา ใช้สายตาที่ว่า
ใครจะเป็นจะตายเกี่ยวอันใดกับข้า มองนาง
“เจ้าจะถามสิ่งตอบแทนไปทำไม ลั่วเซียงคือน้องชายเจ้านะ น้องชาย
เดือดร้อน เจ้าควรช่วยเหลือ!!” นางร้อนใจเหลือเกิน ตั้งแต่ที่หานลั่วเซียงฟื้นขึ้น
มาแล้วพบว่าตนเองไม่สามารถฝึกปราณได้ ท่อนล่างก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
กลายเป็นคนป่วยติดเตียง บุตรชายของนางก็คล้ายคนเสียสติอาละวาดไม่หยุด
บางครั้งก็ร้องไห้ บางครั้งก็เอ่ยสาปแช่งคนที่ทำให้เป็นเช่นนี้ พร้อมกับร้องไห้
คร่ำครวญขอให้นางหาหมอมาช่วยรักษา
มู่ฉิงเย่ปวดใจยิ่ง บุตรชายของนางตลอดชีวิตไม่เคยต้องพบเจอกับความ
เจ็บปวด มาตอนนี้เจ็บป่วยถึงขั้นกระทบชีวิตปัจจุบันและอนาคต มารดาอย่าง
นางเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจ
“เจ้าเคยมองข้าเป็นบุตรด้วยหรือถึงกล้าพูดออกมาว่าหานลั่วเซียงคือ
น้องชายข้า?”
“ถึงข้าจะไม่เคยมองเจ้าเป็นลูก แต่ลั่วเซียงก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกซึ่งเกิดจากพ่อ
ของเจ้า เจ้าจะใจดำไม่ดูดีน้องได้หรือ”
“ทำไมข้าจะทำไม่ได้ ตอนข้าป่วยก็หาได้มีคนมาดูแล แถมตอนนั้นเจ้ายัง
ชอบด้วยมิใช่หรือ? ที่ข้าเป็นเช่นนั้น” หานลั่วอี้กล่าวก่อนจะหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง
ชายหนุ่มหลุบตามองนาง มุมปากยกโค้ง
“ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเจ้าที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนั้น เจ้าใช้ความรักอันบริสุทธิ์ที่
เด็กคนหนึ่งมีให้ นำความรักบริสุทธิ์นั้นมาทำร้ายข้าและเด็กคนนั้น เด็กที่เจ้า
คลอดออกมาเอง!!”
รู้จริง ๆ ด้วย ชายตรงหน้ารู้เรื่องทั้งหมด
“เพราะงั้นเจ้าถึงได้ทำร้ายลั่วเซียงงั้นหรือ?”
“ใช่ เพราะข้าอยากให้เจ้าได้สัมผัสความเจ็บปวดอย่างที่ข้าเจอ เป็นอย่างไร
บ้างสนุกหรือเปล่าความรู้สึกราวกับตายทั้งเป็น พอตื่นมาแล้วพบว่าอนาคตมืด
บอด แม้เจ้าจะไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองแต่คงรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน”
“ไม่สิ คงเจ็บปวดมากกว่าที่ข้าเคยสัมผัสหลายเท่าเลยสินะ”
รอยยิ้ม รอยยิ้มหานลั่วอี้ทำนางหวาดกลัว รอยยิ้มโหดเหี้ยม และดวงตาสี
ดำสนิท ซึ่งสามารถดูดกลืนทุกสิ่ง ความเรียบเฉยที่ไม่สนใจว่าชีวิตที่ตนกำลัง
มองอยู่จะอยู่หรือตาย
เป็นความโหดร้ายที่นางไม่เคยได้สัมผัส
“เจ้า เจ้าทำได้อย่างไร ลั่วเซียงคือน้องของเจ้านะ!!”
