ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 56 จุดเคลื่อนย้าย
เช้าวันต่อมาเสินเทียน ครอบครัวเฟิงและครอบครัวเยว่เดินทางออกจาก
โรงเตี๊ยมตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้พวกเขาตั้งใจจะไปยังจุดเคลื่อนย้ายเพื่อซื้อที่นั่งและ
รับป้ายสำหรับเดินทางไปยังเดินแดนระดับกลาง เพราะมีคนจำนวนมาก
ต้องการไปดินแดนระดับกลาง หากใกล้วันแล้วพวกเขาไปซื้อป้ายอาจจะไม่มีที่
นั่งสำหรับพวกเขา
เมืองโม่ชิงมีจุดเคลื่อนย้ายทั้งหมดสี่จุดแยกเป็นสี่มุมเมือง จุดที่พวกเขา
กำลังไปเป็นจุดเคลื่อนย้ายทิศเหนือ
บนถนนเมืองโม่ชิงเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนเดินขวักไขว่ซื้อของกันอย่าง
สนุกสนาน ร้านรวงต่าง ๆ เต็มไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน
“พี่สาวลั่วซานอยากไปดูสิ่งนั้นขอรับ” เด็กน้อยข้างกายเอ่ยขึ้นพร้อมชี้มือ
ไปยังร้านขายตุ๊กตาหลากหลายรูปแบบ เยว่ฉียกยิ้มบางพลางเอ่ย
“ได้สิ ไปดูกัน” หญิงสาวเอ่ยกับหานลั่วซาน จากนั้นหันไปหาเสินเทียน
“เสินเทียนเจ้าไปกับพี่เฟิง พี่หลัวก่อนข้ากับลั่วอี้จะตามไปทีหลัง”
“ได้ อย่าช้านักละ เพราะต้องไปยืนยันตนกับคนขายป้ายไม่เช่นนั้นเขาจะ
ไม่ยอมให้ป้ายมา”
“เข้าใจแล้ว”
แล้วพวกเขาก็แยกกันเป็นสองกลุ่ม
ระหว่างเดินผ่านถนนเพื่อไปยังร้านขายของอีกฝั่งหนึ่ง เยว่ฉีก็ได้เอ่ยกับ
เด็กชายตัวน้อย
“ลั่วซาน เราอยู่ในร้านนานไม่ได้ลั่วซานเข้าใจใช่ไหม?”
“เข้าใจขอรับ เพราะต้องไปจัดการธุระของพี่ชายพี่สาว”
“ดีมาก งั้นไปดู หากลั่วซานอยากได้ให้บอก พี่สาวจะซื้อให้”
“ขอบคุณพี่สาวขอรับ”
ตลอดการเดินข้ามมายังอีกฝั่ง เยว่ฉีกอบกุมมือเล็กไว้ตลอด ภาพหญิงสาวผู้
งดงามจับจูงเด็กชายตัวน้อยตกอยู่ในสายตาหานลั่วอี้ ชายหนุ่มมองภรรยากับ
น้องชาย ภายในหัวอดจะนึกถึงภาพภรรยาจับมือเล็ก ๆ ของเด็กน้อยซึ่งเกิด
จากเขาและนางไม่ได้
หากมีวันนั้นไม่รู้ว่าเขาจะมีความสุขมากเพียงใด
“พี่สะใภ้ซื้อสิ่งนี้ให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ” เข้ามาในร้านมีเด็กน้อยมากมายยืน
ข้างกายผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากพามาซื้อของเล่น ข้างกายทั้งสามคนก็มีเด็กชายตัว
น้อยวัยใกล้เคียงกันกับหานลั่วซานกำลังพูดคุยกับพี่สะใภ้ ในมือเด็กชายถือ
ตุ๊กตาหมีตัวน้อย
“เจ้าอยากได้หรือ?”
