ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 60 ตระกูลเสิน
“หลี่เฉิงคุณปล่อยลูกก่อนดีหรือไม่” น้ำเสียงใจดีเย็นสบายดังมาจาก
ด้านหลัง กลุ่มของเยว่ฉีหันไปมองพลันเห็นว่าไม่ไกลออกไปมีชายสูงวัยท่าทาง
ใจดีผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เขาก้าวเดินมาด้านหน้าด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ไม่รีบร้อน
ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่เสมอ
ภาพชายสูงวัยตรงหน้าในสายตาเยว่ฉีทาบทับภาพเสินเทียนในวันที่ทั้งคู่
เจอกันครั้งแรก
มองแวบเดียวก็สามารถคาดเดาได้ว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกัน
สตรีผู้เรียกตนเองว่า แม่ ผละออกจากเสินเทียน หญิงสูงวัยยกมือเช็ดน้ำตา
ปลายหางตาแล้วหันมายิ้มให้กลุ่มเยว่ฉี
“ให้แขกเห็นภาพไม่น่ามองแล้ว” เยว่ฉียิ้มบางไม่เอ่ยอะไร
เสินเทียนกระแอมไอทีหนึ่งก่อนเอ่ย “ท่านแม่ ท่านพ่อลูกกลับมาแล้ว
ขอรับ”
“กลับมาแล้วก็ดี พาแขกเข้าไปด้านในก่อน”
“ขอรับ” เสินเทียนรับคำบิดา ท่าทางชายหนุ่มยามอยู่กับครอบครัวดูสุภาพ
เรียบร้อยกว่าตอนอยู่กับพวกเขามากนัก
จะให้ยืนพูดคุยกันด้านนอกก็คงไม่ดี คนทั้งหมดจึงได้ย้ายมายังห้องโถง
รับรองของตระกูลเสิน
ทันทีที่ประตูเปิดออกก็มองเห็นชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้สูงกลางห้องโถง
บรรยากาศรอบตัวเขาให้ความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ใจดีผู้หนึ่ง เสินเทียนยกยิ้มก้าว
เร็ว ๆ เข้าไปจากนั้นยกแขนทั้งสองข้างทำความเคารพพลางเอ่ย
“ท่านปู่หลานกลับมาแล้วขอรับ”
“หลานปู่กลับมาแล้วจริง ๆ ” ชายชราก้าวลงมาจากเก้าอี้สูง เข้าประชิด
หลานชายก่อนจะกอดคนเข้าหา
“หลานปู่” ท่าทางน่าเกรงขามเมื่อสักครู่หายไปในพริบตา เมื่อเขาก้าวเร็ว
ๆ ลงมากอดหลานชายพร้อมเสียงสะอื้นไห้เล็กน้อย บิดาและมารดาเสินเทียน
ถึงกับหน้าเจื่อน ชายสูงวัยรีบเดินไปยืนข้างกายบิดาเอ่ยเสียงเบา
“ท่านพ่อ วันนี้มีแขกท่านช่วยเก็บอาการของท่านสักนิดได้หรือไม่” คนถูก
เรียกว่าท่านพ่อเงยหน้ามองบุตร ชายชรามีสีหน้าไม่พอใจ เอ่ยออกมา
“เสินอู๋ซิงเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร หรือความจริงแล้วเจ้าไม่เป็นห่วง
บุตรชาย? ถึงใจเย็นอยู่ได้!!” เสินอู๋ซิงถึงกับพูดไม่ออก เหตุใดกลายเป็นเขาไม่รัก
บุตรชายไปแล้วเล่า ลูกคนนี้ทำไมเขาจะไม่รัก แต่เมื่อมีคนนอกอยู่ก็ควรแสดง
ท่าทีให้เหมาะสมมิใช่หรือ? คนที่สอนเรื่องนี้ให้ตนก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นบิดา
หลี่เฉิงเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงขยับเข้าไปช่วยสามี
“ท่านพ่อ ตอนนี้เสินเทียนก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว อีกทั้งยังมีผู้มี
พระคุณของหลานก็ตามมาด้วย ควรทำความรู้จักกันสักเล็กน้อยแล้วปล่อยให้
แขกไปพักก่อนดีหรือไม่? จากนั้นท่านพ่อจะได้ใช้เวลากับเสินเทียน”
“สะใภ้หลี่พูดถูก อาเสินหลานมานั่งข้าง ๆ ปู่ปล่อยให้พ่อไม่ได้เรื่องของเจ้า
นั่งถัดจากนั้นไป” เสินเทียนไม่รู้จะทำหน้ายังไงจึงหันไปขอความช่วยเหลือจาก
บิดา ทว่าบิดากลับไปนั่งที่นั่งถัดจากท่านปูออกไปหนึ่งลำดับแล้ว
เขาคงต้องนั่งข้างท่านปู่จริง ๆ
เยว่ฉีซึ่งมองอยู่เข้าใจแล้วว่าเสินเทียนมีนิสัยเหมือนใคร หากไม่ใช่ท่านปู่
