ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 70 พิธีต้อนรับศิษย์ใหม่ ตอนต้น
“เสินเทียนลูกทำได้!!”
หลังเท้าเหยียบบนบันไดขั้นที่หนึ่งพัน น้ำเสียงตื่นเต้นระคนยินดีพลันดังขึ้น
ไม่ไกล เมื่อหันไปก็พบครอบครัวเสิน และครอบครัวเฟิงกำลังเดินเข้ามาใกล้
ใบหน้าพวกเขาประดับรอยยิ้มกว้าง
“หลานปู่ เก่งมาก ไม่คิดว่าเจ้าจะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง!!” เสินฟู่หมิงภูมิใจ
ในตัวหลานชาย ยิ้มหน้าบานไม่หยุด ยกมือตบไหล่เบา ๆ หลายที
“ท่านปู่ ต้องยกความดีความชอบให้เยว่ฉีขอรับ นางสามารถหาเส้นทาง
มายังอีกฝั่งของกำแพงได้” เพราะการทดสอบของสำนักถูกเก็บเป็นความลับ
ทำให้คนด้านนอกไม่รู้ว่าแต่ละครั้งผู้เข้ารับการทดสอบต้องผ่านการทดสอบ
แบบใด
รู้เพียงว่าการทดสอบของสำนักเซียนหลงนั้นไม่ง่าย
ผู้เข้าร่วมการทดสอบในแต่ละปี หากไม่ผ่านการทดสอบความทรงจำ
เกี่ยวกับการทดสอบจะถูกลบทิ้งทั้งหมด ส่วนคนที่ผ่านมาได้ต้องให้สัตย์ว่าจะไม่
บอกวิธีการทดสอบกับคนนอก หากบอกออกไป จะต้องรับผลจากการะทำของ
ตนให้ได้
เพราะทางสำนักจะเล่นงานผู้ทำผิดกฎอย่างถึงที่สุด
เมื่อนานมาแล้วมีคนอยากลองท้าทายอำนาจของสำนัก ผลปรากฏว่า ไม่
เพียงถูกขับไล่ออกจากสำนัก ยังถูกทำลายปราณกำเนิด ไม่สามารถฝึกปราณได้
อีกตลอดชีวิต ส่วนครอบครัวและญาติถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ารับการทดสอบของ
สำนัก อีกทั้งยังถูกเรียกเงินตามความเสียหายที่สำนักได้รับก้อนโต
ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงการทดสอบให้คนนอกได้รู้อีก
สาเหตุที่สำนักศึกษาเซียนหลงยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้ เพราะเป็นสำนักศึกษา
เพียงสำนักเดียว ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับดินแดนระดับสูง
“มาถึงก่อนไม่นาน จะดีใจอันใดหนักหนา” เสียงเหน็บแนมดังขึ้นด้านหลัง
พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นเสียงของผู้อาวุโสตระกูลมู่
เสินฟู่หมิงหัวเราะในลำคอ เอ่ยเสียงเย็น
“ก็ยังดีกว่ายังไม่มา ไม่รู้ว่าเวลาที่เหลือจะสามารถก้าวผ่านบททดสอบได้
หรือไม่”
“นี่! เจ้าแช่งบุตรหลานข้าหรือ?”
เสินฟู่หมิงเหลือบสายตามอง
“ข้าเอ่ยชื่อแล้วหรือ? มีชื่อคนตระกูลเจ้าก่อนค่อยแสดงท่าทีเดือดร้อนก็ไม่
สาย”
“เจ้า คอยดูเถิด ถึงอย่างไรหลานข้าก็ต้องผ่านการทดสอบ!!”
“หลานเจ้าจะผ่านหรือไม่ผ่านการทดสอบก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอันใดกับข้า? ขอ
แค่หลานข้าผ่านการทดสอบเป็นพอ แถมตอนนี้ก็ผ่านมาได้แล้ว” ไม่ว่าเปล่า
เสินนฟู่หมิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างคนเหนือกว่า
เยว่ฉีไม่อยากจะเชื่อภาพตรงหน้า ผู้อาวุโสเสินที่มักจะยิ้มแย้มใจดีอยู่เสมอ
จะสามารถใช้คำพูดและแสดงท่าทางให้ผู้อื่นโมโหได้ เสินฟู่หมิงตรงหน้านางไม่
เหมือนเสินฟู่หมิงที่เคยรู้จักยามอยู่ในตระกูลเสิน
“หลานข้าก็ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเช่นกัน อีกไม่นานหลานข้าก็จะออก
มาแล้ว!”