“ขอรับ” เด็กชายคนนั้นเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มเป็นประกาย
“เช่นนั้นเจ้าต้องขยันฝึกฝนเข้าใจหรือไม่? หากพี่สะใภ้ซื้อให้เจ้า เจ้าต้อง
ขยันฝึกฝนและกลายเป็นผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งเหมือนพี่ชายเจ้า”
“ข้าเข้าใจขอรับ ข้าอยากเป็นคนเก่งเช่นพี่ชาย” เด็กชายตัวน้อยตอบกลับ
ประสาซื่อทว่าก็เข้าใจความหมาย
หานลั่วซานมองครอบครัวที่ดูสนิทสนมรักใคร่ หัวใจเด็กน้อยพลันอบอุ่น
ขึ้นมา หันมามองมือซึ่งกอบกุมกัน ก่อนจะเงยหน้ามองเยว่ฉี
“พี่สาว พี่สะใภ้คืออะไรหรือ?” เยว่ฉีเลิกคิ้ว เอ่ยยิ้ม ๆ
“ลั่วซาน พี่สะใภ้คือคนนี้แต่งงานกับพี่ชายของลั่วซาน” เด็กชายขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นพี่สาวต้องเป็นพี่สะใภ้หรือ? เพราะพี่ใหญ่เคยบอกลั่วซานว่าพี่สาว
แต่งงานกับพี่ใหญ่”
“ใช่แล้ว พี่สาวคือพี่สะใภ้” เหตุผลที่เยว่ฉีไม่บอกให้หานลั่วซานเรียกนางว่า
พี่สะใภ้ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น เพราะต้องการให้เด็กชายตัวน้อยผู้เต็มไปด้วย
บาดแผลคุ้นเคยกับนางให้เร็วที่สุด
ด้วยคิดว่าคำว่า พี่สาว จะทำให้สนิทสนมกันได้เร็วกว่าคำว่าพี่สะใภ้ และ
เมื่อใดก็ตามที่เด็กชายโตพอ รวมถึงกลับมาสดใสเกือบเท่าวันวาน นางจะบอก
ให้หานลั่วซานเปลี่ยนคำเรียกให้ถูกต้อง
“ต่อไปลั่วซานจะเรียกพี่สาวว่าพี่สะใภ้!!” เยว่ฉีอมยิ้มเล็กน้อยเอ่ยถาม
“ไม่อยากเรียกพี่สาวแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ พี่สาวคือพี่สาวแต่พี่สะใภ้คือคนที่แต่งงานกับพี่ชาย พี่สาว
แต่งงานกับพี่ใหญ่ ในเมื่อพี่สาวคือพี่สะใภ้ ลั่วซานจะเรียกพี่สะใภ้!!” ดู
เหมือนว่าตลอดมานางจะคิดมากไปเองสินะ เพราะหานลั่วซานไม่ได้มีท่าที
แปลกไป ยามเรียกนางว่าพี่สะใภ้
“ลั่วซานทำถูกแล้ว ต่อไปก็เรียกภรรยาพี่ใหญ่ว่าพี่สะใภ้” หานลั่วอี้ผู้อยู่
นอกบทสนทนามาตลอด เดินมาหยุดข้างกายเยว่ฉี มือแกร่งยกขึ้นโอบเอว
ภรรยาอย่างแนบเนียน
“ขอรับ ลั่วซานเรียกพี่สะใภ้!!” ผู้ใหญ่ทั้งสองคนหลุดอมยิ้มเพราะความ
น่ารักแบบเด็ก ๆ ของหานลั่วซาน
ผู้ใหญ่สองสามคนข้างกายพวกเขาพากันเหลือบตามองมาด้วยความอยากรู้
อยากเห็น แต่ไม่มีใครกล้าพูด ยกเว้นเด็กชายคนเมื่อสักครู่ที่อยู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา
“โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักพี่สะใภ้ โง่หรืออย่างไร” ทั้งสามคนหันขวับไปมอง
โดยพลัน ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นถึงกับสะดุ้งรีบพาน้องสามีไปยืนด้านหลัง
ฝ่ายสามีของหญิงผู้นั้นเอ่ยกับทั้งสองว่า
“ขออภัยด้วยขอรับ น้องชายไม่ค่อยรู้ความ” หานลั่วอี้มองท่าทีขอโทษขอ
โพยของอีกฝ่ายไม่พูดอะไร ต่างจากภรรยาที่ยกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกล่าว
