ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 72 พิธีต้อนรับศิษย์ใหม่ต้อนปลาย
ความอลหม่านวุ่นวายเกิดขึ้นภายในพื้นที่ถูกปิดกั้น ศิษย์พี่หลายคนเริ่มใช้
พลังความสามารถเข้าประมือกับศิษย์น้อง
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าคือคนที่ต้องการเป็นที่หนึ่งงั้นหรือ? อาจจะไม่ง่ายอย่าง
ที่คิด” ชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินตรงมาทางหานลั่วอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
มุ่งร้ายและมั่นใจ ทั้งที่ร่างกายใหญ่โตกลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว แตะ
เท้ากับเพื่อนเพียงครั้งเดียวก็สามารถเคลื่อนที่มาหยุดตรงหน้าทั้งสอง กำปั้น
หนัก ๆ ถูกซัดออกมา เขาใช้พลังปราณห่อหุ้มกำปั้นเพื่อให้แรงปะทะรุนแรงขึ้น
หานลั่วอี้ไม่กะพริบตาแม้เพียงนิด โคจรพลังไปที่ฝ่ามือตวัดมือขึ้นขัดขวาง
การโจมตี ลมสายหนึ่งกระจายออกไปเนื่องด้วยแรงกระแทกจากการปะทะกัน
ของคนทั้งสอง
เยว่ฉียกมือขึ้นบังสายลมหรี่ตามอง
ศิษย์พี่ร่างกำยำคนนั้นกระโดดถอยหลังขึ้นไปเหนือพื้นดิน และเริ่มซัดหมัด
พลังปราณใส่พวกเขาอีกหลายครั้ง
หานลั่วอี้ปกป้องภรรยาไว้ด้านหลัง ไปพร้อมกับตั้งรับการโจมตีทั้งหมด ทั้ง
ที่ต้องตั้งรับการโจมตีแต่สีหน้าและแววตากลับไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงจ้องชาย
ตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง
พอปลายเท้าชายร่างกำยำเหยียบลงบนพื้น ก็พุ่งเข้าใส่หานลั่วอี้อีกครั้ง
คราวนี้ในมือเขาปรากฏค้อนเหล็กขนาดใหญ่
“ในเมื่อเจ้าสามารถรับการโจมตีจากหมัดข้าได้ มาลองดูว่าจะสามารถรับ
การโจมตีจากสิ่งนี้ได้หรือไม่!!” ศิษย์พี่ง้างค้อนขึ้นสูงหวังฟาดใส่เป้าหมายสุด
แรง ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็หันหลังกลับมากอดเอวภรรยาแล้วกระโดดหลบ
ค้อนใหญ่ยักษ์ฟาดลงบนพื้นเกิดเสียงดังสนั่น ศิษย์พี่เมื่อเห็นว่าพลาดเป้าดึง
ค้อนกลับ และคิดจะเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
“ลั่วอี้ท่านไม่ต้องห่วงข้า ข้าช่วยเหลือตนเองได้” นางเป็นถึงนักหลอมโอสถ
ขั้นสี่ แม้พลังต่อสู้จะด้อยกว่าผู้ฝึกปราณขั้นเดียวกันเล็กน้อย แต่ก็พอจะใช้พลัง
หลบหลีกและช่วยเหลือตนเองได้
อาจารย์สอนการใช้พลังในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากใช้หลอมโอสถกับนาง
มาแล้ว รวมถึงใช้พลังทำให้ศัตรูหมดสติด้วย
“ภรรยา ข้าสัญญาแล้วว่าจะปกป้องเจ้าให้ดี” เยว่ฉีเงยหน้ามองชาย
ตรงหน้า
บุรุษผู้นี้เก่งในเรื่องทำให้หัวใจนางเต้นเร็วเสียจริง…ทำตัวให้เขาปกป้องอีก
สักนิดคงไม่เป็นไร
“ข้าเชื่อว่าท่านทำได้”
เขาหันหลังกลับไปแล้ว จังหวะเดียวกับที่ศิษย์พี่คนนั้นเล็งการโจมตีมาที่
พวกเขา
ครั้งนี้หานลั่วอี้ไม่ได้เอาแต่ตั้งรับอย่างเดียว หลังตั้งรับการโจมตีและสะท้อน
กลับไปได้ เขาก็เริ่มใช้คาถา สร้างดาบลมนับยี่สิบเล่มขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะสั่ง
ให้พุ่งเข้าใส่ชายร่างกำยำ
อีกฝ่ายหลบหลีกการโจมตีไปมา พร้อมใช้ค้อนปัดป้องการโจมตีที่หลบไม่
พ้น
“ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่ ข้านึกว่าเจ้าจะเก่งกาจมากกว่านี้เสียอีก”
“ท่านพูดจริงหรือ?” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก สร้างดาบขึ้นมาในมือ จังหวะ
เดียวกับที่อีกฝ่ายพุ่งตัวเข้ามาหวังจะใช้ค้อนโจมตี
ฉับ!!