“นั่นมันเรื่องของหลานเจ้า ไม่เกี่ยวกับข้า อยู่เงียบ ๆ ก็ดีอยู่แล้วเหตุใดถึง
ชอบสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น” เสินฟู่หมิงกล่าว
“เจ้าว่าข้าน่ารำคาญหรือ!!” มู่เหยียนกล่าว
“ท่านพ่อ พอเถิดขอรับเสินเทียนพึ่งผ่านการทดสอบมาเหนื่อย ๆ ให้หลาน
ไปพักผ่อนสักนิด” เสินอู๋ซิงรีบเข้ามาขวางเพราะกลัวเรื่องจะบานปลายไป
มากกว่านี้
ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะช่วยเหลือตระกูลมู่ แต่การมามีเรื่องกันหน้าสำนัก
ไม่ใช่เรื่องสมควรเท่าใด
“จริงด้วย หลานปู่คงเหนื่อยมาก มา ๆ มาพักก่อน” เสินฟู่ หมิงรีบพา
หลานชายไปพักยังจุดที่ได้เตรียมไว้
“พวกเจ้าสองคนก็มาด้วยกัน ข้าเตรียมของว่างไว้ให้แล้ว มานั่งพักก่อน”
“ขอบคุณผู้อาวุโส” สองสามีภรรยาเยว่หานกล่าวขอบคุณแล้วเดินตามหลัง
ไป
“ท่านพี่สองคนนั้นคงเป็นคนที่มู่หลินบอกกับพวกเรากระมัง” โจวลั่วเว่ยก
ล่าวกับมู่ฝานตง ชายสูงวัยมองตาม
เป็นบุรุษเก่งกล้าสามารถไม่น้อย ดูแล้วพรสวรรค์เองก็คงล้ำเลิศ ท่าทาง
อายุยังไม่เท่าใดกลับเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นแปดแล้ว อีกไม่นานคงก้าวไปถึงผู้ฝึก
ปราณขั้นเก้า
ชายสูงวัยมองพิจารณาจนดีแล้วจึงเดินไปหาบิดา
“ท่านพ่อ สองคนนั้นคือคนที่มู่หลินบอกกับพวกเราขอรับ”
“พ่อสังเกตเห็นแล้ว ภรรยาไม่ได้โดดเด่นเท่าใดนัก แต่คนข้างกายนางโดด
เด่นไม่น้อย หากในตระกูลมีคนเก่งกาจเช่นนี้เพิ่มขึ้นสักคนก็คงดี”
“จะทำอย่างไรต่อดีขอรับ”
“ตอนนี้ยังทำอันใดไม่ได้ มีแต่ต้องรอเท่านั้น”
“แต่ว่าท่านพ่อ หากตระกูลเสินสืบเรื่องเมื่อคราวนั้นบางที..” มู่เหยียนตวัด
สายตามองบุตร
“อย่าได้พูดขึ้นมาอีก ข้าจัดการเรื่องคราวนั้นเรียบร้อยแล้ว พวกนั้นไม่มี
ทางสืบสาวมาถึง”
“หากพวกเขาสงสัยพวกเรา”
“เจ้าไม่ต้องกังวล ไม่มีหลักฐานตระกูลเสินก็ทำอันใดมากไม่ได้ อีกอย่าง
พวกเขาไม่ได้สูญเสียคงจะยังไม่ทำอันใดที่ส่งผลต่อความมั่นคงของตระกูล”
“ลูกทราบแล้วขอรับ” มู่ฝานตงเอ่ยรับคำ
“มู่หลิน ลูกออกมาแล้ว”
ทั้งสองคนละสายตาหันไปทางบันได หลังได้ยินเสียงโจวลั่วเว่ย
“หลานปู่ เก่งมากจริง ๆ” มู่เหยียนก้าวเร็ว ๆ เข้าไปรับหลานชายที่สภาพ
ไม่สู้ดีเท่าใดนัก
“ท่านปู่ หลานทำสำเร็จแล้วขอรับ” มู่หลินรีบยืดอกรับคำ กลบ
เกลื่อนความเหนื่อยล้าจากการทดสอบอันยาวนาน
“นั่น..ไม่ใช่แม่นางจูหรือ? เหตุใดถึงมาพร้อมกันได้เล่า” มู่ เหยียนมี
ความรู้สึกดี ๆ ให้สตรีตรงหน้า หากตระกูลจูและตระกูลมู่สามารถเกี่ยวดองกัน
ได้ สองตระกูลจะต้องแข็งแกร่งจนสามารถกดข่มตระกูลเสิน ซึ่งถือเป็นเสี่ยนตำ
ใจของตระกูลมู่
“ท่านปู่ ข้ากับน้องเฟยฮวาบังเอิญเจอกันขอรับ และได้มีโอกาสหาทางผ่าน
บททดสอบสุดท้ายมาด้วยกัน”
“ดี ดี รุ่นราวคราวเดียวกันช่วยเหลือกัน ย่อมส่งผลให้สนิทสนม” มู่เหยียน