ของอีกฝ่ายก็คงไม่มีใครอีก ท่าทางและนิสัยคล้ายกันยิ่งกว่าเสินอู๋ซิงผู้เป็นบิดา
เสียอีก
จากนั้นคงทั้งหมดก็แยกย้ายกันนั่งบนเก้าอี้ ผู้อาวุโสท่าทางประหลาดใน
สายตาเยว่ฉีเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นเซียน
อย่างที่รู้ ๆ กันว่าการเลื่อนขั้นของผู้ฝึกปราณยิ่งสูงเท่าใดของวิเศษที่ต้องใช้
ในการเลื่อนขั้นจะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย รวมไปถึงเม็ดเงินที่ต้องจ่ายออกไป สิ่ง
นี้สามารถแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูลเสิน รวมไปถึงพรสวรรค์ของคน
ในตระกูล
“เจ้าคือคนที่ช่วยเหลือบุตรหลานข้าใช่ไหม?” เสินฟู่หมิงเอ่ยถามหานลั่วอี้
ชายหนุ่มสบตาชายชรายกมือขึ้นสองข้างกล่าว
“ขอรับ ผู้น้อยชื่อหานลั่วอี้บังเอิญเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงได้ยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือ” ชายชราพึงพอใจกับท่าทางและคำพูดของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
คนหนุ่มอายุน้อยท่าทางนอบน้อม ทั้งยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์
เป็นคนน่าคบหาจริง ๆ
“ไม่ใช่เพียงเข้าช่วยเหลือบุตรหลานของข้า แต่เจ้ายังเป็นผู้มีความสามารถ
ดูแล้วอายุคงใกล้เคียงกับเสินเทียน?”
“ผู้น้อยอายุยี่สิบเอ็ดปีขอรับ” หานลั่วอี้เอามือลงแล้ว ชายหนุ่มพูดคุยกับ
ชายชราด้วยน้ำเสียงเคารพอยู่หลายส่วน
“วัยเดียวกับเสินเทียนหลานชายข้าจริง ๆ แต่เป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดช่วง
ปลายแล้ว ไม่เลวอีกไม่นานคงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเก้า”
ชายชราคำนวณในใจ คนมีความสามารถเช่นนี้จะปล่อยหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
แถมดูแล้วความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับเสินเทียนก็ไม่เลว
“เจ้ายินดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเสินหรือไม่? หากเข้ามาเป็นส่วน
หนึ่งข้าให้ฐานะผู้อาวุโสจะให้ความคุ้มครองเจ้าไม่ต่างจากเสินเทียน เพราะคนมี
ความสามารถเช่นนี้หาไม่ง่ายเลย”
เสินฟู่หมิงถือได้ว่าเป็นคนจริงใจผู้หนึ่ง ในโลกของผู้ฝึกปราณความคิดของผู้
แข็งแกร่งถือเป็นที่สุด หากไม่ทำตามอาจจะถูกฆ่าตายแต่กับคนตรงหน้าไม่ใช่
เขาไม่ได้มีความคิดจะฆ่าพวกเขาหากปฏิเสธ
“ข้ามีคำถามสองสามคำถามก่อนจะตอบคำถามผู้อาวุโสขอรับ”
“เชิญถามมาได้เลย”
“หากข้าตกลงเข้าร่วมตระกูลเสินเมื่อคราวที่ข้าแข็งแกร่งจนสามารถยืน
หยัดด้วยตนเอง ถึงตอนนั้นผู้อาวุโสจะปล่อยให้ข้าไปสร้างตระกูลของตน
หรือไม่? แน่นอนว่าข้าจะยังเป็นมิตรที่ดีต่อตระกูลเสิน”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ห้ามเมื่อเจ้าก้าวออกไป แต่ในระหว่างที่
เจ้ายังอยู่ในตระกูลเสินจะต้องนำพาชื่อเสียงมาสู่ตระกูลเสิน เพราะท้ายที่สุด
แล้วตระกูลนี้อย่างไรก็ต้องตกเป็นของเสินเทียน พวกเจ้าทั้งสองดูแล้วคงจะเป็น
ทั้งผู้มีบุญคุณและสหายต่อกัน”
“อย่างที่ผู้อาวุโสเข้าใจ คำถามที่สอง ผู้อาวุโสจะช่วยรับรองความปลอดภัย
คนของข้าตลอดการอยู่ในตระกูลเสินหรือไม่ เพราะนอกจากข้าแล้วยังมีภรรยา
น้องชาย และผู้ติดตามอีกสองคน”
เสินฟู่หมิงละสายตามายังสตรีข้างกายหานลั่วอี้ สตรีผู้นี้สะดุดตาเขาตั้งแต่
ก้าวเข้ามาในห้อง
“เจ้าคือภรรยาหานลั่วอี้?”