หานลั่วอี้หัวเราะลั่น เอ่ยเสียงเยาะเย้ย “ทำไมข้าจะทำไม่ได้ ในเมื่อเจ้ายัง
ทำได้”
“มู่ฉิงเย่ เจ็บปวดสินะที่ลูกชายที่ท่านรักมากไร้ประโยชน์ไปแล้ว เชิญ
เจ็บปวดให้พอ ให้สมกับที่เจ้าทำกับข้า!!” หานลั่วอี้ปล่อยบรรยากาศกดดัน
ต้องการฆ่าปกคลุมไปทั่วตัว มู่ฉิงเย่ถูกบรรยากาศกดดันทำให้กลัวจนตัวสั่นทรุด
ลงกับพื้น
ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว ชายตรงหน้าจะไม่ปล่อยให้นางมี
ความสุข หานลั่วอี้ต้องการจะทำลายชีวิตนาง
“ลั่วอี้ ข้าขอร้อง เจ้าจะให้ข้าทำอะไรก็ได้ข้ายอม ข้าขอเพียงให้เจ้าช่วยลั่ว
เซียง ช่วยให้ลั่วเซียงกลับมาฝึกปราณได้อีกครั้ง ไม่ว่าต้องทำอะไรข้ายอม
ทั้งหมด ข้ายอมเจ้าแล้ว ช่วยลูกข้า ช่วยลั่วเซียงด้วย” มู่ฉิงเย่คลานเข่ามาหา
ชายหนุ่มคิดจะใช้มือกุมขาขอร้อง แต่หานลั่วอี้ถอยหลังหนี
หมดซึ่งแล้วมู่ฉิงเย่ผู้หยิ่งยโสที่มักจะเยาะเย้ย เย้ยหยันเขาอยู่เสมอ มู่ฉิงเย่ผู้
นั้นตอนนี้กำลังคุกเข่ากับพื้น ขอร้องอ้อนวอนให้เขาช่วยเหลือลูกของนาง
นางไร้ซึ่งทางไป ไม่รู้ว่าต้องหันไปทางไหนถึงจะช่วยเหลือบุตรชายได้ ทำให้
นางยอมทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าขอร้องคนที่นางเกลียดมาทั้งชีวิต
เป็นแม่แสนประเสริฐเสียจริง นางไม่รักเขาเขาไม่ว่า แต่ทำไมถึงได้ใจร้าย
กับเขาถึงเพียงนี้ มาตอนนี้สำนึกได้แล้วหรือ? คนที่ทำแต่เรื่องร้าย ๆ มาตลอด
จะสำนึกได้จริงหรือ?
หานลั่วอี้หลุบตา เอ่ยเสียงเรียบ
“เจ้าบอกว่าทำอะไรก็ยอมใช่ไหม?”
“ใช่ ขอเพียงเจ้าช่วยไม่ว่าเรื่องใดข้าล้วนทำได้” นางละล่ำละลักตอบ
เพราะกลัวว่าหากชักช้าชายหนุ่มจะเปลี่ยนใจ สีหน้ามู่ฉิงเย่เริ่มดีขึ้นเล็กน้อย
นางจะช่วยเหลือบุตรชายได้แล้ว ขอแค่ทำตามที่ชายตรงหน้าบอกหานลั่วเซียง
ก็จะกลับมาเดินได้
“กราบแทบเท้าข้า สาบานว่าจะไม่ทำอันตรายใด ๆ ต่อข้าและคนของข้า”
“ได้ ได้ ข้าตกลงข้ายอมทำตาม” หานลั่วอี้แสยะยิ้มไม่คิดว่านางจะยินยอม
โดยง่าย ความรักของมารดายิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้สินะ
“เช่นนั้นก็ทำสัญญา” หานลั่วอี้ร่างสัญญาชีวิตขึ้นมาหนึ่งฉบับ ในเนื้อหา
สัญญาบอกว่า
มู่ฉิงเย่ห้ามคิดร้ายต่อครอบครัวหานลั่วอี้ คนรอบข้างของเขา รวมไปถึง
ห้ามจ้างวานคนมาตามฆ่าและห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นอันตรายต่อคนที่
เกี่ยวข้องกับหานลั่วอี้ หากนางกระทำตัวนางและบุตรทั้งสอง หานลั่วเซียงและ
หานลั่วเหมยจะต้องตาย
สัญญานี้เป็นสัญญาทาสที่มีผลเพียงฝ่ายเดียว หากมู่ฉิงเย่มีจิตคิดกระทำ
สัญญาจะเกิดผลขึ้นมาทันที
“หยดเลือดเจ้าลงไปแล้วข้าจะถือว่าทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์” มู่ฉิงเย่รีบหยด
เลือดลงไปไม่แม้แต่จะอ่านเนื้อความในสัญญาให้ดี
“ข้าทำแล้ว ข้าทำแล้ว” มู่ฉิงเย่พูดคำเดิมซ้ำ ๆ และในจังหวะที่นางกำลัง
จะก้มลงกราบเท้าหานลั่วอี้ ชายหนุ่มก็ขยับก้าวถอยหลัง
“อ๋อ…ข้าเพิ่งนึกบางอย่างได้ หมอที่ช่วยรักษาข้าหลังจากรักษาข้าให้หาย
ท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว ข้าคงช่วยลูกชายเจ้าไม่ได้” คำกล่าวเรียบง่ายแต่กลับทำ
ให้ความหวังเพียงหนึ่งของมู่ฉิงเย่พังทลายลง
นางเบิกตากว้างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ปากก็เอาแต่พึมพำว่า
“ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว รักษาไม่ได้แล้ว คนรักษาไม่อยู่แล้ว ไม่จริง”
“ไม่จริง”
“ไม่จริง!! เจ้าโกหกข้า เจ้าโกหกข้า เจ้าไม่อยากจะช่วยเหลือลูกข้า เจ้ามัน
ชั่วช้า เจ้าคนชั่ว!!”