อารมณ์ดีมาก พูดดีติดกันหลายครั้ง “พบเจอกันล้วนเป็นเรื่องของโชควาสนา
พวกเจ้าสองคนทำความรู้จักกันไว้ย่อมถือเป็นเรื่องดี”
“ฮวาเอ๋อร์ออกมาแล้วหรือลูก” เสียงหวานของสตรีดังขึ้นด้านหลัง จูเฟ
ยฮวาที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดแทรกตอนไหนดี ฉีกยิ้มกว้างหลังได้ยินเสียงมารดา
“ท่านแม่!!” นางแสดงออกว่าดีใจ ก่อนจะหันไปหาท่านผู้เฒ่ามู่
“ข้าจูเฟยฮวาขอตัวไปหาครอบครัวก่อนนะเจ้าคะ” มู่เหยียนอดรู้สึก
เสียดายไม่ได้ แต่ก็ยอมพยักหน้า จะยึดลูกผู้อื่นที่กำลังเหนื่อยล้าก็ดูจะไม่เหมาะ
เท่าใดนัก
“ไปเถิด ไว้ว่าง ๆ มาเที่ยวตระกูลมู่บ้าง”
“หากผู้น้อยว่างจะไปเจ้าค่ะ” จูเฟยฮวายกมือทำความเคารพก่อนจะหัน
หลังเดินไปหามารดา
“ผู้เฒ่ามู่ยินดีด้วยที่คุณชายมู่ผ่านการทดสอบ” หม่าอิงอิงเอ่ยขึ้น จะให้นาง
เดินกลับไปโดยไม่ทักทายผู้อาวุโสก็ดูไม่ดีเท่าใดนัก แม้ตระกูลจูกับตระกูลมู่จะมี
การแข่งขันกันอย่างลับ ๆ ทว่าก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน
“ยินดีกับคุณหนูจูเช่นกันที่ผ่านการทดสอบ” ทั้งสองตระกูลพูดคุยกันไม่กี่
ประโยค หม่าอิงอิงก็พาตัวบุตรสาวไปหาสามีและพ่อสามี
เสินฟู่หมิมองสีหน้าเบิกบานของมู่เหยียน ในใจรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย จึงหัน
ไปพูดกับหลานชายว่า
“เสินเทียนมิใช่ว่าแม่นางจูชื่นชอบหลานหรือ? แล้วเหตุใดถึงได้เกาะติด
กับมู่หลิน”
เสินเทียนมองท่านปู่แล้วเอ่ย “ท่านปู่หากนางเปลี่ยนใจไปชอบมู่หลินย่อมดี
ต่อหลาน หลานไม่ชอบสตรีผู้นั้นขอรับ”
“เหตุใดถึงไม่ชอบ ปู่ว่าสตรีผู้นั้นก็ไม่เลว เกิดในตระกูลดีไม่ต่างจากตระกูล
เสิน”
เสินเทียนถอนหายใจ
“ท่านปู่ ข้าไม่ชอบสตรีนิสัยเช่นนาง นางทั้งจู้จี้ เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจ
ความรู้สึกผู้อื่น”
เขารักผู้หญิงที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป และไม่ฟังความคิดเห็น
ของคู่ชีวิตไม่ได้ นางที่อาจจะโมโหทุกครั้งหากเขาเข้าใกล้สหายที่เป็นสตรี
ผู้หญิงแบบนั้นแค่คิดว่าต้องใช้ชีวิตร่วมกันก็ปวดหัวไปก่อนแล้ว
ดูอย่างตอนเขาเข้าใกล้เยว่ฉี นางยังโมโหและคาดคั้นจะเอาคำตอบทั้งที่
ไม่ได้เป็นอะไรกัน
หากจะมีคู่ชีวิตเขาก็อยากจะได้แบบเยว่ฉี ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจ
เช่นเดียวกับสตรีข้างกายหานลั่วอี้ก็ได้ ขอแค่เป็นคู่ชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็
พอ
คิดแล้วก็เผลอเหลือบตามองสตรีข้างกายหานลั่วอี้ ก่อนจะได้รับสายตา
เยือกเย็นกลับมา
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ภรรยาโอบเอวคนเข้าหา แสดงออกชัดเจนว่านาง
คือคนของเขา
เสินเทียน…ข้าไม่ได้ต้องการภรรยาเจ้า !! ข้าเพียงแค่อิจฉาที่เจ้ามีภรรยา