ดาบในมือถูกตวัดขึ้นหนึ่งครั้ง ผ่าค้อนเหล็กยักษ์ออกเป็นสองส่วน
ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีจังหวะตั้งตัว หานลั่วอี้หมุนตัวกระโดดเตะกลางท้อง
อย่างจัง ส่งผลให้ร่างกำยำกระเด็นออกไปปะทะเข้ากับม่านอาคม
ศิษย์พี่คนนั้นกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งก่อนหมดสติไป
ป้ายประจำตัวของเขาลอยมาหาหานลั่วอี้ เขามองดูแผ่นป้าย มีแต้มอยู่ด้าน
ในไม่น้อย
มิน่าถึงได้มีท่าทีอวดเก่ง
เยว่ฉีขยับเข้าไปใกล้ มองจำนวนแต้มในป้าย พยักหน้าเอ่ยเสียงเบา
“ถือว่าไม่เลวเลย” หานลั่วอี้ยื่นป้ายมาให้นาง
“ท่านเก็บไว้ ของท่าน”
“ของข้าก็คือของของภรรยา” ชายหนุ่มจริงจังยามเอ่ยประโยคนี้ เยว่ฉีทำ
อะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับป้ายมา
การจะถ่ายโอนแต้มต้องเอาป้ายทั้งสองมาแตะกันหรือเปล่านะ แล้วใช้พลัง
ปราณดึงแต้มออกมา
โอ๊ะ ได้จริงด้วย!?
เยว่ฉีลองคิดและทำตามที่เคยอ่านมาในหนังสือ แต้มจากป้ายของศิษย์พี่
อวดดีคนนั้นก็ถูกถ่ายโอนมายังป้ายของนาง
ดูเหมือนจะต้องใช้พลังของคนที่ต้องการดึงแต้มเป็นตัวนำทางแล้วคิดถึง
จำนวนที่ต้องการ
พอป้ายถูกดึงออกไปแล้ว ตัวป้ายก็ลอยกลับไปหาเจ้าของ
การประมือระหว่างศิษย์ใหม่ศิษย์เก่ายังคงดำเนินต่อไป ผ่านไปสักพัก เสิน
เทียนที่ไม่รู้ว่าหายไปที่ไหนตั้งแต่แรก ก็มารวมกลุ่มกับสองสามีภรรยาเยว่หาน
และได้ช่วยกันประมือกับเหล่าศิษย์พี่
เยว่ฉี สตรีเพียงคนเดียวถูกปกป้องอยู่ตรงกลาง
การกระทำของบุรุษทั้งสองเรียกความสนใจจากผู้คนโดยรอบ ทำให้มีศิษย์
พี่หลายคนพุ่งเป้ามาที่นาง
“คิดว่าข้าเป็นเพียงลูกพลับนิ่มหรือไง” เยว่ฉีถอนหายใจ กระจายพลังจิต
ออกไปรอบกายประมาณหนึ่งจั้ง เมื่อใดก็ตามที่มีคนเหยียบลงบนพื้นที่
ตรวจสอบ นางจะใช้พลังจิตเข้าไปรบกวนจิตของคนผู้นั้นและทำการโจมตีให้
เสียหลัก ทำให้จังหวะการโจมตีผิดเพี้ยน หลังจากนั้นบุรุษทั้งสองจะเข้าจัดการ
ต่อ
เริ่มแรกทั้งสามคนไม่ค่อยเข้าขากันเท่าใดนัก แต่พอเวลาผ่านไป ก็สามารถ
เคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะจู่โจมของเยว่ฉี
การที่นางเป็นจุดสนใจทำให้พวกเขาสามารถเก็บแต้มได้ไม่น้อย หลังผ่าน
ไปประมาณครึ่งชั่วยาม จำนวนคนในม่านพลังลดลง จนเหลือไม่ถึงยี่สิบคนแล้ว
“พวกเจ้าถือว่ามีความสามารถไม่น้อยจริง ๆ ” ศิษย์พี่คนหนึ่งกล่าวเยินยอ
สภาพเขายดูดีไม่น้อย ทั้งที่ผ่านการต่อสู้มาเนิ่นนาน
ฝั่งศิษย์ใหม่เหลือเพียง เสินเทียน เยว่ฉี หานลั่วอี้ มู่หลิน และสตรีไม่ทราบ
ชื่อท่าทางซื่อ ๆ คนหนึ่ง นางหันมามองเยว่ฉีก่อนจะยิ้มให้
“ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องยอมแพ้แล้ว” พูดจบก็พุ่งตัวเข้าใส่พวกเขาทันที
หานลั่วอี้ขยับมายืนปกป้องเยว่ฉี สีหน้าซึ่งเรียบเฉยอยู่เสมอเปลี่ยนเป็น
