ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 78 ความอันตรายของหุบเขา
“ไม่มีใครคิดจะทำแผนที่หุบเขาหลังสำนักเลยหรือ หากทำออกมาขายคง
ได้เงินไม่น้อย” เสียงบ่นอุบอิบของเยว่ฉีทำทั้งสามคนหันมามอง
คนบ่นมองซ้ายมองขวาสบตาคนที่มองมา หรือจะบอกว่าไม่จริง เดิน
ทางเข้าป่ามาประมาณสองเค่อ ยังไม่รู้เลยว่าต้องไปทางไหนดี ไม่แปลกที่นาง
เกิดความคิดนี้ขึ้นมา หากมีแผนที่การเดินทางในป่าก็ง่ายแล้ว
“เจ้าคิดว่าจะมีใครใจดีบอกที่ซ้อนของดี ๆ ให้ผู้อื่นหรือ” เสินเทียนเอ่ย
เยว่ฉีคิดตามแล้วพยักหน้า “ก็จริง พวกเขาคงจะเก็บไว้ไม่บอก จากนั้นก็มา
เก็บเองทีหลัง”
“แต่หากทำไว้เองก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ? คราวหน้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก จะได้มี
เป้าหมายชัดเจน”
“เส้นทางแค่นี้จำเอาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้แผนที่”
“จะจริงหรือ? หากเกิดดวงไม่ดีถูกสัตว์อสูรตามล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน
เจ้าจะมีกะจิตกะใจมาจดจำเส้นทางหรือ?”
สิ้นสุดเสียง สัตว์อสูรบนบ่าเสินเทียนและหวานเว่ยพลันมีปฏิกิริยาขึ้นมา
สัตว์อสูรของหวานเว่ยมีท่าทีหวาดกลัว ในขณะที่สัตว์อสูรของเสินเทียนลุกขึ้นขู่
ไปยังทิศทางหนึ่ง
“เสินฮว่ามีอะไรหรือ?”
“หวานตู่เจ้าเป็นอะไรไป”
ทั้งสองคนเอ่ยถามสัตว์อสูร สัตว์อสูรที่ทำสัญญาแล้วจะสามารถสื่อสารกับ
เจ้าของผ่านทางความคิดได้
“เสินฮว่าบอกว่ามีบางอย่างกำลังมา”
“หวานตู่บอกว่าน่ากลัวต้องรีบหนี”
สิ้นสุดคำพูด แรงสั่นสะเทือนไม่รู้ที่มาที่ไปพลันขยับเข้ามาใกล้ กว่าจะรู้ตัว
เจ้าสิ่งนั้นก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน
เกิดเงาสีดำขนาดมหึมาปกคลุมคนทั้งสี่
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะดวงซวยกันแล้วละ” เสินเทียนเงยหน้ามองยักษ์
ใหญ่ตรงหน้า ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ
“กรรร!!” เสียงคู่คำรามจากหมาป่าเพลิงผลาญไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัว
“เสินฮว่าเจ้ายังเด็กนัก!!” เสินเทียนจับสัตว์อสูรของจนเอาไว้แน่น
“ภรรยา หนี!!” หานลั่วอี้พุ่งเข้าไปอุ้มเยว่ฉี แล้วทั้งสามคนก็หันหลังวิ่งหนี
เจ้ายักษ์ที่อยู่ด้านหลัง
แม้ว่าชายหนุ่มจะแข็งแกร่งเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นแปด แต่ก็ไม่สามารถ
เอาชนะสัตว์อสูรร่างยักษ์ที่กำลังไล่ตามหลังมา
สัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายกบตัวใหญ่ยักษ์ ดวงตาเรียวรีน่ากลัว ฟันแหลมคม
เต็มปาก และเกล็ดที่แข็งราวหินผา เคลื่อนที่ได้รวดเร็วแตกต่างจากร่างกาย
ใหญ่โต แม้จะรวดเร็วแต่กบยักษ์ตัวนี้กระโดดไม่ได้เพราะน้ำหนักตัวที่มาก