คู่คิด
ชายหนุ่มได้แต่คิดและร้องไห้เงียบ ๆ ในใจ
สิ้นสุดการทดสอบ ผู้ที่สามารถผ่านกำแพงสูงใหญ่ขึ้นมาถึงขั้นหนึ่งพัน จาก
จำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบนับหมื่นคนนั้น มีไม่ถึงหนึ่งพันคน ดูจากสายตา
น่าจะประมาณหกถึงเจ็ดร้อยคนเท่านั้น ทำให้รู้เลยว่าการทดสอบนั้นยากเย็น
เพียงใด
“เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหลาย วันนี้พวกเจ้าได้แสดงให้เหล่าอาจารย์ได้เห็นแล้ว
ว่า พวกเจ้าเหมาะสมกับการเป็นศิษย์ของสำนักเซียนหลง คืนนี้ขอให้พวกเจ้า
พักผ่อนกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้พวกเจ้าต้องตื่นกันตั้งแต่เช้า และมารวมตัวกันบน
ลานหลังบานประตู”
เหนือประตูขึ้นไป มีเหล่าผู้อาวุโสสวมชุดคล้ายคลึงกันยืนอยู่บนนั้น พวก
เขาทุกคนแผ่กลิ่นอายน่านับถือออกมา กวาดตามองศิษย์ใหม่ที่สามารถก้าว
ผ่านความลำบากมาถึงปลายทางได้สำเร็จ แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะ
หลังจากก้าวเข้าไปในสำนัก ยังมีเรื่องราวอีกมากให้พวกเขาได้เผชิญ
พอคำพูดของผู้อาวุโสคนนั้นจบลง ประตูซึ่งปิดสนิทมาตลอดทั้งวันพลัน
เปิดออก ทำให้มองเห็นความโอ่อ่าใหญ่โตของสำนัก มองเห็นลานกว้างขนาด
ใหญ่ที่พอก้าวพ้นประตูก็จะเหยียบเป็นอันดับแรก
“จากนี้พวกเจ้าจะสามารถไต่ขึ้นไปเป็นผู้สุดยอดอย่างที่หวังได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเจ้า ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะพยายามให้สมความตั้งใจ”
พูดจบชายผู้นั้นก็วาดแขนครั้งหนึ่ง ปรากฏป้ายขนาดกว้างหนึ่งชุ่นยาวส
องชุ่นลอยมาตรงหน้าศิษย์ใหม่ บนป้ายเขียนชื่อและลำดับของพวกเขา และ
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าใต้ลำดับมีตัวอักษรเขียนว่า ยี่สิบ
“นั่นคือป้ายประจำตัวของพวกเจ้า ซึ่งได้มีการระบุชื่อและลำดับของพวก
เจ้าเอาไว้ ตอนนี้พวกเจ้าถือเป็นศิษย์ใหม่ ลำดับยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับเหล่า
ศิษย์พี่ หากอยากอยู่ในสูงขึ้นพวกเจ้าต้องพยายามให้มาก เอาละ เรื่องต่อจากนี้
จะมีการอธิบายให้พวกเจ้าเข้าใจทีหลัง วันนี้แยกย้ายไปพักผ่อนได้ แล้วอย่าลืม
พรุ่งนี้ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) พวกเจ้าจะต้องมารวมตัวกันที่ลาน
ด้านหน้า”
“รับทราบขอรับ”
ผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดยกมือทำความเคารพผู้อาวุโส ผู้อาวุโสเหล่านั้น
กวาดตามองลงมาพร้อมพยักหน้ายิ้ม ๆ อย่างพึงพอใจ
“ขอให้พวกเจ้าโชคดี” แล้วประตูสำนักก็เปิดลงทันทีที่ร่างด้านบนหายไป
“กลับบ้านกันพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า”
ทุกคนพยักหน้าแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน