ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 51 ข่าวการเปิดรับศิษย์ใหม่ของสำนักเซียนหลง
- Home
- ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน
- ตอนที่ 51 ข่าวการเปิดรับศิษย์ใหม่ของสำนักเซียนหลง
เช้าอันสดใส
วันนี้หลังจากฝึกประจำวันเสร็จเรียบร้อยทั้งสองคนก็ออกมานั่งเล่นใต้ต้นไม้
ใหญ่ เยว่ฉีกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหลังบนหน้าอกสามี ฝ่ายหานลั่วอี้นอนพิงหลังกลับ
ต้นไม้โอบเอวภรรยาไว้ ตรงหน้าพวกเขาบนลานเล็กหน้าบ้าน หานลั่วซานกำลัง
ฝึกฝนควบคุมพลังธาตุน้ำให้เปลี่ยนรูปร่างได้ตามที่เยว่ฉีเคยวาดให้ดู เด็กชายตัว
น้อยมีความตั้งใจมาก ไม่บ่นเหนื่อยสักครั้ง ทุกครั้งที่ทำได้มักจะเดินมาใกล้ทั้ง
สองคนเพื่อให้เอ่ยชม หลังได้รับคำชมก็จะยิ้มเบิกบานไปหลายชั่วยาม
ทั้งสามคนมีความสุขมากในแต่ละวัน ตั้งแต่จัดการเรื่องมู่ฉิงเย่ก็ไม่มี
เรื่องราวใดสามารถกวนใจพวกเขาได้อีก ช่วงเวลาที่ผ่านมาในที่สุดสองสามี
ภรรยาเฟิ่งก็เลื่อนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสองและสามได้แล้ว ทั้งสองคนดีใจมากยิ้ม
หน้าบานกันทั้งวัน
“หืม มีอันใดหรือ?” เยว่ฉีเงยหน้ามองสามีเมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายหันไปมอง
หน้าประตู
“กลิ่นกายเช่นนี้คงเป็นบิดา” เยว่ฉีเลิกคิ้วสงสัย ขยับตัวลุกนั่ง
“เขามาทำไมหรือ?”
“บางทีอาจจะมาพูดแทนมู่ฉิงเย่หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องอื่น”
นั่นสินะ หานลั่วอี้ก็คงไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง เขาไม่มีทางเข้าใจความคิดของ
บิดาได้ทั้งหมด
“ไปดูเถิด หากเป็นเรื่องไม่น่าฟังก็ปล่อยไป ถึงอย่างไรท่านก็ได้ชื่อว่าบิดา”
หานลั่วอี้พยักหน้าขยับลงจากแคร่เดินไปทางประตู ระหว่างนี้เยว่ฉีก็เดินไป
หาเด็กน้อย
“ลั่วซานฝึกวิชาอยู่ลานบ้านดี ๆ นะ พี่สาวจะไปคุยกับแขกหน้าประตู”
เด็กชายมองตามหลังพี่ใหญ่เห็นว่ามีคนมาจริง ๆ จึงหันมาหาเยว่ฉี
“ลั่วซานเข้าใจแล้วขอรับ ลั่วซานจะฝึกวิชาตรงนี้”
“ลั่วซานเด็กดี ไม่นานพี่สาวจะมาดูว่าเก่งขึ้นมากแค่ไหน”
“ขอรับ” เด็กชายตัวน้อยยิ้มแป้น เยว่ฉีลูบหัวสองสามทีแล้วผละออก ก้าว
เดินไปยืนประชิดข้างกายสามี
ผู้มาใหม่หันเหสายตามามองนางเพียงชั่วครู่ จากนั้นดึงสายตากลับไปมอง
บุตรชาย
“ท่านมาหาข้ามีธุระใดหรือ?”
“พ่อมาหาลูกต้องมีธุระก่อนด้วยหรือ?”
