ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 75 หอค้าสัตว์อสูร
พักเรื่องรายชื่อผู้แข็งแกร่งเอาไว้ก่อน ตอนนี้ทั้งสี่คนกำลังเดินดูรอบ ๆ
สำนักว่ามีสถานที่ใดเหมาะแก่การไปหมกตัวฝึกวิชาบ้าง
และได้รู้ว่าแต้มสำคัญมากจริง ๆ ต่อการใช้ชีวิตในสถานศึกษา แค่ค่าเข้าใช้
หอหนังสือยังต้องใช้ถึงสองแต้มต่อวัน แถมหนังสือด้านในหากเกี่ยวกับวิชาฝึก
ปราณขั้นสูง พืชวิญญาณระดับสูง วิธีหลอมโอสถระดับสูงก็ต้องใช้แต้มในการ
ซื้อมาอ่าน เรียกได้ว่าทุกอย่างในสำนักต้องใช้แต้ม จึงสรุปได้ว่าการมีแต้มมาก
หมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
และพอเดินมาถึงห้องแรงโน้มถ่วงก็ต้องตกใจ เพราะค่าเข้าห้องแรมโน้ม
ถ่วงอยู่ที่สี่แต้มต่อวัน แพงกว่าหอหนังสือถึงเท่าตัว หลังสอบถามศิษย์แถวนั้นดู
ก็ได้รู้ว่า ห้องแรงโน้มถ่วงจะช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย รวมถึงสามารถ
ทำให้ฝึกปราณได้เร็วขึ้นแม้จะไม่เท่าห้องพลังปราณก็ตาม
เดินดูมาหลายที่ เยว่ฉีบอกได้คำเดียวว่า สุดยอด การใช้ชีวิตในสถานศึกษา
คงไม่มีทางน่าเบื่อ ยกเว้นก็แต่ว่าจะไม่สามารถหาแต้มมาสนองความสุรุ่ยสุร่าย
ของตนเอง
“เจ้าอยากไปดูหอค้าสัตว์อสูรก่อนใช้หรือไม่?” เสินเทียนเอ่ยถาม
“ใช่ ข้าอยากจะรู้ว่ามีสัตว์อสูรมากน้อยแค่ไหนให้เลือกซื้อ”
“เจ้ามีเงินหรือ?” เสินเทียนเอ่ยถามพร้อมยกยิ้มมุมปาก
เยว่ฉีเหล่ตามอง คล้ายเข้าว่าสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการอยากจะรู้คืออะไร
เสินเทียนไม่ได้อยากรู้ว่าเงินในมือนางมีมากน้อยแค่ไหน เขาต้องการอยาก
รู้ว่า หินที่ซื้อมาวันนั้นมีของดีขนาดไหนต่างหาก แต่นางไม่คิดจะบอก ทำทีเป็น
ไม่เข้าใจแล้วเอ่ย
“เงินที่ได้เมื่อตอนนั้นยังพอมี” สีหน้าอีกฝ่ายถึงกับหมองลง เยว่ฉีถึงกับ
หลุดขำ
คนทั้งสี่เดินอยู่นานก่อนจะมาถึงหอค้าสัตว์อสูร พอเงยหน้ามองในจำพลัน
รู้สึกว่า ยิ่งใหญ่มาก!!
หอห้าสัตว์อสูรใหญ่โตมาก แสดงความโอ่อ่าออกมาอย่างชัดเจน หน้าประตู
ทางเข้ามีศิษย์ของสำนักทั้งเก่าและใหม่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย
ตัวหอสูงประมาณสิบจั้ง พอก้าวขาเข้าไปก็เห็นว่ามีศิษย์มากมายกำลังเดิน
ดูสัตว์อสูรตัวเล็ก ๆ กันอยู่
“ยินดีต้อนรับสู่หอค้าสัตว์อสูร” ใบหน้ายิ้มแย้มของศิษย์ผู้หนึ่งเดินเข้ามา
ทักทาย พอมองดูผ้าคาดเอวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นศิษย์พี่
“ศิษย์พี่ท่านทำงานอยู่ที่หอค้าสัตว์อสูรหรือ?” เยว่ฉีเอ่ยถาม
“ใช่ เจ้าต้องการสัตว์อสูรแบบใด หากเป็นลูกสัตว์อสูรจะอยู่ที่หนึ่งหมื่นถึง
หนึ่งแสนตำลึง เพราะยังไม่ได้รับการฝึกมากมายเท่าใด สัตว์อสูรโตขึ้นมาหน่อย
จะอยู่ที่ห้าหมื่นตำลึงถึงสองแสนตำลึง สัตว์อสูรโตเต็มวัยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่
สองแสนตำลึงเป็นต้นไป”