เคร่งเครียด ราวกับว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะสามารถต่อกรได้ง่ายเหมือนที่
ผ่านมา
“ดูเหมือนเจ้าจะปกป้องสตรีผู้นั้นน่าดู ศิษย์น้องเจ้ารู้หรือไม่ว่า การมีคู่หู
อ่อนแอถือเป็นบาป”
คำพูดชายหนุ่มทำเยว่ฉีรู้สึกแย่ นางรู้ว่าเมื่อเทียบกับสามีนางยังถือว่า
อ่อนแอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาดูถูกนางได้
“สามี จัดการให้เต็มที่ข้าจะทำให้เขาพูดไม่ออก”
“ภรรยาไม่ต้องกังวล ข้าจะสั่งสอนคนที่กล้ามาว่าเจ้าอ่อนแอให้ได้รู้ซึ้ง”
สิ้นสุดคำพูดทั้งสองก็เข้าปะทะกัน คนอื่น ๆ ที่เหลือก็กำลังประมือกับศิษย์
พี่คนอื่น ๆ
ตอนนี้หากดูที่จำนวน จะเห็นว่าศิษย์ใหม่กำลังเสียเปรียบ
เสินเทียนถูกศิษย์พี่สองคนเข้าประกบซ้ายขวา เยว่ฉีจึงละความสนใจจาก
สามีหันไปให้ความช่วยเหลือ ถึงพลังจะน้อยกว่าอีกฝ่าย แต่แค่ดึงความสนใจ
นางทำได้
“เสินเทียนหลบออกไป” ชายหนุ่มเข้าใจทันที กระโดดขึ้นสูงให้พ้น
ระยะทางโจมตีทางจิต เยว่ฉีใช้โอกาสที่อีกฝ่ายชะงัก ซัดพลังเข้าโจมตีจิต ทำให้
ทั้งสองคนมึนงง
“นักหลอมโอสถ นางเป็นนักหลอมโอสถ!!” หนึ่งในสองคนที่ได้สติ เอ่ยเสียง
ดังลั่น
“ต้องจัดการนางก่อน แต่ห้ามทำให้บาดเจ็บสาหัส” คนที่ประมือกับหานลั่ว
อี้เอ่ยสั่งการ
อย่างที่รู้กันว่านักหลอมโอสถนั้นมีค่ามาก ทำให้ผู้ฝึกปราณหลายคน
ต้องการสนิทสนมด้วย หากสนิทสนมกับคนที่สามารถทำยาช่วยชีวิตได้ ย่อม
หมายความว่าชีวิตของคุณปลอดภัยขึ้นหลายส่วน
“บ้าเอ๊ย!! ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมบุรุษสองคนนั้นถึงปกป้องนางมาก
ขนาดนั้น”
นักหลอมโอสถที่โจมตีจิตได้ สามารถพลิกหน้ากระดานการต่อสู้ได้เลย
“ทำให้นางสลบแล้วค่อยจัดการคนที่เหลือ!!” ชายที่ต่อสู้พัวพันอยู่กับ
หานลั่วอี้คงจะเป็นหัวหน้าของศิษย์พี่เหล่านี้
พวกเขาทำตามคำพูดของชายคนนั้นอย่างเชื่อฟัง ทิ้งคู่ต่อสู้ในมือและหันมา
ให้ความสนใจเยว่ฉี
บ้าเอ๊ย!! ถึงนางจะสามารถใช้พลังโจมตีจิตของคู่ต่อสู้ได้ แต่เพราะใช้มานาน
แล้วพลังที่มีจึงเหลือน้อยเต็มที หากเข้ามาพร้อมกันเป็นสิบคนนางไม่มีทาง
รับมือได้แน่
วิธีมองว่าใครเป็นผู้ฝึกปราณหรือนักหลอมโอสถ หากมองจากการโจมตีนั้น
ง่ายมาก เพราะนักหลอมโอสถสามารถโจมตีจิตได้ แตกต่างจากผู้ฝึกปราณที่
สามารถโจมตีได้เพียงทางกายภาพ
“เสินเทียนปกป้องนางให้ดี ข้าขอเวลาเพียงสองเฟิน”
“หึ เจ้าคิดว่าจะสามารถจัดการข้าได้ ในเวลาเท่านี้จริงหรือ?” ชายตรงหน้า
แสยะยิ้ม เลียมุมปาก
สตรีผู้นั้นสำคัญต่อชายผู้นี้มาก ทั้งยังเป็นถึงนักหลอมโอสถอีกด้วย
รู้สึกอยากได้ขึ้นมาเสียแล้วสิ
“ความคิดไม่เหมาะสมของเจ้า ข้าในฐานะศิษย์น้องคงต้องสั่งสอนให้รู้ผิด
ถูก” เสียงเย็นเยียบดังเข้าหูชายหนุ่ม พอสบเข้ากับดวงตาสีรัตติกาลก็ทำเอาตัว
เย็นเฉียบ
บรรยากาศรอบกายชายผู้นี้อันตรายกว่าเมื่อสักครู่มาก!!
