ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 61 ตระกูลอำนาจในเมืองหลงเหมา
พื้นที่ภายในตระกูลเสินกว้างขวางมาก มีเรือนหลายหลัง มีลานสำหรับให้
สัตว์อสูรอยู่อาศัย รวมถึงมีลานฝึกขนาดใหญ่สำหรับลูกศิษย์ของตระกูล
พอได้ยินคำพูดนี้หญิงสาวพลันคิดว่า ตนได้ก้าวเข้ามาสัมผัสโลกของผู้วิเศษ
อีกก้าวหนึ่งแล้ว
เรือนหลายหลังส่วนมากล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของศิษย์ในตระกูล และยังมี
เรือนสำหรับเก็บของวิเศษ สำหรับให้ศิษย์ยืมใช้งาน หรือมอบให้ศิษย์ที่ทำ
ผลงานได้ดี
การแบ่งแยกศิษย์พี่ศิษย์น้องในตระกูล แบ่งตามลำดับความเก่งกาจ ไม่ได้
แบ่งตามใครมาก่อนมาหลัง
เสินเทียนยังเล่าด้วยว่า คนมีความสามารถจะได้รับการดูแลดีกว่าศิษย์คน
อื่น ๆ และทุกเดือนจะมีการจัดการแข่งขันเพื่อชิงทรัพยากรในการฝึกปราณ
ศิษย์ที่ทำได้ดี จำนวนหยกวิญญาณที่มอบให้จะมากขึ้นตามลำดับ
ซึ่งปกติแล้วทางตระกูลจะแจกจ่ายหยกวิญญาณระดับกลางให้ศิษย์ทุกคน
คนละห้าก้อนไว้สำหรับฝึกฝน และหากต้องการมากกว่านั้น ต้องพยายาม
ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
แม้จะบอกว่าศิษย์แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าใดนัก จำนวนศิษย์ทั้งหมดของ
ตระกูลเสินมีทั้งสิ้นสี่ร้อยชีวิต
อย่างที่เข้าใจ เพราะจำนวนเงินที่ต้องใช้มหาศาล จึงไม่สามารถเลี้ยงดูคน
หลายร้อยหรือหลายพันคนได้ ทว่าถึงจะมีเพียงสี่ร้อยคนแต่ระดับการฝึกปราณ
ของศิษย์แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา
เรือนพักของพวกเยว่ฉีอยู่ถัดจากเรือนของเสินเทียนมาทางซ้ายมือ ถัดมา
อีกหลังเป็นเรือนของครอบครัวเฟิง สองสามีภรรยาเฟิงเกรงใจมาก บอกว่าพวก
ตนสามารถนอนรวมกับพวกศิษย์ได้ แต่เสินเทียนไม่ยินยอม
สุดท้ายครอบครัวเฟิงก็อยู่ข้างบ้านเยว่ฉีเช่นเดิม
นอกจากเรือนต่าง ๆ ภายในตระกูล เสินเทียนยังเล่าถึงขุมอำนาจทั้งสาม
ซึ่งคอยคานอำนาจกันภายในเมืองหลงเหมา ซึ่งมีทั้งหมดสามตระกูล
ตระกูลเสิน มีผู้อาวุโสเสินฟู่หมิงดูแล ชายชราผู้ที่เป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นเซียน
ถัดมาคือตระกูลมู่ มีมู่เหยียนเป็นผู้อาวุโสดูแลตระกูลแน่นอนว่า มู่เหยียน
คือผู้ฝึกปราณขั้นเซียนเช่นเดียวกับเสินฟู่หมิง
ตระกูลมู่ไม่ค่อยถูกกับตระกูลเสิน เพราะบุตรชายของมู่ เหยียน หรือก็คือมู่
ฝานตง เคยหลงรักหลี่เฉิง ทว่าหลี่เฉิงกับมีใจให้เสินอู๋ซิงบิดาเสินเทียน ความ
เกลียดชังเรื่องสตรีส่งผลมาถึงรุ่นลูก ทำให้มู่หลินบุตรชายมู่ฝานตงไม่ชอบเสิน
เทียนด้วยเช่นกัน
ความขัดแย้งยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อมารดาของมู่หลินไม่ชอบหลี่เฉิง สตรี
ที่ไม่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่แต่กลับเคยได้รับความรักจากมู่ฝานตงผู้เป็นสามีของนาง
นางเป็นถึงบุตรสาวเจ้าของร้านค้าอาวุธวิญญาณอันดับหนึ่งของเมืองหลง
