ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 64 สำนักเซียนหลงเปิดรับศิษย์แล้ว
“ไม่นึกว่าจะได้เห็นคุณชายเสินมาเดินเที่ยวเล่นบนถนนสายนี้” น้ำเสียง
กระแนะกระแหนดังขึ้นในจังหวะที่พวกเขากำลังเดินออกจากตลาดค้าหิน เยว่ฉี
เหลือบตามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งท่าทางหยิ่งยโส ดวงตาเฉี่ยวโค้งยืนมองเสินเทียน
อยู่
ชายหนุ่มหันมองผู้มาใหม่ พร้อมยกยิ้มมุมปาก
“ในเมื่อคุณชายมู่มาได้เหตุใดข้าจะมาไม่ได้เล่า” เสินเทียนยิ้ม ยิ้มที่ไปไม่ถึง
ดวงตา
อีกฝ่าสะบัดพัดขึ้นปิดบังครึ่งหน้า เหลือบสายตามมองมาทางเยว่ฉี
“เดี๋ยวนี้คุณชายเสินคบหากับคนแบบนี้หรือ? เป็นถึงคุณชายใหญ่จะคบใคร
ควรดูให้ดี”
เสินเทียนหลุดขำเล็กน้อย “ข้ายังดีกว่าคุณชายมู่ ที่ไม่มีใครคบเพราะนิสัย
เช่นนี้”
“อีกอย่าง ข้าว่าคุณชายมู่ควรดูตนเองให้ดีก่อนมายุ่งเรื่องของผู้อื่น เพราะ
ข้าจะคบใครล้วนไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน”
เยว่ฉีอยากจะยกนิ้วให้เสินเทียน คำพูดชายหนุ่มได้ใจนางมาก
“หึ…ข้าเพียงเป็นห่วงกลัวว่าคุณชายเสินจะถูกหลอก ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะ
มองเจตนาข้าผิดไป”
“มู่หลิน ข้าขอบอกท่านไว้อย่างหนึ่ง หากต้องการแสดงความเป็นห่วงต่อ
ผู้อื่น ท่านควรเก็บสายตาน่ารังเกียจของท่านให้ดีเสียก่อน ข้าขอตัว” เสินเทียน
เลิกยุ่งกับมู่หลิน ชายหนุ่มเดินหนีไปเสียดื้อ ๆ ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะแสดง
ท่าทางเช่นไร
ส่วนเยว่ฉีทำเพียงส่ายหัวเล็กน้อย ทว่าการกระทำของนางกลับเข้าตามู่เสิน
พอดี
“นี่เจ้า!! เจ้ากล้าส่ายหน้าให้ข้าหรือ บังอาจนัก!!”
เอ้า!! ส่ายหน้าก็ไม่ได้
เยว่ฉีเงยหน้ามอง ใช้สายตาประมาณว่า เจ้าเป็นบ้าหรือ? มองอีกฝ่าย ซึ่ง
นั่นทำให้ชายหนุ่มไม่พอใจ คิดจะเข้ามาทำร้ายนาง
“หากเจ้าทำอันใดนาง ข้าจะหักแขนเจ้าทิ้งเสีย” เสียงเย็นยะเยือก และฝ่า
มือหนา ยื่นมาจับข้อแขนมู่หลินจนรู้สึกจ็บ เขาต้องการดึงมือกลับแต่ทำไม่ได้
เหมือนยื้อยุดอยู่กับเขาลูกใหญ่
“ปล่อย!! เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร”
“มู่หลิน คุณชายตระกูลมู่”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักตน สีหน้ามู่หลินจึงดีขึ้น พร้อมเชิดหน้าทำตัว
เหนือกว่า
“ในเมื่อรู้แล้วก็ปล่อยข้า ก่อนข้าจะบอกให้บิดามาจัดการเจ้า!!”
เสินเทียนยืนมองอยู่ไม่ไกล ในใจไว้อาลัยแด่มู่หลินไปเรียบร้อยแล้ว
หาเรื่องใครไม่หา ไปหาเรื่องภรรยาหานลั่วอี้
“เสียงดังอันใดกัน” เสียงทรงพลังของผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์ทำมู่หลิน
ชะงัก เขาหันหน้าไปมองเห็นว่าเป็นเสินอู๋ซิง
“ลุงเสิน?”
“ข้าไม่มีหลานชายเช่นเจ้า อย่าได้เรียกข้าเช่นนั้น” เสินอู๋ซิงเอ่ยเสร็จก็หัน
มาหาหานลั่วอี้
“มีเรื่องอันใดหรือ?”
“ชายผู้นี้ต้องการทำร้ายภรรยาข้า”
“ไม่ใช่ เป็นเจ้าหาเรื่องข้าก่อน ใครใช้ให้สตรีผู้นี้บังอาจหัวเราะเยาะข้า!!”