“หากความสัมพันธ์ของข้ากับท่านไม่กระอักกระอ่วนข้าคงไม่สงสัยการมา
ของท่าน” หานลั่วอี้ไม่สนใจคำพูดประชดประชัน เขาหมดความคาดหวังและ
เลิกศรัทธาในตัวบิดาไปนานแล้ว
หลงเหลือเพียงคำว่า ผู้ให้กำเนิด สายสัมพันธ์หนึ่งเดียวที่ทำให้เขายอมมา
พบ
“ลั่วอี้ พ่อกับลูกจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วจริงหรือ? ลูกกลับ
ตระกูลเราเถิด ทุกคนกำลังรอลูกอยู่” สายตาหานฉิงอี้สื่อออกมาตามที่พูดจริง
ก้าวขาขึ้นมาหนึ่งก้าวหวังจะจับไหล่บุตรชาย
คำพูดบิดาเคยเป็นสิ่งที่เขาคาดหวัง ทว่าตั้งแต่ได้ก้าวออกมาพร้อมเงินหนึ่ง
ตำลึงเขาก็ไม่มีความคิดจะกลับไปอีก
“ท่านพ่อหยุดเถิด ตอนนี้ข้ามีความสุขดี มีความสุขกว่าตอนอยู่ที่นั่น”
มือซึ่งยื่นมาหยุดชะงัก มองหน้าบุตรชาย สายตาหานลั่วอี้ไม่ได้ล้อเล่น ใน
นัยน์ตารัตติกาลไม่มีความอาลัยหรือความรักให้เหมือนอดีต มีเพียงความเฉย
เมย เรียบเฉยและท่าทีไม่อยากยุ่งเกี่ยว
“ลั่วอี้ให้โอกาสครอบครัวได้แก้ไขได้หรือไม่ ทุกคนในครอบครัวรู้ว่าทำผิด
ต่อลูก” หานลั่วอี้ยกยิ้มมุมปาก
คนพวกนั้นสำนักจริงหรือ ต้องการให้เขากลับไปจริงหรือ?
ชายหนุ่มส่ายหัวยิ้ม ๆ จ้องตาบิดา
ตนไม่ได้โง่ ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนตอนก่อนจะก้าวออกมาจากบ้านหลังนั้น
แค่บอกว่าขอโอกาสก็ต้องยอมให้โอกาสงั้นหรือ? ตอนนั้นเขาไม่มีแม้กระทั่ง
โอกาสจะได้เอ่ยคำพูดออกไปด้วยซ้ำ พวกเขาก็เห็นดีเห็นงามผลักไสเขาออกมา
ทันที
หากไม่ใช่ว่าพบเยว่ฉี ได้รับน้ำจิตน้ำใจของนาง บางทีวันนี้อาจจะไม่มี
หานลั่วอี้ที่แข็งแรงพาให้ผู้คนอิจฉา
“ท่านพ่อ ที่พวกท่านต้องการคงไม่ใช่ข้าแต่เป็นหยกวิญญาณกระมัง” หาน
ฉิงอี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มแห้งพร้อมเอ่ย
“ลั่วอี้ ใครบ้างไม่ต้องการหยกวิญญาณ แต่ที่พ่อพูดนั้นเป็นความจริง ทุก
คนอยากให้ลูกกลับไป”
“ท่านกลับไปเถิด ข้าจะไม่กลับไปเหยียบตระกูลหาน เว้นเพียงแต่ว่าข้าจะ
ไปงานผ้าขาวของท่าน”
หานลั่วอี้พูดจริง เขาใช้สายตามองคนแปลกหน้ามองผู้ให้กำเนิด หานฉิงอี้
ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ตนถูกบุตรชายปฏิเสธถึงเพียงนี้ กระทั่งเจ็บป่วยก็ไม่
อยากจะมาหา เว้นแต่ว่าตนจะตาย ถึงจะยอมมาเหยียบตระกูลหาน
หานฉิงอี้ก้าวถอยหลัง มองบุตรชายที่กลายเป็นคนอื่น
“ลั่วอี้ครอบครัวผิดต่อเจ้ามากถึงขั้นไม่อยากพบหน้าเลยหรือ? เจ้าโกรธ
เกลียดครอบครัวมากเลยหรือ?”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้เกลียดพวกท่าน” หานฉิงอี้ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย คิดว่ายัง
พอมีหวัง ทว่าไม่นานความหวังนั้นก็พังทลาย
“ข้าไม่อยากคิดเรื่องพวกท่านให้รกสมอง ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกท่าน
อีกแล้ว”
“ครอบครัวข้า มีเพียงภรรยาและลั่วซาน ไม่มีใครอื่น แต่ท่านไม่ต้องห่วง
ข้าจะมอบสิ่งนี้ให้ ถือเป็นสิ่งตอบแทนที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านดูแลข้าอย่าง
ดี” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้บิดา มอบถุงเก็บของให้
ภายในถุงเก็บของมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึง พร้อมหยกวิญญาณระดับกลาง
คุณภาพกลางสิบเม็ด
“ท่านพ่อ ข้าขอบคุณที่ตลอดมาท่านดูแลข้ามาอย่างดี ต่อจากนี้อย่าได้มา