ได้ยินราคาแล้วหัวใจพลันเต้นแรง เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเหตุใดคนธรรมดาถึง
เอื้อมไม่ถึง แค่ราคาเริ่มต้นยังแพงมาก
“แต่หากเจ้าเดินดูแล้วยังไม่มีสัตว์อสูรถูกใจ อยากจะลองเสี่ยงดวง ทางหอ
ค้าสัตว์อสูรยังมีไข่สัตว์อสูรให้เจ้าได้เลือกซื้อ ขอบอกก่อนว่าราคาไม่ถูก เพราะ
ไข่สัตว์อสูรนั้นหายาก อีกทั้งไข่ที่ได้มาก็ไม่รู้ว่าเป็นไข่สัตว์อสูรชนิดใด ราคาจึง
อยู่ที่ห้าหมื่นตำลึงต่อไข่สัตว์อสูรหนึ่งใบ”
ศิษย์พี่กล่าวพร้อมมองสี่หน้าคนทั้งสี่ หากยังไม่พอใจเขาคงช่วยอะไรไม่ได้
แล้ว นอกจากบอกให้ทั้งสามคนลองไปค้นหาสัตว์อสูรที่ต้องการที่ภูเขาหลัง
สำนัก
“ศิษย์พี่ข้าขอเดินดูก่อนได้หรือไม่? ข้าอยากได้สัตว์อสูรที่หน้าตางดงาม
และแข็งแกร่ง เรื่องราคาข้าไม่เกี่ยง” นาน ๆ จะเจอศิษย์ใจใหญ่เช่นนี้ เขา
ถึงกับยิ้มกว้างออกมา
หากขายสัตว์อสูรราคาสูงได้ แต้มที่เขาจะได้คงไม่น้อย
เงินนะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แถมฐานะทางบ้านก็ไม่แย่ สิ่งสำคัญสำหรับการใช้
ชีวิตในสำนักเซียนหลงคือแต้ม
“เช่นนั้นเชิญศิษย์น้องที่ชั้นบน”
หอค้าสัตว์อสูรมีทั้งหมดห้าชั้นแต่ละสัตว์จะมีสัตว์อสูรระดับต่าง ๆ วางขาย
ยิ่งชั้นสูงราคาสัตว์อสูรก็จะสูงตามไปด้วย
ตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไปจะมีไข่สัตว์อสูรวางขายอยู่กลางชั้น พร้อมผู้ดูแลความ
ปลอดภัย
ทั้งสี่คนเดินวนไปมาระหว่างชั้นสามถึงห้า แต่ก็ไม่มีสัตว์อสูรตนใดถูกใจเยว่
ฉี หวานเว่ยซื้อสัตว์อสูรเด็กมาตัวหนึ่ง เมื่อโตเต็มวัยมีความเป็นไปได้ว่าจะ
สามารถกลายเป็นสัตว์อสูรระดับนายพล สัตว์อสูรที่หวานเว่ยซื้อมาคือ อสรพิษ
เผือกหกหงอนความสามารถของมันคือสามารถพ่นควันพิษ ควันพิษจะทำให้
ร่างกายศัตรูเชื่องช้า และหากสูดดมมากเกินไปก็จะตาย นอกจากควันพิษยัง
สามารถพ่นพิษที่สามารถกัดกร่อนร่างกายศัตรูจนไม่เหลือกระทั่งกระดูก
ราคาเจ้าตัวเล็กวัยสองเดือนอยู่ที่หนึ่งแสนตำลึง แต่หากสามารถเลี้ยงให้โต
ได้ ราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะสัตว์อสูรระดับนายพลเทียบได้กับผู้ฝึกปราณ
ขั้นปรมาจารย์
“ถูกใจมากใช่หรือไม่?” เสินเทียนเอ่ยถามหวานเว่ย หญิงสาวที่ในมือกอด
ลูกงูสีขาวท่าทางซื่อ ๆ ตัวหนึ่งเงยหน้ามอง พร้อมพยักหน้ายิ้ม ๆ ปล่อยให้เจ้างู
น้อยเลื้อยขึ้นมาบนไหล่ หัวเล็ก ๆ ผงกขึ้นถูไถแก้มของนางก่อนจะนอนแหมะ
อยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง
ท่าทางน่ารักมาก แต่สำหรับเยว่ฉียังคงรู้สึกกลัวอยู่นิด ๆ
ในเมื่อไม่มีสัตว์อสูรตนใดถูกใจ เยว่ฉีจึงเดินไปดูไข่สัตว์อสูรแทน หากมีไข่
สัตว์อสูรวิ่งเข้ามาหานางเหมือนหานลั่วซานบ้างคงจะดีไม่น้อย
พอคิดมาถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงเด็กน้อยไม่ได้ ห่างกันไม่เท่าใดก็คิดถึงอีกแล้ว
“ภรรยาอยากดูไข่สัตว์อสูรหรือ?”