“เจ้าค่ะ” เยว่ฉีเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วเงียบไป เสินอู๋ซิงเคยบอกเขาว่า ภรรยา
ผู้มีพระคุณของหลานชายเป็นนักหลอมโอสถ ดูแล้วคงพึ่งจะเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็น
นักหลอมโอสถขั้นสี่ ถือว่าไม่เลวเลย นักหลอมโอสถขั้นสี่ในดินแดนระดับกลาง
ยังถือว่าหายาก เพราะจำนวนนักหลอมโอสถนั้นมีน้อยมาก ในจำนวนผู้ฝึก
ปราณสองหมื่นคนจะพบนักหลอมโอสถสักคน
“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลความปลอดภัยครอบครัวเจ้าและคนของเจ้า
อย่างดี”
“เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว” หานลั่วอี้ยกมือขึ้นทำความเคารพ
แม้เขาจะเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดแล้วก็จริง แต่ว่าในโลกของผู้ฝึกปราณชายหนุ่ม
ยังไม่สามารถปกป้องครอบครัวอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยตัวคนเดียว ดินแดนนี้มีผู้
แข็งแกร่งมากมาย เขาไม่ได้ยืนหนึ่งบนยอดเขาสูงชัน
ก่อนจะแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง หานลั่วอี้จึงอยากจะมีพรรค
พวกที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องคนสำคัญ เบื้องหลังแข็งแกร่งพอจะงัดกับทุก
ปัญหาซึ่งอาจจะตามมาหลังจากนี้
และตระกูลเสินก็เหมาะสม ในเมื่อมีบุญคุณร่วมกัน คุ้นเคยกัน อีกทั้ง
ครอบครัวเสินเทียนก็ไม่ได้มีพื้นฐานเป็นคนเลวร้าย เชื่อใจไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ครอบครัวเฟิงที่ติดตามมาด้วยก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากพอจะปกป้องหานลั่ว
ซานยามทั้งสองคนไม่อยู่ เพราะเมื่อใดที่เข้าไปในสำนักเซียนหลงจะไม่สามารถ
พาหานลั่วซานไปด้วยได้
“ความจริงแล้วข้าอยากให้เจ้ามาเป็นหลานบุญธรรมของข้าเสียด้วยซ้ำ”
เสินฟู่หมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย คนมีความสามารถทั้งยังรู้จักวางตัวเช่นนี้
ตนอยากได้มาเป็นคนในครอบครัวยิ่งนัก ติดเพียงดูจากนิสัยใจคอแล้วชายหนุ่ม
ตรงหน้าคงจะไม่ยินยอม
“ผู้อาวุโส ถึงข้าจะไม่สามารถเป็นหลานบุญธรรมให้ท่านได้แต่ท่านสามารถ
มองข้าเป็นหลานคนหนึ่งได้ ถึงอย่างไรข้าก็สนิทสนมกับเสินเทียน ต่อจากนี้ยัง
ต้องให้ท่านดูแลอีกมาก”
“เหอะ ๆ คนหนุ่มรู้จักพูดให้ผู้ใหญ่ดีใจ เอาละ ๆ เสียเวลาไปมากแล้ว พวก
เจ้าไปพักผ่อน หลังจากนี้ก็ให้เสินเทียนแนะนำให้พวกเจ้ารู้จักว่าตระกูลเสินมี
อะไรบ้าง”
“ขอบคุณขอรับ” หานลั่วอี้กล่าว
ทว่ายังไม่ทันที่คนทั้งหมดจะได้ก้าวออกไป หลี่เฉิงก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“แม่นางเยว่ไม่ทราบว่าเจ้าจะยอมให้ข้าดูแลหานลั่วซานได้หรือไม่? นาน
แล้วที่ครอบครัวเราไม่มีเด็กเล็กในตระกูล” ท่าทางนางแสดงออกอย่างชัดเจน