ชายผู้ได้ชื่อว่าศิษย์พี่เป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นเก้า ทำให้หานลั่วอี้เสียเวลาอยู่กับ
เขานานมาก แต่เมื่ออันตรายกำลังคืบคลานเข้าใกล้ภรรยา เขาจึงจำเป็นต้อง
ระเบิดพลังออกมาโจมตี
ทั้งสองคนประมือกันอย่างดุเดือด ผ่านไปเกือบร้อยกระบวนท่าในที่สุดฝ่าย
ศิษย์พี่ก็เริ่มมีท่าทีเพลี่ยงพล้ำ
เจ้านี่เป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปดมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดหลังปะทะกับตนถึงยังดู
เหมือนไม่เป็นอะไรเลย
“ศิษย์พี่ข้าคงต้องขอให้ท่านยอมแพ้แล้ว”
“เหอะ คิดว่าทำได้ก็ลองดู”
เข็มสายลมนับพันเล่มปรากฏขึ้นล้อมพวกเขาทั้งคู่ หานลั่วอี้ใช้ตนเองเป็น
ตัวล่อ พุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย พยายามทำให้เขาเสียสมาธิ และใช้โอกาสเพียงชั่ว
พริบตาสั่งการให้เข็มนับพันพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย
“เหอะ เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ หากเจ้าโจมตีข้า เจ้าเองก็จะบาดเจ็บไป
ด้วย”
“ท่านคิดเช่นนั้นจริงหรือ?” พลังสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากด้านล่างก่อนจะตรึง
เขาไว้
เป็นแส้สายลม
หานลั่วอี้รู้ว่าสิ่งนี้กักขังอีกฝ่ายได้ไม่นาน แต่ไม่เป็นไร แค่เพียงนิดเดียวก็
เพียงพอแล้ว
ทันทีที่อีกฝ่ายถูกตรึงเขาก็ใช้ก้าวสายลมหลบออกมารอบนอกรัศมีการ
โจมตี เข็มสายลมนับพันพุ่งเข้าใส่ศิษย์พี่คนนั้นอย่างจัง
แม้จะไม่ถึงชีวิต แต่ก็บาดเจ็บจนไม่สามารถต่อสู้ต่อไปได้
ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเขาทรุดลงบนพื้นก่อนจะหมดสติไป
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจว่าเขาจะบาดเจ็บมากน้อยแค่ไหน หลังยึดป้ายมาได้
แล้ว ก็หันหลังพุ่งเข้าไปช่วยเหลือเสินเทียน
เยว่ฉีเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้น หลังรู้สึกกดดันเพราะต้องรับมือกับคน
มากมายในเวลาเดียวกัน
นางไม่เคยต่อสู้มาก่อน ถึงจะถูกฝึกเรื่องการต่อสู้มาแล้ว แต่เวลาฝึกกับใช้
งานจริงย่อมแตกต่างกัน ต้องขอบคุณการประลองครั้งนี้ทำให้นางสามารถ
ควบคุมพลังได้ดีขึ้น
หานลั่วอี้กลับมาแล้ว ระหว่างนั้นผู้หญิงท่าทางซื่อ ๆ ที่ส่งยิ้มให้เยว่ฉีก็เข้า
มาช่วยเหลือ มีเพียงมู่หลินเท่านั้นที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย
ไม่นานหลังจากหานลั่วอี้กลับมา พวกเขาก็สามารถจัดการศิษย์พี่ที่เหลือจน
หมด
ปิดฉากการต่อสู้ระหว่างศิษย์เก่าศิษย์ใหม่