ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 59 นายน้อยเสิน
“ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนระดับกลาง”
เสียงของเสินเทียนสร้างแรงกระแทกเข้าสู่จิตใจของเยว่ฉี หญิงสาวฉีกยิ้ม
กว้างให้ภาพตรงหน้า ทุกอย่างละลานตาไปหมดราวกับหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง
โลกซึ่งแตกต่างจากที่เป็นอยู่ ทุกอย่างยังคงสร้างอยู่บนพื้นดิน ทว่าบนท้องนภา
กับเต็มไปด้วยสัตว์อสูรบินว่อนไปมา บนตัวสัตว์อสูรมีมนุษย์ขี่อยู่บนนั้น
“พี่ใหญ่ ลั่วซานอยากขี่เจ้าสิ่งนั้นบ้าง!!” เด็กน้อยเอ่ยเสียงจริงจังแกม
คาดหวัง หานลั่วซานตาเบิกกว้างตื่นตาตื่นใจกับภาพตรงหน้า เด็กชายตัวน้อยมี
ความคิดอยากจะลองขี่ดูสักครั้ง อยากสัมผัสความรู้สึกของการได้ขี่สัตว์อสูรบน
ฟ้า
“ได้ เดี๋ยวพี่ใหญ่พาลั่วซานไปขี่”
“พี่ใหญ่ใจดีที่สุด!!” ความสดใสไร้ซึ่งความแปดเปื้อนใด ๆ ของเด็กชายตัว
น้อยสร้างรอยยิ้มให้ผู้ใหญ่โดยรอบ แต่เหมือนการกระทำนี้จะไปสะกิดความไม่
พอใจของคนผู้หนึ่งเข้า
“หึ…คิดว่าการได้ขี่สัตว์อสูรง่ายนักหรือ นึกอยากจะขี่ก็ได้ขี่” เสียงนี้เรียก
ความสนใจจากคนทั้งกลุ่ม พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นชายที่มีเรื่องกันใน
โรงเตี๊ยมวันนั้น ดูเหมือนว่าการสั่งสอนของหานลั่วอี้จะไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึก
กลัว มาวันนี้ยังกล้าจะเข้ามาหาเรื่องพวกเขาเหมือนเดิม
ไม่สิ…ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง เพราะหลังได้รับสายตาอีกฝ่ายก็รีบเข้าไป
หลบหลังผู้ฝึกปราณขั้นแปดทันที
“หึ…เด็กน้อยที่ยังร้องไห้งอแงหาบิดามารดาเอาความกล้าใดมาบอกว่าพวก
ข้าทำไม่ได้” เสินเทียนกล่าวเยาะเย้ย เขาเป็นถึงคนของดินแดนระดับกลาง
พาหนะที่เรียกว่า สัตว์อสูร ทางตระกูลย่อมมีไว้ใช้งานอยู่แล้ว
ชายผู้นั้นมองเสินเทียนจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายยกหินสื่อสารขึ้นมาจ่อปาก
“ข้ามาถึงแล้ว ให้คนมารับที่จุดเคลื่อนย้ายทันที”
ไม่ถึงสองเฟินก็ได้ยินเสียงคล้ายสัตว์มีปีกขนาดใหญ่กำลังบินเข้ามาใกล้
ก่อนจะตามมาด้วยเงาขนาดมหึมาปกคลุมเหนือเรือเดินทาง
ถังโม่เงยหน้ามองสัตว์อสูรทั้งสิบตนที่บินอยู่เหนือศีรษะ ดวงตาเบิกกว้าง
ตระกูลที่มีสัตว์อสูรมากขนาดนี้นอกจากตระกูลใหญ่แล้ว ชาวบ้านธรรมดาไม่มี
ทางเอื้อมถึง เพราะราคาสัตว์อสูรที่ฝึกจนเชื่องแล้วราคาแพงมาก!!
“พะ…พวกเจ้า” ถังโม่พูดเสียงติดขัด ขอให้สิ่งที่เขาคิดไม่เป็นความจริง
เจ้าพวกนี้มาจากดินแดนระดับต่ำเหมือนกันมิใช่หรือ? เหตุใดถึงได้มีคนมา
รับมากมายขนาดนี้
ไม่ปล่อยให้ถังโม่สงสัยนานนัก หนึ่งในคนมารับกระโดดจากหลังสัตว์อสูรลง
มาเหยียบบนเรือ คุกเข่าตรงหน้าเสินเทียน
“นายน้อยเสิน พวกข้ามารับกลับตระกูลแล้วขอรับ”
เพียงคำว่า นายน้อยเสิน ก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของผู้คนโดยรอบได้
แล้ว
ผู้ที่ต้องการขึ้นมายังดินแดนระดับกลาง ย่อมต้องรู้เกี่ยวกับขุมอำนาจของ
ดินแดนระดับกลางบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะได้ไม่เผลอยื่นมือเข้าไปหาเรื่อง
ตระกูลใหญ่ และตระกูลเสินก็เป็นหนึ่งในสามตระกูลที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย
“ขนหีบสัมภาระข้าและของพวกเขาให้หมด จากนั้นเดินทางกลับตระกูล
ทันที”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
เสินเทียนยื่นป้ายห้องให้คนของตน จากนั้นหันไปมองเยว่ฉี หญิงสาวก็ส่ง
ป้ายห้องให้เช่นเดียวกัน ในห้องนางไม่มีของสำคัญใดให้ต้องกลัว เพราะสิ่งไม่
ควรเห็นนางเก็บเข้าไปในมิติหมดแล้ว
ถังโม่ถึงกับพูดไม่ออก ตัวแข็งค้างไปชั่วขณะ นี่ตนเข้าไปหาเรื่องตระกูลไม่
ควรเข้าให้แล้วใช่หรือไม่?