“อืม ข้าอยากดูว่ามีไข่ที่เหมาะกับข้าหรือไม่” หานลั่วอี้พยักหน้า เดินตาม
เงียบ ๆ
เสินเทียนพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา เขายังไม่ได้ซื้อสัตว์อสูรเพราะไม่มีสัตว์อสูรที่
ถูกใจ หลังได้ยินหญิงสาวเอ่ย จึงรู้สึกสนใจขึ้นมา
“เจ้าสัมผัสอะไรได้หรือไม่?” เสินเทียนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ หาก
ความสามารถของเยว่ฉีสามารถตรวจสอบสัตว์อสูรได้คงจะดีไม่น้อย
หญิงสาวเข้าใจขึ้นมาทันที แผ่พลังจิตออกไปลองตรวจสอบดู จากนั้นหันมา
ส่ายหน้า
เสินเทียนอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ หากสามารถใช้พลังจิตตรวจดูได้คงดีไม่น้อย
เมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ เยว่ฉีจึงเลือกที่จะหยิบขึ้นมาดูทีละใบ หัวคิ้ว
พลันขมวดขึ้นมา เมื่อรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง แผ่วเบา แต่ไม่แข็งแกร่ง
พร้อมรายละเอียดบางอย่างปรากฏขึ้นมาในหัว…
ไข่ในมือถูกวางลงและไข่อีกใบก็ถูกหยิบขึ้นมา นางทำเช่นนี้กับไข่ทุกใบบน
แท่นวางไข่ ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสี่และทำแบบเดียวกันกับชั้นสาม และเมื่อ
จะขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า ศิษย์พี่ที่คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วย
น้ำเสียงติดหงุดหงิดเล็กน้อย
“ศิษย์น้องเจ้าจะซื้อหรือไม่? หากไม่ข้าจะได้ไปดูแลศิษย์คนอื่น” เยว่ฉีหัน
มายิ้มให้ ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจใด ๆ ทั้งนั้น
“ศิษย์พี่หากท่านไม่ว่าง สามารถไปดูแลศิษย์คนอื่นได้ ในหอค้าสัตว์อสูรมี
ศิษย์พี่คนอื่นมากมายคอยดูแลอยู่ ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะลักขโมย” เมื่ออีก
ฝ่ายพูดมาเช่นนี้ ศิษย์พี่อย่างเขาจึงขอตัวไปดูแลศิษย์คนอื่น ๆ
เยว่ฉีมองตามไม่ได้สนใจเท่าใดนัก และเดินขึ้นไปชั้นห้า
“เจ้าทำอะไรอยู่หรือ?” เสินเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางหยิบไข่
ขึ้นมาดู บางครั้งก็จะยิ้ม บางครั้งก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็เผยท่าทางสงสัย แต่ไม่
พูดอะไรออกมา และพอมาถึงชั้นห้า สีหน้าเยว่ฉีกลับเบิกบานมากกว่าสองชั้น
แรก
“เดี๋ยวก็รู้ เจ้าอยากได้สัตว์อสูรแบบใด”
“แข็งแกร่ง องอาจ ปราดเปรียว หากเป็นสัตว์อสูรหายากจะยิ่งดี” เยว่ฉี
พยักหน้า หยิบไข่ขึ้นมาส่งให้เสินเทียน
นางตรวจสอบไข่หมดทั้งสามชั้นแล้ว และสัมผัสถึงไข่ที่เหมาะกับเสินเทียน
ใบหนึ่งพอดี
“ใบนี้ ของเจ้า” เสินเทียนรับมา มองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของนาง ในใจเกิด
ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น คาดหวัง และประหม่า
“ลั่วอี้ของท่านใบนี้” นางเดินไปหยิบไข่อีกใบให้สามี ส่วนตนเองเดินไป
หยิบใบที่ดูน่าเกลียดขึ้นมาใบหนึ่ง
“ใบนี้ของข้า”
หลายคนมองมาด้วยความอยากรู้ มีไม่กี่คนที่ซื้อไข่สัตว์อสูร เพราะการจะ
ได้สัตว์อสูรที่ต้องการนั้นมีความเป็นไปได้ยากมาก หลายคนจึงไม่คิดจะเสี่ยง
การที่คนทั้งสามเลือกซื้อไข่สัตว์อสูรจึงกลายเป็นจุดสนใจ
ทั้งสามคนเดินไปจ่ายเงินสำหรับไข่ทั้งสามใบ ให้ศิษย์พี่ที่เฝ้าดูไข่สัตว์อสูร
อีกฝ่ายถึงกับยกยิ้มเพราะเงินจำนวนนี้สามารถแลกแต้มได้มากทีเดียว
“ข้าฟักไข่ได้เลยหรือไม่?” เสินเทียนเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ สีหน้า
อยากรู้และคาดหวัง อยากจะรู้ว่าสัตว์อสูรในไข่ใบนี้คือสัตว์อสูรชนิดใด
“ตามใจเจ้า” พอได้ยินว่ามีคนจะฟักไข่สัตว์อสูร ศิษย์หลายคนถึงกับหยุด
การเลือกดูสัตว์อสูร แล้วหันมามองพวกเขา