ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 69 การทดสอบครั้งสุดท้าย
“นี่มัน บ้าอะไรกันเนี้ย!!”
เหล่าผู้เข้ารับการทดสอบนับร้อยที่สามารถก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ ต่างตกใจกับ
สิ่งที่เกิดขึ้น หลังมีคนเหยียบบันไดขั้นเก้าร้อยเก้าสิบแปด กรงขนาดพอดีตัวก็
กักขังพวกเขาเอาไว้
กรงขังเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นเก้าร้อยเก้าสิบหกจนถึงขั้นเก้าร้อยเก้าสิบแปด คนที่
ยืนอยู่บนบันไดขั้นดังกล่าวไม่มีใครหลบการกักขังได้เลยแม้แต่คนเดียว และ
ตรงหน้าพวกเขา บนบันไดขั้นเก้าร้อยเก้าสิบเก้าปรากฏกำแพงสูงใหญ่ ดู
แข็งแกร่งตั้งตระหง่านสูงขึ้นไปสุดสายตา
‘ยินดีกับผู้เข้ารับการทดสอบที่สามารถผ่านมาถึงขั้นนี้ได้ ตอนนี้เหลือว่า
เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่งก่อนการทดสอบจะสิ้นสุดลง ผู้เข้าทดสอบทั้งหลายจะต้อง
ผ่านกำแพงสูงใหญ่นี้ไปให้ได้ ส่วนผู้ที่ติดอยู่ในกรง พวกเจ้ามีเวลาสองเค่อจงหา
วิธีออกมาจากกรงแล้วผ่านกำแพงสูงใหญ่นี้ไป’
‘ตั้งแต่ขั้นเก้าร้อยเก้าสิบหกเป็นต้นไป อนุญาตให้ผู้เข้ารับการทดสอบ
ลอยตัวได้ จงใช้ทุกวิธีเพื่อผ่านไปยังบันไดขั้นสุดท้ายก่อนตะวันตกดิน’
เสียงสตรีหายไปแล้ว ผู้เข้าทดสอบที่ได้ยินต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน เกิดเป็น
ความเงียบขึ้นชั่วขณะ รวมไปถึงบรรยากาศกดดัน
“ข้ารู้เพียงว่าการทดสอบเข้าสำนักเซียนหลงนั้นยาก แต่ไม่คิดว่าจะยาก
มากถึงเพียงนี้” เสินเทียนกล่าวพร้อมเงยหน้ามองกำแพงสูง
กำแพงนี้คงไม่ได้หย่อนลงมาจากฟ้าใช่ไหม? เพราะเขามองไม่เห็นเลยว่า
จุดสิ้นสุดนั้นอยู่ที่ใด
“ถึงยากก็ต้องลองดูไม่ใช่หรือ? หรือเจ้าถอดใจแล้ว?”
“ข้าเหมือนคนถอดใจ? มาถึงขั้นนี้แล้วข้าต้องก้าวผ่านไปให้ได้” เยว่ฉียกยิ้ม
ให้คำพูดเสินเทียน จังหวะเดียวกับที่ด้านหลังมีเสียงดังขึ้น
“พี่เสิน ในที่สุดข้าก็ตามท่านทัน” เสียงสดใสร่าเริงสนิทสนมของสตรีดังขึ้น
เสินเทียนกลอกตามองบน ไม่หันหลังกลับไปมอง
เยว่ฉีถึงกับสงสัยว่านางเป็นใคร ถึงสามารถทำให้บุรุษผู้รักหยกถนอมบุปผา
เป็นถึงขนาดนี้ได้
“พี่เสินเหตุใดท่านถึงได้เมินฮวาเอ๋อร์” นางมีท่าทีกระเง้ากระงอด ทำ
เหมือนทั้งสองคนสนิทสนมกันถึงขั้นสามารถแสดงท่าทีน้อยใจได้
“…” เสินเทียนยังคงไม่สนใจ หันมาหาเยว่ฉี
“ลองดูก่อนว่าจะถูกจับเหมือนเจ้าพวกนั้นหรือไม่ ข้าขอเป็นคนทดสอบ
แล้วกัน เพราะหากข้าถูกขังพวกเจ้าคงหาวิธีช่วยข้าออกมาได้” เยว่ฉีพยักหน้า
เห็นด้วย
เพราะไม่ได้ยินว่าคนที่เหลือไม่ต้องโดนขัง พวกเขาจึงยังไม่มั่นใจเท่าใดนัก
หลังตกลงกันแล้ว เสินเทียนก็ลอยตัวขึ้นไปด้านบนเพื่อตรวจสอบ
หญิงสาวผู้มาใหม่มองเยว่ฉีด้วยความไม่พอใจ เหตุใดบุรุษที่นางพึงใจถึงได้ดู
สนิทสนมทั้งยังเกรงใจสตรีที่ดูไม่มีอะไรดีผู้นี้
“เจ้า! เป็นอะไรกับพี่เสิน” นางหันมาพูดกับเยว่ฉี ไม่ปกปิดความไม่พอใจ
ในน้ำเสียง
เยว่ฉีเหลือบตามองไม่พูดอะไร ถอนสายตากลับ
“ไม่ได้ยินหรือ ข้าถามว่าเจ้าเป็นอะไรกับพี่เสิน!!” เสียงนางดังขึ้นอีกระดับ
ทว่าเยว่ฉียังคงทำเป็นหูทวนลม
ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับคนไม่มีมารยาท!