และเพื่อหลีกหนีภัยที่อาจจะทำให้ชีวิตต่อจากนี้ไม่ราบรื่น ถังโม่จึงรีบหลบ
ฉากออกไป ไว้รอให้มีกำลังมากกว่าค่อยกลับมาเอาคืนความอัปยศที่ได้รับก็ไม่
สาย!!
เยว่ฉีเหลือบปลายสายตามองชายผู้นั้น ในใจเกิดความคิดมากมาย
คนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ สักวันหนึ่งอาจจะกลับมาสร้างความรำคาญให้พวกเขา คง
ต้องหาโอกาสกำจัดทิ้งไม่ให้เกิดเรื่องน่ารำคาญขึ้นภายหลัง
“ว้าว! สัตว์ตัวใหญ่กำลังบินบนฟ้า พี่ใหญ่ลั่วซานอยากขี่!!” บรรยากาศขุ่น
มัวโดยรอบถูกความสดใสของหานลั่วซานสลายไปจนหมดสิ้น ผู้ใหญ่ทั้งหมดหัน
มองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมา
“ลั่วซานให้พี่ใหญ่พาขึ้นไปนั่ง”
“ขอรับพี่ใหญ่” หานลั่วซานยื่นมือให้หานลั่วอี้อุ้ม ชายหนุ่มย่อตัวลงอุ้ม
น้องชายขึ้นมา จากนั้นก็กระโดดพาขึ้นไปนั่งบนหลังสัตว์อสูร เขาวางน้องชาย
ไว้ ก่อนจะกระโดดลงมาพาภรรยาขึ้นไปนั่งด้วยกัน
คนในเรือหลายคนต่างจับจ้องมายังกลุ่มหานลั่วอี้ด้วยความรู้สึกเสียดาย
หากรู้ว่าพวกเขามีคนของดินแดนระดับกลางอยู่ด้วยคงจะเข้ามาทำความรู้จักไว้
บ้าง จะโทษก็คงโทษตนเองที่มีตาแต่ไม่มีแววจึงมองระดับของคนพวกนี้ไม่ออก
คนของเสินเทียนใช้เวลาไม่นานก็ขนหีบขึ้นวางบนหลังสัตว์อสูรครบทุกหีบ
จากนั้นคนทั้งหมดก็พากันขึ้นไปขี่บนหลังสัตว์อสูร
ครอบครัวเฟิงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดที่พวกเขาได้นั่ง
อะไรแบบนี้จึงอดที่จะประหม่าไม่ได้ แตกต่างจากเด็กน้อยในกลุ่ม หานลั่วซานมี
ความสุขมากเมื่อได้ขึ้นมานั่งด้านบน ใบหน้าเล็กประดับรอยยิ้มกว้าง ดวงตา
สว่างสดใสกวาดตามองผู้คนโดยรอบ บางครั้งก็จะชะโงกหน้าลงไปมองด้านล่าง
“คนด้านล่างตัวเล็กนิดเดียวเองขอรับ” เด็กชายหันมาพูดกับเยว่ฉี หญิง
สาวอมยิ้มเล็กน้อย
“ใช่เลย คนตัวเล็กเพราะลั่วซานอยู่สูง”
“ลั่วซานอยู่สูง ลมเย็นมาก!!”