เหมา นางผู้ถือได้ว่าเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีรู้สึกเสียหน้ามาก เมื่อรู้ว่า สามีที่รัก
เคยรักสตรีไม่มีอะไรดีเลยนอกจากระดับขั้นการฝึกปราณ
และสุดท้าย ตระกูลจู เช่นเดียวกับสองตระกูลก่อนหน้า ผู้นำตระกูลเป็นผู้
ฝึกปราณขั้นเซียนเช่นเดียวกัน นายท่านผู้เฒ่าตระกูลจู ชื่อจูจื่อเยวียน ตระกูลนี้
มีหลานสาวคนหนึ่งชื่อ จูเฟยฮวา สตรีผู้นี้ชื่นชอบเสินเทียน ทว่าชายหนุ่มไม่
ชอบนาง
ดินแดนระดับกลางมีหลายเมืองเช่นเดียวกับดินแดนระดับต่ำ ทว่าจุดที่
ตระกูลเสินตั้งอยู่ถือเป็นเมืองอันดับต้น ๆ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด สาเหตุหลัก
เพราะเมืองหลงเหมาอยู่ใกล้สำนักศึกษาเซียนหลง
หลังพักจนหายเหนื่อย วันต่อมาเยว่ฉีได้ขอให้เสินเทียนพาเดินเที่ยวเล่น
ภายในเมือง แน่นอนว่าชายหนุ่มกระตือรือร้นที่จะแนะนำเมืองเกิดให้หญิงสาว
ได้รู้
วันนี้เยว่ฉีตั้งใจออกไปดูว่า เมืองหลงเหมามีกิจการการค้าใดบ้าง จะมี
กิจการที่พอให้นางสามารถหาเงินได้หรือไม่
ตระกูลเสินมีกิจการหลักอยู่หนึ่งกิจการคือการค้าพืชวิญญาณ และยังมีร้าน
สำหรับขายโอสถ ทว่าจะหาคนมาหลอมโอสถให้ช่างยากเหลือเกิน ทำให้กิจการ
ส่วนนี้มีรายได้ไม่มากนัก ส่วนกิจการการค้าพืชวิญญาณก็มีคู่แข่งผู้แข็งแกร่ง
อย่างตระกูลจู
ส่วนตระกูลมู่ตั้งแต่มู่ฝานตงแต่งงานกับโจวลั่วเว่ย กิจการหลักของตระกูล
โจวก็ถูกตระกูลมู่ควบรวมกลายเป็นถือครองร่วมกัน ตระกูลมู่จึงมีกิจการค้า
อาวุธวิญญาณเป็นตัวทำรายได้หลักให้ตระกูล
“สภาพการเงินตระกูลเจ้าคงไม่ดีเท่าใด แล้วเหตุใดถึงสามารถค้าขายหยก
วิญญาณได้เล่า” เยว่ฉีถามด้วยความสงสัยระหว่างทางเดินไปยังลานสัตว์อสูร
“เพราะตระกูลข้ามีภูเขาหินหยก ถึงแม้จะขุดออกมามากแล้ว แต่ก็ยัง
เพียงพอ จึงนำหยกวิญญาณระดับต่ำที่ได้ไปขายที่ดินแดนระดับต่ำ แล้วนำเงิน
มาหมุนเวียนในตระกูล ถึงแม้ตอนนี้กิจการนั้นจะปิดตัวลงเพราะข้าเดินทางมา
ดินแดนระดับกลางแล้วก็ตาม” เสินเทียนกล่าว
เพราะในดินแดนระดับต่ำ ราคาหยกวิญญาณจะสูงกว่าดินแดนระดับกลาง
เล็กน้อย เช่นเดียวกับที่หยกวิญญาณในดินแดนระดับสูงจะราคาต่ำกว่าดินแดน
ระดับกลางเพราะหาได้ง่ายกว่า
“ที่แท้ท่านก็ช่วยที่บ้านหาเงิน ไม่เลวเลย ข้านึกว่าท่านเป็นบุรุษชอบเงิน
ปกติเสียอีก แต่ตอนนี้ท่านก็คงหาเงินไม่ได้แล้ว แล้วต่อไปจะทำเช่นไร”
“เจ้ามาหลอมโอสถให้ครอบครัวข้าขายก็ได้แล้ว”
“ทำไมท่านถึงไม่คิดจะขายหยกวิญญาณ?”
“เป็นกฎของเมือง ห้ามสามตระกูลใหญ่เปิดกิจการขายหยกวิญญาณ เพรา
กำลังของตระกูลใหญ่นั้นมีมากกว่า หากขายหยกวิญญาณจะทำให้สมดุลของ
เมืองเสียหาย นั่นคือสิ่งที่ข้ารู้มา”
เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจ แม้จะเป็นเหตุผลไร้สาระสำหรับนางแค่ไหนก็ตาม แต่
คนสมัยก่อนคงจะคิดมาดีแล้ว
“แล้วกิจการโอสถท่านได้ใครมาหลอมให้?”