“เด็กเล็กมักไม่รู้ความข้าล้วนเข้าใจ แต่เด็กที่ชอบการดูถูกผู้อื่นนั้นอาจจะ
นำภัยมาถึงตัว ต่อไปรบกวนพวกท่านช่วยสั่งสอนให้ดี โตขึ้นจะได้ไม่สร้างเรื่อง
รำคาญใจให้ผู้อื่น แล้วโดนทำร้ายเข้าสักวัน”
“ขอบใจแม่นาง ข้าจะสั่งสอนน้องชายให้ดี”
เยว่ฉีพยักหน้าเอ่ย “เช่นนั้นก็ถือว่าให้แล้วต่อกัน ข้าจะไม่ถือความคำพูด
น้องชายท่าน”
“ขอบใจแม่นางมาก” แล้วทั้งสามคนก็รีบออกจากร้านไป
เยว่ฉีก้มลงไปคุยกับหานลั่วซาน “ลั่วซานไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“ไม่ขอรับ ลั่วซานเข้าใจว่าเด็กคนนั้นว่าลั่วซาน แต่ลั่วซานไม่โกรธ เขาเป็น
เด็กนิสัยไม่ดีนิดหน่อย” หานลั่วซานตอบด้วยดวงตาใสซื่อ
“ดีแล้ว ต่อไปลั่วซานอย่าได้ทำนิสัยเช่นนั้นเข้าใจใช่ไหม”
“ลั่วซานเข้าใจ ลั่วซานไม่ทำขอรับ”
“เอาละเสียเวลาไปมากแล้ว ลั่วซานเลือกสิ่งที่ต้องการเถิด จะได้ไปหาพี่
หลัว พี่เฟิง”
“ขอรับ”
“ข้ามาช้าไปหรือไม่?”
“ไม่ เจ้ามาทันเวลาพอดี” เสินเทียนเอ่ยตอบ ด้วยจำนวนคนที่ต้องการขึ้น
ไปดินแดนระดับกลางมีมากจึงต้องต่อแถวเพื่อรอให้ถึงลำดับของตนเอง พอเยว่
ฉีเดินทางมาถึงก็ถึงลำดับของพวกเขาพอดี
เรื่องนี้ไม่มีใครกล่าวหาว่าพวกเขาแทรกแถว เพราะมีคนหลายกลุ่มที่ให้คน
คนหนึ่งมาต่อแถวส่วนคนที่เหลือรออยู่รอบนอก หรือไม่ก็ไปหาซื้อของจำเป็น
ก่อนจะกลับมาหาสหายในแถว
“พวกเจ้าจะไปกันกี่คน” คนทำหน้าที่แจกจ่ายป้ายเอ่ยถาม เขานั่งอยู่บน
เก้าอี้ ตรงหน้าคือโต๊ะรูปสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง มีสองคนช่วยกันแจกจ่ายป้ายพร้อม
รับเงินสำหรับค่าเดินทาง ด้านหลังคนทั้งสองมีผู้ฝึกปราณขั้นเก้าสองคนคอย
ดูแลความปลอดภัย
“สิบคน”
“มีการดูแลสามระดับ ที่นั่งชั้นต่ำสุด อยู่ร่วมกับคนอื่นมี่เตียงนอน ที่นั่งชั้น
กลางมีเตียงแต่ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นหลายคน อาหารช่วยเหลือตนเอง ที่นั่งชั้น
บนสุด มีห้องส่วนตัว พร้อมอาหารระหว่างเดินทางจนถึงดินแดนระดับกลาง”
“ที่นั่งชั้นบนสุดสำหรับสิบคน แยกเป็นห้าห้อง” คนถามถึงกับเงยหน้ามอง
เป็นคนมีเงินมาจากที่ใดเขาไม่คุ้นหน้ามาก่อน ไม่ใช่เพียงคนจ่ายป้ายเท่านั้นที่
มองมา ผู้คนโดยรอบก็มองมาเช่นกัน มีหลายคนหันไปกระซิบกระซาบกัน
ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ
“ภรรยาดูเหมือนมีคนต้องการเข้าหาเจ้า”
“ท่านปกป้องข้าได้หรือไม่?” เยว่ฉีเอ่ยแกมหยอกล้อ
“ข้าทำได้”
“ที่นั่งดีที่สุดสิบห้อง ระยะเวลาเดินทางหนึ่งเดือนคนละห้าหมื่นตำลึงสิบคน
ห้าแสนตำลึง” ได้ยินราคาสองสามีภรรยาเฟิงถึงกับหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาสอง
คนมาสร้างภาระให้ครอบครัวเยว่แล้วใช่หรือไม่
เงินมากขนาดนี้ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้สัมผัส