ยิ่งพูดยิ่งฟังดูไม่ดี เสินอู๋ซิงตวัดสายตามองมู่หลิน ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อสบ
สายตาที่มองมา
“ระ…รองเจ้าบ้านเสิน”
“คุณชายมู่ เจ้าอาจจะไม่ทราบถึงได้ทำกิริยาเช่นนี้ แต่สตรีตรงหน้าเจ้า
และบุรุษผู้นี้คือคนของตระกูลเสิน” น้ำเสียงเสินอู๋ซิงหนักแน่น ไร้แววล้อเล่น
หมดคราบของชายสูงวัยผู้ใจดี บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความกดดันน่า
เกรงขาม สมกับเป็นผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์
มู่หลินถึงกับผงะ ไม่เห็นจะเคยได้ยินว่าตระกูลเสินรับคนเข้ามาเพิ่ม แล้ว
เหตุใดชายตรงหน้าถึงได้กลายเป็นคนของตระกูลเสินไปได้เล่า
อีกทั้งบุรุษผู้นี้ยังเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นแปด ตนต้องรีบนำเรื่องนี้ไปบอกที่
บ้านเสียแล้ว
“คุณชายมู่ ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็ควรระวังยามจะพูดอะไรกับคนของข้า ดูจาก
ท่าทางแล้วเป็นเจ้าเองมากกว่าที่มาหาเรื่อง หาใช่เพราะสตรีผู้นั้น” เสินอู๋ซิงก
ล่าว ไม่เว้นช่วงให้มู่หลินได้แก้ตัว ชายสูงวัยหันไปหาหานลั่วอี้
“ปล่อยมือเจ้าได้แล้ว หากชายผู้นี้ยังหาเรื่องพวกเจ้าไม่เลิกราข้าจะช่วย
จัดการให้” หานลั่วอี้พยักหน้า ปล่อยมือมู่หลิน คุณชายมู่รีบดึงมือกลับไป เขา
จับ ๆ บิดข้อมือ มองหานลั่วอี้อย่างสำรวจ
ชายผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นตระกูลเสินคงไม่ให้ความสำคัญมากถึง
ขนาดนี้
“รองเจ้าบ้านเสินข้าขอตัว” มู่หลินทำความเคารพทีหนึ่งแล้วรีบหันหลัง
กลับไป เรื่องนี้ต้องถึงหูท่านปู่และท่านพ่อโดยเร็ว พวกเขาจะได้หาทางรับมือ
รวมถึงสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของบุรุษผู้นี้ว่ามีความเป็นมาเช่นไร
คนทั้งหมดมองตามหลังมู่หลิน หลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป
“ข้าว่าชายคนนั้นต้องไม่ยอมจบเพียงเท่านี้” เยว่ฉีเอ่ยกับสามี ชายหนุ่ม
ก้าวมายืนข้างกาย ยกมือขึ้นโอบไหล่
“ภรรยาไม่ต้องกังวลข้าจะปกป้องเจ้า”
“ลั่วอี้ข้าจะรีบแข็งแกร่งขึ้น จะได้มีกำลังพอจะปกป้องตนเอง และ
ช่วยเหลือท่าน”
“เจ้าต้องทำได้แน่” ชายหนุ่มยกยิ้มอ่อนโยน บรรยากาศแข็งกร้าวหายไป
ทันที ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
เสินเทียนไม่ได้ให้ความสนใจมู่หลินเท่าใดนัก เพราะชายผู้นี้ไม่ค่อยถูกกับ
ตนเป็นทุนเดิม หลังจากวันนี้ก็คงจะไม่ถูกกันมากขึ้น ที่เขาสนใจคือการฝึกของ
สองสามีภรรยาคู่นี้มากกว่า เขาอยากรู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ทำเช่นไรถึงได้
เลื่อนขั้นเร็วนัก อีกทั้งยังเป็นการเลื่อนขั้นที่มั่นคงไม่ใช่ฝืนเลื่อนขั้นขึ้นมา
“เก็บของแล้วกลับกันเถิด” พูดจบก็หันมาหาหานลั่วซานซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
“ลั่วซานเป็นเช่นไรบ้าง สนุกหรือไม่”
“สนุกมากขอรับ ข้าได้ของมาให้พี่สะใภ้กับพี่ใหญ่มากมาย” เด็กชายตัว
น้อยทำท่าทางประกอบว่ามากมายนั้นมากน้อยเพียงใด โดยการอ้าแขนทั้งสอง
ข้างออกจนสุดแล้ววาดเป็นวงกลมขนาดใหญ่
“ได้มอบให้ท่านลุงกับท่านป้าหรือไม่?”
“ขอรับลั่วซานมอบให้ท่านลุงท่านป้าคนละชิ้น”
“เก่งมาก หากมีคนดีกับเราเราก็ควรตอบแทนความดีนั้น ลั่วซานทำได้ดี
มาก”
“ลั่วซานเด็กดี” เด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้างหลังได้รับคำชม และถูกพี่สะใภ้ลูบ
หัว
“เอาละกลับกันได้แล้ว ใกล้จะถึงเวลาทานอาหารกลางวันแล้ว ให้เด็กเล็ก
ทนหิวคงไม่ดี”
“เจ้าค่ะ” เยว่ฉีหันไปตอบรับคำพูดเสินอู๋ซิง แล้วทั้งหมดก็เดินทางกลับไป
ยังลานจอดสัตว์อสูร
ระหว่างทางกลับก็ได้พบครอบครัวเฟิง ซึ่งออกมาจากร้านค้าหยกวิญญาณ
พอดี ทั้งสองบอกว่าได้หยกวิญญาณดี ๆ มาบางส่วน ทว่าเงินในมือใกล้จะ
หมดแล้วคงต้องรับภารกิจของตระกูลเสินเพื่อหาเงินเพิ่ม
เยว่ฉีจึงบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะนางมีความคิดดี ๆ ทั้งสองคนจึงพยัก
หน้าและบอกว่าพร้อมช่วยเหลือ
กลับมาถึงบ้านไม่นานบ่าวรับใช้ของจวนก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาพร้อมกระดาษ
แผ่นหนึ่ง
“มีอันใดหรือ? ดูรีบร้อนไม่น้อย”
“นายท่าน นายหญิง คุณชาย สำนักเซียนหลงจะเปิดรับศิษย์ในอีกสองวัน
ข้างหน้าขอรับ”
“เข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากไปทำงานต่อเถิด”
“ขอรับ” บ่าวรับใช้คนนั้น ยื่นกระดาษในมือในเสินอู๋ซิง ทำความเคารพ
แล้วหันหลังกลับไป
“คงต้องแจ้งเรื่องนี้ให้คนของตระกูลทราบด้วย รวมถึงคิดเรื่องรางวัล
สำหรับผู้ที่สามารถผ่านเข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักเซียนหลง” เสินอู๋ซิงกล่าว เยว่
ฉีนึกสงสัยในคำพูดของเขา แต่ไม่กล้าเอ่ยถาม เสินเทียนรู้ว่าหญิงสาวอยากรู้จึง
เป็นฝ่ายอธิบาย
“แต่ละตระกูลมักจะส่งศิษย์ในตระกูลไปทดสอบเข้าเป็นศิษย์ของสำนัก
เซียนหลง หากตระกูลใดสามารถส่งศิษย์เข้าไปได้มาก ก็สามารถบอกเป็นนัยได้
ว่าศิษย์ตระกูลนั้นเก่งกาจกว่าอีกสองตระกูลทั้งยังมีจำนวนคนเก่งมากกว่าอีก
สองตระกูลที่เหลือ เจ้าว่าเรื่องแบบนี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของตระกูลหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้ว ในเมื่อทั้งสามตระกูลแข็งขันกันอยู่ แม้จะไม่ได้แสดงออก
อย่างโจ่งแจ้ง แต่หากมีเรื่องใดเหนือกว่าอีกสองตระกูล ก็สามารถใช้เรื่องนี้มา
ข่มอีกฝ่ายได้ และหากมีรางวัลมาเกี่ยวข้อง ทางศิษย์ของตระกูลก็อาจจะ
กระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนให้สามารถเข้าไปเป็นศิษย์ในสำนัก”
“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ท่านพ่อข้าจึงอยากให้มีรางวัลเป็นของตอบแทน เพื่อให้
ภายภาคหน้าศิษย์จะขยันฝึกซ้อมกันมากยิ่งขึ้น”
“ตอนนี้ยังคิดไม่ออกหรือ?”