ว่าเอ็นดูหานลั่วซานแล้วก็ต้องการเลี้ยงดู เล่นเป็นเพื่อนเด็กชายตัวน้อย
ไม่ใช่เพียงหลี่เฉิงเท่านั้นแม้แต่เสินอู๋ซิงและเสินฟู่หมิง ยังมองมาที่เด็กชาย
ตัวน้อยด้วยดวงตาเป็นประกาย
เสินเทียนเห็นดังนั้นจึงขยับมาหาเยว่ฉี
“ครอบครัวข้าชอบเด็กเล็กนะ” เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจ ก้มลงมาหาหานลั่ว
ซาน
“ลั่วซาน ลั่วซานอยากไปเล่นกับท่านลุง ท่านป้าหรือไม่?” เด็กชายอุ้มไข่ใน
มือเงยหน้ามองเยว่ฉี ตลอดการสนทนาของผู้ใหญ่เด็กชายเงียบอยู่ตลอด ไม่พูด
แทรกผู้ใหญ่เลย ซึ่งถือว่าเป็นเด็กที่รู้ความมาก
“ละ…ลั่วซาน” ตัดสินใจไม่ได้ทันทีแบบนี้แสดงว่าความรู้สึกแรกที่เด็กชายมี
ต่อคนทั้งสามไม่เลวเลย
“เด็กน้อยไม่อยากเล่นกับท่านป้าหรือ ท่านป้ามีของอร่อยให้เด็กน้อยทาน
ด้วยนะ” เมื่อเห็นว่าเด็กชายไม่ได้หวาดกลัวนาง หลี่เฉิงจึงพยายามพูดโน้มน้าว
ตอนที่เสินเทียนแนะนำครอบครัวเยว่หานและครอบครัวเฟิงให้ทางครอบครัว
รู้จัก สายตานางก็ตกอยู่ที่เด็กชายแก้มซาลาเปาคนนี้แล้ว
ดวงตาสดใสเป็นประกายและท่าทีสงบเสงี่ยมของหานลั่วซาน ดึงความ
เอ็นดูจากนางได้ไม่ยากเลย
เพราะผู้ฝึกปราณส่วนมากเมื่อพลังเพิ่มขึ้นก็จะมีลูกยากขึ้น ทำให้ตั้งแต่เสิน
เทียนคลอดนางก็ไม่เคยมีบุตรอีกเลย พอได้เห็นเด็กชายตัวน้อยท่าทางน่ารักน่า
เอ็นดู จึงอดมีความรู้สึกอยากจะเข้าไปพูดคุยเล่นด้วยไม่ได้ และดูเหมือนว่า
ไม่ได้มีเพียงนางที่คิดเช่นนี้
เยว่ฉีย่อตัวลงมองสบตาเด็กน้อย
“ลั่วซาน หากลั่วซานอยากไปพี่สะใภ้ก็ไม่ห้าม ท่านลุง ท่านป้า รวมถึงท่าน
ปู่ให้ที่พักกับพวกเรา ต่อจากนี้บ้านหลังนี้จะไม่ต่างจากบ้านของเรา”
“บ้านหรือขอรับ”
“ใช่แล้ว ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา” นางไม่ได้พูดว่า ถึงจะแค่ชั่วคราว เพราะ
ไม่ต้องการให้เด็กน้อยคิดมาก
เด็กชายมีท่าทีลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบ “อื้อ ลั่วซานอยากไปเล่นกับ
ท่านลุงท่านป้าขอรับ”
เด็กเล็กมักสัมผัสได้ว่าใครคิดดีหรือไม่ดีต่อตน อีกทั้งหานลั่วซานยังเคย
ประสบความรู้สึกด้านลบมาด้วยตนเอง ทำให้มีประสาทสัมผัสไวต่ออารมณ์
ความรู้สึก เด็กชายตัวน้อยจึงรับรู้ได้ถึงความจริงใจของคนทั้งสาม
เยว่ฉียิ้มบางแล้วยืนขึ้น มองตรงไปยังหลี่เฉิง
“ฝากท่านทั้งสองดูแลลั่วซานด้วยนะเจ้าคะ หากเด็กคนนี้ซุกซนไปบ้างก็
อย่าได้ดุด่ามากเกินไป ค่อย ๆ บอกกล่าว หานลั่วซานจะเข้าใจเอง”
หลี่เฉิงรีบเอ่ย ด้วยกลัวว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนใจ “ไม่ต้องกังวล ข้าเห็นเด็ก
ครั้งแรกก็รู้สึกเอ็นดูไม่ต่างจากลูกคนหนึ่ง ข้าจะดูแลให้ดี พวกเจ้าไปพักผ่อนกัน
เถิด”
“เช่นนั้นข้าขอตัว”
แล้วคนทั้งหมดก็เดินทางออกจากห้องโถงปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสามเล่นกับเด็ก
น้อย