เจอกันอีกเลย” เขาไม่รอส่ง ไม่รอว่าหานฉิงอี้จะพูดอันใดออกมาอีก หันหลัง
ก้าวเข้าไปในบ้าน
แต่ยังไม่ทันที่ขาจะก้าวข้ามธรณีประตู รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาใกล้
“มีอันใดหรือ?” เยว่ฉีที่ยืนเงียบมาตลอดเอ่ยถาม นางกุมมือสามีไว้ไม่
ปล่อย
“มีคนมา” เยว่ฉีอยากจะกลอกตามองบน ทำไมตอนมีคนมาถึงได้มาพร้อม
กัน เลือกมาคนละวันไม่ได้หรือ
ทั้งสองคนหันหลังกลับมาไม่ได้สนใจหานฉิงอี้ซึ่งนิ่งค้างเพราะการปฏิกิริยา
ของบุตรชาย
ในใจหานฉิงอี้รู้สึกซับซ้อนมากมาย เขาเสียบุตรชายไปแล้ว ไม่มีหานลั่วอี้ผู้
เชื่อฟังอีกแล้ว
“หานลั่วอี้ ข้ามีข่าวมาบอกกับเจ้า!!” เสียงตื่นเต้นของเสินเทียนสลาย
บรรยากาศอึดอัดเมื่อสักครู่จนหมดสิ้น ชายหนุ่มรูปงามก้าวเท้าลงมาจากรถม้า
ด้วยความมั่นคง ใบหน้าเปื้อนยิ้มดวงตาสนใจ
หานลั่วอี้มองนิ่งรอคอยว่าเขาจะพูดอันใดต่อ
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้ และพอกวาดตามอง
โดยรอบพลันเข้าใจขึ้นมาทันที “ข้ามาขัดจังหวะพวกเจ้าหรือไม่?”
“ไม่ ข้าคุยจบแล้ว พูดเรื่องของเจ้ามา” ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ หยิบ
กระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อยื่นให้
“พ่อข้าบอกว่าสำนักเซียนหลงจะเปิดรับศิษย์ใหม่ในอีกสองเดือน เจ้าจะไป
หรือไม่ เจ้าเคยบอกข้าว่าอยากจะไปทดสอบคุณสมบัติดู ว่าจะเข้าได้หรือไม่ ไม่
สินี่เจ้า!!!” เสินเทียนยกมือชี้หานลั่วอี้ดวงตาเบิกโพลง
“เจ้าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดแล้ว!? เช่นไร ได้อย่างไร เหตุใดถึงได้เลื่อนขั้น
เร็วเพียงนี้!!”
เอาอีกแล้วผู้ชายคนนี้แสดงออกไม่สมกับหน้าตาที่ถูกปั้นขั้นมาอย่างดี
เสียดายหมด!! เยว่ฉีถอนหายใจยาวเหยียดเอ่ยกับคนที่ตกตะลึงพรึงพรืด
“สามีข้าเก่งกาจ เลื่อนขั้นเร็วแล้วแปลกอันใด” น้ำเสียงเยาะเย้ยกึ่งภูมิใจ
ของหญิงสาวดึงสติเสินเทียน ชายหนุ่มหันมาเผชิญหน้ากับสายตาถือดีและ
ภาคภูมิใจ
ใช่สิ!! สามีเจ้าเก่ง แต่จะเก่งเกินไปแล้ว มีผู้ฝึกปราณอายุยี่สิบไม่กี่คนเท่านั้น
ที่สามารถก้าวมาสู่ขั้นแปดได้ ดินแดนระดับกลางทั่วทั้งดินแดนยังมีไม่ถึงยี่สิบ
คน ดินแดนระดับล่างไม่ต้องพูดถึง เขายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ฝึกปราณขั้นแปด
อายุยี่สิบปรากฏขึ้นมาก่อน
หานฉิงอี้ได้ฟังก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เขามัวแต่สนใจเรื่องโน้มน้าวหานลั่วอี้จน
ลืมสังเกตว่าบุตรชายเลื่อนขั้นขึ้นไปอีกแล้ว
อนาคตบุตรชายคงจะก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มากนัก
ภายในใจอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ หากครานั้นเขาไม่ทำตามที่ภรรยาบอกแล้ว
เลือกจะดูแลบุตรชายเรื่องราวคงจะไม่ออกมาในรูปแบบนี้ ความยิ่งใหญ่ของ
หานลั่วอี้จะต้องมีเขาอยู่เคียงข้าง
แต่ถึงจะเสียใจก็ไม่มีโอกาสให้ได้ยื่นมือออกไปคว้าจับไว้
ชายหนุ่มเหลือบสายตามองบิดาเพียงชั่วครู่แล้วถอนกลับมา เขาถือว่าได้
ตอบแทนเท่าที่จะทำได้แล้ว เรื่องต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคน
“จัดการเรื่องของเจ้าให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางทันที”
“เข้าใจแล้ว” เสินเทียนพยักหน้าเข้าใจ
“ลั่วอี้เจ้าจะไปหรือ?”