“น้องเฟยฮวา เจ้าสามารถมาถึงบันไดขั้นนี้ได้ เก่งมาจริง ๆ ” มู่หลินซึ่ง
หลุดออกจากกรงขังได้แล้ว จึงก้าวเดินมาหานางด้วยท่าทางดีใจ
“น้องเฟยฮวา เรารีบไปกันเถิด หากชักช้าอาจจะพลาดโอกาสเข้าร่วมสัก
นัก”
“ไม่ ข้าจะไม่ไปจนกว่าจะได้รู้ว่านางเป็นอะไรกับพี่เสิน” จูเฟยฮวาใช่
สายตาไม่พอใจจ้องมองเยว่ฉี มู่หลินเห็นท่าทางนั้นก็ได้แต่กัดฟันกรอด ทั้งที่เขา
ชอบพอจูเฟยฮวา แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่ตามตื๊อเสินเทียน!
เจ้านั่นมีอะไรดีกว่าเขากัน นางถึงได้ชื่นชอบ เกิดในตระกูลใหญ่โต
เหมือนกัน หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ เหตุใดจูเฟยฮวาถึงไม่หันมามองเขาเสียที
“น้องเฟยฮวา เจ้าไม่ต้องกังวลทั้งสองคนเป็นเพียงสหายกันไม่ได้เป็นอันใด
มากกว่านั้น” มู่หลินจำเป็นต้องอธิบาย เขาไม่อยากให้จูเฟยฮวายึดติดกับเสิน
เทียน แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้ใกล้ชิดกับนาง
“พี่มู่ท่านพูดจริงหรือ” พอได้รับความสนใจความไม่พอใจเมื่อสักครู่จึง
คลายลง
“เป็นความจริง ในเมื่อน้องเฟยฮวาทราบแล้วเช่นนั้นเราไปกันดีหรือไม่”
“แต่ข้าอยากจะไปพร้อมพี่เสินเทียน” จูเฟยฮวายังคงดึงดัน นางไม่ได้เจอ
ชายหนุ่มมานานมาก พอได้เจอกันอีกครั้งก็อยากจะอยู่ใกล้ ๆ
“น้องเฟยฮวา หากเจ้ายังชักช้าอาจจะไม่ทันการ” มู่หลินเร่งรัด
“พี่มู่ หากท่านรีบสามารถไปก่อนได้ข้าไม่เป็นไร ข้าจะรอไปพร้อมพี่เสิน”
เยว่ฉี…ถามข้าก่อนว่าต้องการให้เจ้าไปพร้อมกันหรือไม่
หนึ่งชายหนึ่งสตรียังคงพูดคุยกัน เยว่ฉีดึงความสนใจกลับมา
“ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ดูเหมือนจะมีเพียงกลุ่มแรกที่โดน” เสินเทียนกล่าว
“ถือเป็นความโชคร้ายของคนพวกนั้นแล้ว ในเมื่อไม่โดน เช่นนั้นคงต้อง
ลอยขึ้นไปดู”
“เจ้าอาจริงหรือ? สูงเพียงนี้ บางทีเราทั้งสามอาจจะลอยขึ้นไปไม่ถึง”
“ไม่ลองก็ไม่รู้” เยว่ฉีหันไปหาคนข้างกาย ถือโอกาสโอบเอวสามี
“ลั่วอี้ขึ้นไปเลย ข้าจะลองตรวจสอบดูเรื่อย ๆ”
“ตามที่ภรรยาต้องการ” หานลั่วอี้โอบเอวภรรยา และพานางลอยขึ้นเหนือ
พื้น
เสินเทียนที่เห็นดังนั้นก็ลอยตาไป
มู่หลินและจูเฟยฮวาไม่รอช้าตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน
ตอนแรกก็คิดว่าคงง่ายกว่าที่ผ่านมาก แต่พอผ่านมาสักพักการลอยตัวขึ้น
ไปให้สูงกลับยากขึ้นเรื่อย ๆ หลังผ่านความสูงยี่สิบลี้แรงกดดันจากด้านบนพลัน
หล่นทับคนทั้งหมด นอกจากแรงกดดันที่ทำเอาหายใจไม่ออก ยังมีหินหล่นลง
มาจากด้านบนเรื่อย ๆ คอยกีดขวางไม่ให้พวกเขาผ่านไปโดยง่าย
“เยว่ฉีเจ้าหาทางไปเจอหรือยัง” เสินเทียนเร่งรัด เขาจะไม่ไหวแล้ว การ
ลอยเหนือพื้นปกติแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อต้องรับมือกับแรงกดดันและหลบ
หลีกสิ่งกีดขวาง ทำให้การลอยตัวนั้นยากขึ้น
อีกทั้งยังมองไม่เห็นว่าปลายทางอยู่ที่ใด
“ลั่วอี้ เข้าไปใกล้อีกนิด” ชายหนุ่มพยักหน้า พาภรรยาเข้าไปใกล้กำแพง
เยว่ฉียื่นมือไปสัมผัสกำแพง การทำเช่นนี้จะทำให้นางสามารถตรวจสอบได้
ง่ายขึ้น นางแผ่พลังไปตามกำแพงสูงใหญ่ ให้พลังจิตกระจายไปทั่วพื้นที่ ส่วน
หานลั่วอี้ก็คอยใช้พลังปกป้องภรรยาไม่ให้บาดเจ็บ และอึดอัดจากแรงกดทับ
“เจอแล้ว!!”
หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ลอยตัวสูงเหนือพื้นเกือบสองร้อยลี้ในที่สุดเย่วฉีก็
สามารถตรวจหาความผิดปกติของกำแพงเจอ
หญิงสาวลืมตาขึ้นกระซิบข้างหูสามี
“สูงขึ้นไปจากนี้อีกหนึ่งลี้ จากส่วนนอกกำแพงเข้ามาหนึ่งจั้ง จุดนั้นอาจจะ
สามารถผ่านไปได้” หานลั่วอี้พยักหน้าเข้าใจ เร่งความเร็วลอยขึ้นสูง เสินเทียน
ตามมาติด ๆ
สองคนด้านหลังเมื่อเห็นว่าพวกเขาเคลื่อนที่เร็วขึ้นก็รีบเร่งตามไป
“เสินเทียนข้าจะนับหนึ่งถึงสามแล้วตามาให้ทัน”
“เข้าใจแล้ว”
“หนึ่ง”
“สอง”
“สาม”
พรึบ!!
หลังครบสาม คนทั้งสามก็ผ่านกำแพงไปยังพื้นที่อีกฝั่ง ส่วนสองคนซึ่ง
ตามหลังมา คิดจะผ่านไปด้วยแต่กลับไม่สามารถทำได้
แถมยังต้องเจ็บตัวจากการเคลื่อนไหวรวดเร็วเพราะต้องการลอดผ่านไป
“บัดซบ!! เหตุใดถึงผ่านไปไม่ได้” มู่หลินสบถด่าไม่พอใจ ยกมือขึ้นลูบศีรษะ
ซึ่งกระแทกกำแพงเข้าอย่างจัง
“พี่มู่เราจะทำเช่นไรดี”
“น้องเฟยฮวาไม่ต้องกังวล พี่จะต้องหาทางพาน้องไปอีกฝั่งให้ได้”
มู่หลินรีบเข้าไปปลอบ ใช้โอกาสนี้แอบกินเต้าหู้จูเฟยฮวาเล็กน้อย แม้จะไม่
พอใจที่ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ใช้เวลาร่วมกับนาง
“เฮ่อ!! เกือบไปแล้ว” เยว่ฉีถอนหายใจโล่งอก ไม่คิดว่าทางสำนักจะใช้
กำแพงเป็นตัวล่อให้ผู้เข้าทดสอบจดจ่ออยู่กับการข้ามกำแพงไปให้ได้ จนลืมนึก
ไปว่าความจริงแล้วกำแพงอาจจะมีพื้นที่สำหรับให้ข้ามผ่าน
และหากหยุดคิดสักนิดจะรู้ว่า ในคำพูดของสตรีไม่ทราบที่มา มีคำใบ้ซ้อน
อยู่
เป็นการบอกเป็นนัยไปในตัวว่า ต้องผ่านกำแพง ไม่ใช่ ข้ามกำแพง มิน่าเล่า
ถึงได้สร้างกำแพงสูงเสียดฟ้า
“เยว่ฉีเจ้าเก่งมาก” เสินเทียนเอ่ยชม ตอนนี้พวกเขาก็ผ่านด่านทดสอบมา
ได้แล้ว
“ภรรยาเก่งมาก” เยว่ฉียิ้ม นางเข้าใจได้ว่าหานลั่วอี้เองก็คงจะมองอุบายใน
คำพูดนั้นออก แต่เลือกจะไม่พูด บางทีคงเพราะต้องการให้นางเป็นคนแสดง
ฝีมือ
หลังอยู่ด้วยกันมานาน ทำให้เข้าใจนิสัยใจคอเขามากขึ้น และส่วนที่ชัดเจน
ที่สุดคือ หานลั่วอี้มักจะให้นางเป็นคนเสนอความคิดเห็นและทำตาม ทว่าหากมี
ครั้งใดที่นางไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง ชายหนุ่มจะยื่นมือเข้ามาช่วย
สิ่งนี้คือความใส่ใจในแบบของเขา และเยว่ฉีก็ไม่ได้ไม่ชอบ
ความรู้สึกคล้ายว่าเราสามารถครอบครองคนรักได้ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่
ความรู้สึกน่ายินดีหรือ?