“พวกพี่ไม่ต้องกังวล ดูแลลั่วซานให้ดีเป็นพอ ไม่ใช่ว่าพวกท่านฝากตัวเป็น
คนของสามีข้าแล้วหรือ? เงินแค่นี้ข้าจ่ายได้” เยว่ฉีเข้าใจความคิดคนทั้งสอง จึง
อ้าปากพูดให้พวกเขาสบายใจ เฟิงซิ่วและหลัวหรูต่างพยักหน้า กล่าวตอบรับว่า
จะขยันฝึกฝนให้แข็งแกร่งพอจะปกป้องพวกเขา
“เสินเทียนำเงินของท่านและคนของท่านออกมา”
“มิใช่ว่าเจ้าจะจ่ายให้ข้าด้วยหรือ?”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า คิดว่าข้าจะยอมให้ท่านเอาเปรียบหรือ?” เสินเทียน
เบ้หน้าเล็กน้อย ควักเงินสองแสนห้าหมื่นตำลึงออกมาส่งให้เยว่ฉี หญิงสาว
รับมาก่อนจะเพิ่มเข้าไปอีกสองแสนหน้าหมื่นตำลึงรวมไปเป็นห้าแสนตำลึง
“ห้าแสนตำลึงเชิญพวกท่านตรวจดู” ผู้ทำหน้าที่จ่ายป้ายถึงกับตกตะลึง ไม่
อยากจะเชื่อว่าจะได้เห็นเงินห้าแสนตำลึงมากองตรงหน้า ทำงานตำแหน่งนี้มาก็
นาน เคยเห็นมากสุดก็เพียงสองแสนตำลึงเท่านั้น
พอรู้ว่ากลุ่มคนตรงหน้าคือกลุ่มคนมีเงิน สีหน้าของคนแจกจ่ายป้ายพลันยิ้ม
แย้มขึ้น
“เสียมารยาทแล้ว นี่ป้ายของพวกท่าน ตรวจสอบให้เรียบร้อยอีกห้าวันให้
หลังประมาณยามเฉิน (07.00-08.59 น.) ให้กลับมาทีนี้อีกครั้ง”
“เข้าใจแล้ว” เยว่ฉีเก็บป้ายทั้งหมดยัดเข้าไปในอกเสื้อ ทำทีว่าเก็บป้ายเข้า
ไปในอกแต่ความจริงแล้วหญิงสาวเก็บเข้าไปในมิติ
“หลังจากนี้พวกเจ้าไปจะไปที่ใดอีกหรือไม่?” เสินเทียนเอ่ยถาม
“ข้าว่าจะไปเดินดูว่ามีสิ่งใดในเมืองน่าสนใจหรือไม่”
“ข้าคิดว่าในเมืองนี้อาจจะไม่มีสิ่งใดทำให้เจ้าสนใจ” เสินเทียนกล่าวพร้อม
เหลือบตามองผู้คนโดยรอบ
“อาจจะใช่หรือไม่ใช่ เจ้าจะไปที่ใดต่อหรือไม่?”
“ข้าว่าจะกลับโรงเตี๊ยม อยากจะข้ามไประดับหกให้ได้ก่อนไปพบบิดา”
“พยายามเข้าละ ได้ของดีมาแล้วอีกไม่นานเจ้าคงจะข้ามขั้นไปได้”
“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น ไว้เจอกันที่โรงเตี๊ยม”
“ได้ ไว้เจอกัน” เยว่ฉีพูดคุยกับเสินเทียนเรียบร้อยจึงหันมาหา
ครอบครัวเฟิง
“พี่หลัว พี่เฟิง พี่ทั้งสองคนจะไปที่ใดต่อหรือไม่?”
“ข้ากับพี่เฟิงคิดว่าจะกลับไปฝึกที่โรงเตี๊ยม”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอฝากลั่วซานไปกับพวกท่านด้วย” พูดจบก็หันไปมอง
เสินเทียน “ดูแลเด็กคนนี้ให้ดี”
“ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าไปเที่ยวให้สนุก” เสินเทียนกล่าว
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” จากนั้นเยว่ฉีและสามีก็แยกตัวออกมา
หลังแยกตัวออกมาไม่นาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งตามหลังมา
เป็นอย่างที่คิด คนพวกนี้กำลังจ้องของมีค่าในตัวนาง หลังเห็นว่าสามารถ
จ่ายค่าเดินทางแสนแพงได้
“คนกลุ่มนั้นตามมาจริง ๆ สินะ”
“ภรรยาไม่ต้องกังวล ข้าจัดการได้”
“อย่าให้เป็นที่สะดุดตามากนัก ท่านทำได้หรือไม่?”