“ไม่จริง ไม่จริง!!!” มู่ฉิงเย่คล้ายคนเสียสติถึงจะพูดออกมาว่าต้องการจะฆ่า
ชายหนุ่ม แต่พอสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทร่างกายนางถึงกับสั่นสะท้าน ยกมือ
กอดตนเองท่าทางหวาดกลัว
“ไม่ ไม่ ลั่วเซียง ลั่วเซียงแม่ขอโทษ ฮึก แม่ขอโทษ เป็นเพราะแม่ ฮึก ฮืออ
เป็นเพราะแม่”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ เป็นเพราะมัน เพราะมัน มันทำให้ลูกแม่ต้องเป็นแบบนี้”
มู่ฉิงเย่พึมพำซ้ำไปซ้ำมา บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็โกรธเกรี้ยว ตกอยู่ในห้วง
ความคิดของตนเอง เยว่ฉีทนมองภาพน่าเวทนาต่อไปไม่ไหว จึงเดินไปเปิด
ประตูบอกให้คนที่พานางมา มาพามู่ฉิงเย่ กลับไป แต่ก่อนที่นางจะเปิดประตู
หานลั่วอี้ได้ทำให้สตรีเสียสติสลบไปก่อนแล้ว
“นางสลบไปตอนพูดคุยกับพวกข้า เจ้าพานางกลับไปเสีย”
“ขอรับ” คนขับรถม้าเข้ามาพานายหญิงกลับไป ตอนเข้ามาเขาเห็นว่านาย
หญิงนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนแคร่
เพราะหานลั่วอี้กางม่านป้องกันไว้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มคุยกันทำให้คนด้านนอก
ไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง
ถึงคนขับรถม้าจะสงสัยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่เขาก็ไม่มีทางรู้ว่าทั้งสามคน
คุยอะไรกัน รวมถึงไม่กล้าเอ่ยถาม
“พอใจหรือไม่”
“ไม่รู้ ข้าไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ แต่ที่รู้แน่ชัดคือข้าไม่เสียใจในสิ่งที่ทำ
ลงไป”
เยว่ฉีมองสีหน้าซับซ้อนของสามี นางคิดว่าตอนนี้เขาคงกำลังสับสน ไม่ใช่
คิดว่าไม่ควรทำเช่นนี้ แต่สับสนเพราะเห็นสภาพน่าเวทนาของหญิงผู้นั้น
มากกว่า
หญิงสาวก้าวเข้าไปดึงคอสามีให้ลงมาซบไหล่แคบ
“ข้าอยู่กับท่าน ต่อจากนี้อาจจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นระหว่างเรา แต่
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายข้าก็จะอยู่กับท่าน”
“ภรรยา แค่มีเจ้ากับลั่วซานก็พอ ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งถึงขั้นที่ไม่ว่า
ใครก็ไม่สามารถทำอันใดเจ้าสองคนได้” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับโอบกอดภรรยา
สูดดมกลิ่นหอมเย็นสบายจากกายบาง