“ใช่” เสินเทียนตอบ
“เจ้าไม่ลองผ่าหินที่ซื้อมาวันนี้ดูเล่า อาจจะมีรางวัลที่เจ้าต้องการอยู่ก็
เป็นได้” พอหญิงสาวพูดเช่นนั้นเสินเทียนพลันนึกออก
“จริงด้วย ข้าลืมไปได้เช่นไร ในเมื่อหินที่ข้าซื้อมาเจ้าเป็นคนเลือกให้!!” เสิน
เทียนกระตือรือร้นขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มรีบวิ่งไปทางเรือนพักจะได้รีบผ่าดูของ
ข้างใน
เสินอู๋ซิงเห็นท่าทางบุตรชายก็มองตามตาปริบ ๆ เพราะเขารู้ความสามารถ
ของสตรีข้างกายหานลั่วอี้ดี ถึงจะยังไม่มั่นใจทั้งสิบส่วนก็ตาม ทว่าภรรยาไม่รู้
ชายสูงวัยจึงหันไปพูดคุยกับภรรยา หลังหลี่เฉิงได้รู้ดวงตาพลันเบิกกว้าง สายตา
ยามมองมาที่เยว่ฉีมีความนับถืออยู่หลายส่วนต่างจากตอนแรกที่มีเพียงความ
เอ็นดู
“ท่านลุง ท่านป้า เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน? จากนั้นค่อยมาทานอาหาร
ร่วมกัน”
“ได้ เอาตามที่เจ้าสะดวก ข้ากับภรรยาขอตัวก่อน” พูดจบก็ก้มลงไปมอง
เด็กชายตัวน้อย
“ลั่วซานจะไปกับท่านลุงท่านป้า หรือจะไปกับพี่ชายพี่สะใภ้” เด็กชายมี
ท่าทีลังเล วันนี้ตนอยู่กับท่านลุง ท่านป้าทั้งวันยังไม่ได้อยู่กับพี่ใหญ่พี่สะใภ้ จึงมี
ความรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคน ทว่าท่านลุง ท่านป้าเด็กชายก็อยากอยู่
ด้วยเช่นกัน
ท่านทั้งสองใจดีมาก อบอุ่นเหมือนบิดามารดา
เยว่ฉีจึงเป็นการเอ่ยช่วยเหลือ “ลั่วซานไม่จำเป็นต้องคิดให้ยุ่งยาก ไม่ว่าลั่ว
ซานอยากจะอยู่กับใคร พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ก็ไม่ว่า และเห็นด้วยกับการตัดสินใจ
ของลั่วซาน” เยว่ฉีเอ่ยยิ้ม ๆ ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่เด็กน้อยติดบิดามารดาเสินเทียน
นางอยากให้เด็กน้อยเลือกในสิ่งที่ตนต้องการมากที่สุด
“ขอโทษขอรับ ท่านลุง ท่านป้า วันนี้ลั่วซานอยากจะอยู่กับพี่ใหญ่ พี่สะใภ้”
คำตอบหานลั่วซานทำหน้าอกเยว่ฉีอบอุ่นขึ้นมา ยื่นมือไปตรงหน้าพลางเอ่ย
“เช่นนั้นก็ไปกัน”
“ขอรับ” เด็กชายตัวน้อยยื่นมือมาจับมือเรียวสวย
ผู้ใหญ่ทั้งสี่พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนแยกย้าย หลี่เฉิงยื่นถุงหินที่
เด็กชายเลือกซื้อมาวันนี้ให้เยว่ฉี เด็กชายตัวน้อยใช้เงินหนึ่งแสนตำลึงหมดในวัน
เดียว ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองถึงกับหน้าเจื่อน ทว่าในเมื่อผู้ปกครองที่แท้จริงไม่ว่า
อะไร ทั้งสองจึงไม่มีพูดอะไร และคิดว่าสองสามีภรรยาคงจะมีวิธีพูดคุยกับ
เด็กชายตัวน้อยเรื่องการใช้เงิน
พอคนไปแล้วสองสามีภรรยาเสินก็ได้แต่มองตามหลัง เสินอู๋ซิงโอบไหล่
ภรรยาเข้ามาหา พลางเอ่ย
“ภรรยามีบุตรเพิ่มอีกคนดีหรือไม่? หานลั่วซานน่ารักน่าชังยิ่งนัก”
คำพูดสามีทำนางหลุดยิ้ม
“อู๋ซิงท่านก็รู้ว่าจะมีบุตรอีกคนคงไม่ง่าย ใช่ว่าข้าจะไม่อยากมี แต่ถึงจะไม่มี
ตอนนี้พวกเราก็มีเด็กตัวเล็ก ๆ ให้เอ็นดู”
เพราะผู้ฝึกปราณยิ่งระดับการฝึกปราณสูงยิ่งมีบุตรได้ยาก ทำให้ทั้งสองคน
ไม่มีลูกคนที่สองเสียที
“จริงตามที่ภรรยาพูด เพียงแต่พอได้อยู่ใกล้หานลั่วซานข้าก็รู้สึกอยากมีลูก
ขึ้นมา”
“ข้าก็เช่นเดียวกัน”
เด็กชายตัวน้อยน่ารักน่าชังมากจริง ๆ พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ว่านอนสอนง่าย
ไม่ดื้อ ไม่งอแง เลี้ยงง่ายมากจนน่าตกใจ จะไม่ให้พวกเขาเอ็นดูเหมือนลูกคน
หนึ่งได้อย่างไร
สองสามีภรรยาตระกูลเสินมองตามหลังคนทั้งสามจนลับสายตา ก่อนจะ
ถอนสายตากลับมาแล้วเดินไปทางห้องบุตรชาย
บางทีเสินเทียนอาจจะได้ของดีกลับมาไม่น้อย