“ภรรยาไม่ต้องกังวล แค่พาพวกเขาเข้าไปในมิติเป็นพอจากนั้นค่อยจัดการ
ยังไม่สาย”
“ท่านควบคุมมิติในแหวนได้หรือ?”
“ไม่ได้ แต่ข้าสามารถสังหารพวกเขาด้านในได้” เยว่ฉีเงยหน้ามองคนข้าง
กายยิ้ม ๆ
“ความสามารถของท่านไม่ธรรมดาเสียจริง”
“เพราะข้าต้องปกป้องภรรยา จึงต้องพยายามให้มาก” คำพูดเขาทำนางยิ้ม
กว้างกว่าเดิม
“ท่านเข้าใจพูดให้ข้ารู้สึกดีอยู่เสมอ”
“ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าพึงกระทำ”
สองสามีภรรยาพูดคุยกันสนุกสนาน แสร้งทำเป็นว่าไม่รู้สึกถึงอันตราย ทั้ง
ที่ความจริงแล้วฝ่ายภรรยาแผ่พลังจิตออกไปสำรวจโดยรอบ ตรวจสอบว่ามีคน
ตามมามากน้อยเท่าใด ส่วนฝ่ายสามีสัมผัสจิตมุ่งร้ายที่พุ่งมาได้ทั้งหมด ดูแล้วมี
ประมาณยี่สิบคน ทว่าในจำนวนคนทั้งหมด ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นเพียงผู้ฝึก
ปราณขั้นเจ็ด อีกทั้งยังมีเพียงแค่สองคน
สาเหตุหนึ่งที่พวกเขากล้าเข้ามาหาเรื่อง อาจจะเพราะวันนี้ชายหนุ่มปกปิด
ขั้นฝึกปราณของตนให้เหลือเพียงผู้ฝึกปราณขั้นหก เพราะไม่ต้องการเป็นจุด
สนใจของผู้คน
แต่การกระทำนี้ทำให้พวกเขาโดนผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาหาเรื่อง
ออกจากเมืองโม่ฉีมาได้ไม่นานก็โดนรับน้องสองวันติด โลกของผู้ฝึกปราณ
ทำให้เยว่ฉีเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อยู่เสมอ
หยิงสาวพลันคิดว่าตนคงต้องพยายามแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน จะได้ช่วยเป็น
กำลังให้สามีได้มากกว่าที่เป็นอยู่
“ช่วยแสดงความเก่งกาจของท่านให้ข้าเห็นอีกครั้งด้วย” นางเอ่ยยิ้ม ๆ ไร้
ความกังวล
“ภรรยา ข้าจะแสดงความเก่งกาจจนเจ้าไม่อาจละสายตาได้ให้ดู” เยว่ฉีอม
ยิ้ม นับวันสามีจะยิ่งแพรวพราวมากขึ้น
ไม่ว่าจะคำพูดหรือสายตายามมองมา ล้วนทำให้นางรู้สึกขันยุบยิบในใจ
“หากท่านทำให้ข้าประหลาดใจได้ ข้าจะทำให้ท่านพึงพอใจ” เยว่ฉีพูด
พร้อมเลียริมฝีปากหลุบตามองกลางกายสามี
หานลั้วอี้เข้าใจถึงสิ่งที่ภรรยาต้องการจะสื่อ ประกายตาพลันวูบไหว
“ภรรยาข้าคงต้องแสดงพลังเต็มที่เสียแล้ว” จากนั้นไม่นานคนข้างกายก็
หายไปราวสายลม ก่อนจะกลับมาในเวลาไม่ถึงสองเฟิน
“เรียบร้อยแล้ว?”
“กลับถึงห้องข้าจะแสดงให้เจ้าดู” เยว่ฉียักไหล่
คนพวกนั้นคงถูกเก็บเข้าไปในแหวนมิติทั้งหมด เพราะนางสัมผัสตัวตนของ
พวกเขาไม่ได้เลย
เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างเรียบร้อย หานลั่วอี้และภรรยาก็เดินลัดเลาะ
ออกมาจากถนนไร้ผู้คนเข้าสู่ถนนซึ่งเต็มไปผู้คนพลุกพล่าน