สัตว์อสูรที่ตระกูลเสินพามารับคุณชายน้อย เป็นสัตว์อสูรระดับทั่วไปซึ่งใช้
ในการบินบนท้องฟ้า ชื่อของสัตว์อสูรชนิดนี้คือ นกนางแอ่นเขาเดียว รูปร่าง
คล้ายนกนางแอ่นทว่าดูดุร้ายกว่า กลางศีรษะจะมีเขางอกขึ้นมา เขานี้สามารถ
ใช้แทงทะลุหินแข็ง ๆ ได้ ลำตัวของนกนางแอ่นเขาเดียวมีขนาดใหญ่มาก ลำตัว
ยาวสี่จั้งกว้างหนึ่งจั้งไม่รวมปีก หากนับรวมปีกด้วยจะกว้างถึงห้าจั้งเกือบหกจั้ง
เวลายืนอยู่บนพื้นจะสูงประมาณหนึ่งจั้ง
แม้นกนางแอ่นเขาเดียวจะเป็นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ แต่ด้วยเป็นสัตว์อสูร
ระดับสามทำให้ผู้คนชื่นชอบจับมาฝึกให้เชื่อง แล้วใช้เป็นสัตว์สำหรับใช้เดินทาง
บนท้องฟ้า
จากจุดเคลื่อนย้ายมาจนถึงตระกูลเสินใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วยาม
ภาพเบื้องล่างจากที่เคยเต็มไปด้วยบ้านเรือนถูกแทนที่ด้วยป่าผืนใหญ่ ระหว่าง
ทางเข้ามาในป่ามีถนนเส้นเล็ก ๆ ให้สามารถเดินทางเข้ามาได้และพอพ้นป่าจะ
เห็นพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณสองลี้ห้อมล้อมไปด้วยกำแพงสูงสองจั้งและ
บ้านเรือนถูกสร้างอยู่ด้านในกำแพงอย่างเป็นระเบียบ
นกนางแอ่นเขาเดียวทั้งสิบตัวร่อนลงบนลานกว้าง จุดกึ่งกลางของพื้นที่
ทั้งหมด เมื่อปีกใหญ่ยักษ์ถูกดึงเข้ามาเก็บ คนด้านบนก็กระโดดลงมาทันที
“เสินเทียนลูกกลับมาแล้ว!!” น้ำเสียงดีใจของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นไม่ไกล ก่อน
จะตามมาด้วยร่างอรชรงดงามพุ่งเข้ามากอดเสินเทียน
“ลูกกลับมาอย่างปลอดภัยเสียที รู้หรือไม่ตอนที่แม่ได้รับข่าวว่าลูกถูกลอบ
สังหารแม่รู้สึกเช่นไร” น้ำเสียงมีความกังวลระคนหวาดกลัวเคลือบอยู่จาง ๆ
เสินเทียนยกมือขึ้นลูบหลังมารดาพร้อมตบเบา ๆ สองสามครั้ง
“ท่านแม่ลูกปลอดภัยแล้ว ลูกโชคดีเจอคนจิตใจดีเข้ามาช่วยเหลือ” เขา
ไม่ได้บอกว่า ที่อีกฝ่ายยื่นมือมาช่วยเหลือ เพราะกลุ่มคนที่ลอบสังหารมา
ขวางทางขบวนเดินทางของเขาเข้าพอดี หานลั่วอี้ที่ตอนนั้นอารมณ์ไม่ค่อยดีจึง
จัดการคนลอบสังหารทั้งหมด
วันที่เขาถูกลอบสังหารเป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มนึกสนุกอยากจะลงไปดู
ดินแดนระดับต่ำ พอก้าวเข้าไปในดินแดนระดับต่ำยังไม่ถึงสองวันดีก็มีคนตาม
ฆ่า ตอนนั้นเสินเทียนสับสนไม่น้อย เพราะข่าวที่เขาจะลงมายังดินแดนระดับต่ำ
ถูกเก็บเป็นความลับระดับสุดยอด แต่ก็มีใครบางคนนำความลับเรื่องนี้ไปบอก
ตระกูลศัตรู
ตอนเขาลงมายังดินแดนระดับต่ำ ยังเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นสาม ไม่มีกำลัง
ดูแลตนเองเท่าที่ควร คนติดตามมาก็เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสี่สี่คนหนึ่งในนั้นมีเมิ่ง
ซิว
ส่วนคนที่ตามล่านั้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสี่สิบคนและผู้ฝึกปราณขั้นห้าสองคน
ระหว่างที่กลุ่มของเสินเทียนปะทะกลุ่มศัตรูหานลั่วอี้ซึ่งกำลังหัวเสียกับ
ภารกิจที่ทำอยู่ไม่เป็นไปตามแผนก็มาปะทะกับกลุ่มของเสินเทียนเข้า
ตอนนั้นชายหนุ่มเป็นผู้ฝึกปราณขั้นห้ากำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกปราณขั้นหก
ด้วยความหงุดหงิดต้องการระบายอารมณ์จึงได้พุ่งเข้าใส่กลุ่มชายสวมหน้ากาก
ตามจริงแล้วหากปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าตั้งแต่แรกหานลั่วอี้อาจจะไม่สามารถ
เอาชนะผู้ฝึกปราณขั้นห้าทั้งสองคนได้ แต่เพราะกลุ่มเสินเทียนปะทะกันอยู่นาน
แล้ว พลังปราณของทั้งสองกลุ่มเริ่มเหือดแห้ง เขาจึงสามารถใช้โอกาสนี้
เอาชนะคนที่เหลือ จัดการกลุ่มสวมหน้ากากจนหมดและช่วยเหลือเสินเทียน
หลังให้การช่วยเหลือเขาคิดจะจากไปทันที แต่ถูกสายตาใสซื่อ ซึ่งคล้าย
สายตาหานลั่วซานดึงความสนใจ สุดท้ายหานลั่วอี้จึงช่วยเหลือเสินเทียนเพราะ
อีกฝ่ายคล้ายน้องชายที่เขารัก