“นักหลอมโอสถผู้หนึ่ง ตอนนั้นนางยังเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่ง
ข้าพบนางด้วยความบังเอิญ แต่ไม่รู้ว่านางไม่ชื่นชอบครอบครัวข้าหรืออย่างไร
หลังขึ้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นสี่ได้ไม่นาน นางก็ย้ายไปอยู่กับตระกูลมู่” คงจะ
เพราะเหตุผลนี้ด้วยกระมัง ทั้งสองตระกูลถึงไม่ถูกกัน
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ข้าพึ่งนึกขึ้นมาได้ ข้าในสายตาเจ้าดูแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?” เยว่ฉีฉีกยิ้ม
ชายผู้นี้ตอบสนองช้าเกินไปแล้ว
“คงเพราะในสายตาข้าสามีดีเก่งกาจและแสนดีที่สุด ชายอื่นจึงได้ดูธรรมดา
ไปเสียหมด” ไม่ว่าเปล่า ยังเอื้อมมือไปประสานเข้าด้วยกันกับคนข้างกาย สอง
สายตาสบประสานสะท้อนความรักลึกซึ้ง
“ไม่ต้องมาจีบกันต่อหน้าข้า!! รีบ ๆ ตามข้ามาเป็นพอ” คนถูกสาดอาหาร
สุนัขรีบก้าวเร็ว ๆ นำหน้าไปก่อน ปล่อยให้ทั้งสี่คนมองตามหลังด้วยความรู้สึก
ขบขัน
ไม่นานคนทั้งสี่ก็ตามมาสมทบ บริเวณลานสัตว์อสูร มีบิดามารดาเสินเทียน
และหานลั่วซานยืนรออยู่ก่อนแล้ว เด็กชายตัวน้อยดูจะชอบผู้ใหญ่ทั้งสอง เมื่อ
คืนถึงขั้นเลือกที่จะนอนกับเสินอู๋ซิงและหลี่เฉิง
มาวันนี้ พอเห็นท่าทางสนิทสนมของสองผู้ใหญ่หนึ่งเด็ก เยว่ฉีจึงรู้สึกวางใจ
ขึ้นมาอีกหลายส่วน และคิดว่าทั้งสามคนปรับตัวเข้าหากันได้ดี หรือไม่ก็คงเป็น
เพราะว่าบิดามารดาเสินเทียนรักใคร่หานลั่วซานไม่ต่างจากลูกหลานคนหนึ่ง
“พวกเจ้ามากันแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถิด เสินเทียนบอกข้าว่าพวกเจ้า
ต้องการจะออกไปเที่ยวในเมือง ข้าและสามีจึงถือโอกาสไปด้วย เพราะต้องการ
ไปเที่ยวเล่นกับลั่วซาน” เรียกสนิสนมขึ้นมาทันที ดูเหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองจะชื่น
ชอบเด็กชายตัวน้อยมาก
“พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ ลั่วซานคิดถึง” เด็กชายผละจากผู้ใหญ่ทั้งสอง วิ่งเข้ามาหา
ครอบครัว หานลั่วอี้ย่อตัวลงกอดน้องชาย
“อยู่กับท่านลุงท่านป้า มีความสุขหรือไม่”
“มีความสุขมากขอรับ ท่านลุง ท่านป้าใจดี เมื่อคืนก็นอนกอดลั่วซาน”
“ลั่วซานชอบก็ดีแล้ว”
“ขอรับ ลั่วซานชอบมาก!!” เด็กน้อยเน้นย้ำพร้อมรอยยิ้มกว้าง
จากนั้นคนทั้งหมดก็ใช้สัตว์อสูรเดินทางไปยังจุดคึกคักของเมืองหลงเหมา
เพราะที่ตั้งของตระกูลเสินห่างไกลจากความคึกคัก ไม่เหมาะที่จะใช้รถม้าใน
การเดินทาง
ตลอดการเดินทางเสินเทียนมองมาเยว่ฉีพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่บ่อยครั้ง จน
หญิงสาวทนไม่ไหวเอ่ยถาม
“เจ้าเป็นอะไร” ความจริงนางอยากจะถามว่า เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ? แต่
เกรงใจบิดามารดาอีกฝ่าย
เสินเทียนยังคงยิ้มกริ่ม “เจ้าต้องชอบใจหากได้เจอสถานที่หนึ่ง บางทีเจ้า
อาจจะช่วยเหลือกิจการบ้านข้าได้” เสินเทียนกล่าวเช่นนั้นแล้วไม่พูดอะไรอีก
เยว่ฉีก็เลิกสนใจปล่อยคนบ้า ๆ บอ ๆ ไป
แม้จะไม่รู้ว่า ช่วยเหลือ ในประโยคคำพูดของเสินเทียนหมายถึงช่วยเหลือ
ในลักษณะใด ทว่าเมื่อถึงเวลานางคงได้รู้