“ใช่ ภรรยาไม่อยากไปดูหรือว่าดินแดนระดับกลางเป็นเช่นไรบ้าง”
“อยาก ข้าอยากเห็นเพียงแต่ข้าเป็นกังวลอยู่บ้าง เราไม่มีกำลังหรือ
เบื้องหลังแข็งแกร่ง หากเผลอไปแตะโดนผู้มีอำนาจเข้าจะไม่ลำบากหรือ? ลำพัง
ข้ากับท่านไม่เท่าใด แต่ลั่วซานเล่า” หานลั่วอี้ยิ้มบางยกมือสัมผัสแก้มภรรยา
สายตาอ่อนโยน
“ภรรยาไม่ต้องกังวล ข้ามีเสินเทียนเดิมทีชายผู้นี้เป็นคนของดินแดน
ระดับกลาง ส่วนรายละเอียดข้าจะบอกเจ้าทีหลัง”
อ่า…อย่างนี้เอง มิน่าเล่าเสินเทียนถึงดูเหมือนจะรู้เรื่องดินแดนระดับกลาง
มากกว่าพวกเขา
“ไม่อยากจะเชื่อว่าชายท่าทางเช่นนี้จะเป็นคนของดินแดนระดับกลาง”
เสินเทียนที่เมื่อสักครู่กำลังยืดอกภูมิใจถึงกับสะอึกกับคำพูดเยว่ฉี
สีหน้าบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
“เจ้ามันคนไม่รู้คุณคน ข้าช่วยเหลือเจ้ามาไม่น้อยเจ้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือ!!”
“หากท่านทำตัวภูมิฐานมากกว่านี้ข้าคงไม่สงสัยในตัวท่าน” เยว่ฉีเถียงซื่อ
ๆ สายตานางสื่อออกมาตามที่พูด
ทั้งสามคนพูดคุยต่อล้อต่อเถียงกันอย่างสนุกสนาน ต่างจากหานฉิงอี้ที่มอง
ภาพตรงหน้า รู้สึกว่าตนกลายเป็นคนนอกสำหรับพวกเขา ชายสูงวัยจึงถอย
หลังออกมา ก้าวขึ้นรถม้าเคลื่อนตัวออกไป
หานฉิงอี้มองถุงในมือด้วยสีหน้าซับซ้อน ภายใต้ความรู้สึกมากมายเหล่านั้น
มีความเสียใจและเสียดายผสมอยู่
คนไปแล้วหานลั่วอี้จึงเอ่ยถาม
“เสินเทียนตรวจสอบชายที่ให้ความช่วยเหลือสตรีผู้นั้นแล้วจัดการเสีย ข้า
ไม่อยากให้คนที่ร่วมมือทำลายข้าอยู่รอด”
“ได้ ข้าจะจัดการให้ ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะข้าตามสืบไว้ก่อนแล้ว”
“เจ้ายังทำได้ดีเสมอ”
“หึ…คิดว่าข้าเป็นใครกัน” เสินเทียนกอดอกเชิดหน้า
“สหายที่มีตำแหน่งเป็นลูกน้อง” คนถูกพูดแทงใจดำเสียอาการมองหน้า
หานลั่วอี้ สายตาชายตรงหน้าเรียบเฉยจนพาให้หมั่นไส้
“เจ้านี่ ไม่ต่างจากภรรยาเจ้า”
“ข้าดีใจที่เจ้าบอกว่าข้าเหมือนภรรยา”
“เจ้า…เจ้า!!” เสินเทียนหมดคำจะพูด โมโหจนพูดไม่ออก สะบัดแขนเสื้อ
หันหลังก้าวขึ้นรถม้าไป
เยว่ฉีมองตามรถม้าเอ่ยถามสามี “ลั่วอี้ เสินเทียนผู้นี้เป็นคนจากดินแดน
ระดับกลางจริงหรือเหตุใจเขาถึงได้ดูเหมือน…”
“คนบ้า?” หญิงสาวถึงกับหลุดขำกลับคำพูดเขาแต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย
หานลั่วอี้ส่ายหัวยิ้ม ๆ ภรรยานับวันจะยิ่งน่าเอ็นดู