เกินไป ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวแผ่นดินมักสั่นสะเทือน
กบยักษ์ตัวนี้สามารถใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน มุดไปมาเพื่อมองหาเยื่อ และเมื่อพบ
แล้วจะขึ้นมาจัดการและจับกิน มันมีชื่อว่า กบทลายผา
สัตว์ชนิดนี้แข็งแกร่งแถมยังเป็นศัตรูคู่แค้นกับหมาป่าเพลิงผลาญ เพราะ
หมาป่าเพลิงผลาญโตเต็มวัยจะชื่นชอบกินกบทลายผาเป็นอาหาร ส่วนกบ
ทลายผาก็จะกินลูกหมาป่าเพลิงผลาญกินเป็นอาหาร
เสินฮว่าจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบไปตามสายเลือด แต่ด้วยยังเป็นเพียงทารกทำ
ให้ไม่สามารถต่อกรด้วยได้
อีกทั้งเจ้ายักษ์ที่ตามไล่หลังพวกเขามายังเป็นสัตว์อสูรระดับนายพล
“บ้าเอ่ย!! ชีวิตจะซวยขนาดนี้ได้ยังไงกัน” เสินเทียนกล่าว
“สนุกออกไม่ใช่หรือ” เยว่ฉีกล่าว
นางมองผ่านไหล่สามีไปด้านหลัง เจ้าสิ่งนั้นทั้งใหญ่โตและน่าหวาดกลัว
นางเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน ทั้งยังตกตะลึงกับภาพที่เห็น
สี่ขาใหญ่ยักษ์สามารถทำลายต้นไม้ให้ล้มระเนระนาด กลายเป็นเส้นทาง
ทอดยาว ลำตัวใหญ่โตกวาดสิ่งกีดขวางออกไปจนหมด สัตว์อสูรที่ระดับพลัง
น้อยกว่าต่างหนีตาย เกิดเป็นความวุ่นวายไปทั่วบริเวณ
“เจ้ายังมีอารมณ์สนุกอยู่หรือ? พวกเรากำลังจะตายกันแล้ว!!”
“ไม่ใช่ว่ามีแผ่นเคลื่อนย้ายอยู่หรือ? หากหนีไม่พ้นแล้วจริง ๆ ตอนนั้นก็ใช้
เสีย” หานลั่วอี้เอ่ยดักทางเสินเทียน เขาจะไม่ยอมให้สหายมาทำลายอารมณ์ดี
ๆ ของภรรยา
เสินเทียน “…”
ถึงกับพูดไม่ออก
ระหว่างนั้นเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในหัวเยว่ฉี
‘ลูกศิษย์เจ้านั้นเป็นยาชั้นดี ฆ่ามันแล้วเอาหัวใจมา’
‘อาจารย์ท่านล้อพวกข้าเล่นหรือ? แค่หนียังเต็มกลืนจะเอาอะไรไปสู้’
‘จุดอ่อนของกบทลายผาอยู่ใต้ท้อง ทำให้มันบาดเจ็บเสียแล้วเจ้าจะ
สามารถล้มมันได้’
‘พูดง่ายเหลือเกิน ท่านคงไม่ได้คิดจะฆ่าศิษย์ของตนใช่หรือไม่?’
‘ข้าควรให้เจ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับสัตว์อสูรมากกว่านี้ ไม่ใช่ให้เจ้าอ่านแต่
หนังสือพืชวิญญาณ’ น้ำเสียงโมโหกึ่งไม่พอใจของอาจารย์ทำหญิงสาวยกยิ้ม
ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ไม่รู้ทำไม พอได้ยินเสียง
อาจารย์นางมักจะรู้สึกว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้
‘หัวใจกบทลายผาระดับนายพล สามารถช่วยให้สามีเจ้าก้าวผ่านขึ้นมาเป็น
ผู้ฝึกปราณขั้นเก้าระดับดับกลาง’
‘ท่านอาจารย์ท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ข้าจะได้รีบบอกสามีข้า แต่ว่านะ
ท่านอาจารย์ ถึงจะไม่ใช้หัวใจกบทลายผา สามีข้าก็สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้ฝึก
ปราณขั้นเก้าได้’
‘หัวใจกบทลายผาขายได้ไม่ต่ำกว่าสิบล้านตำลึง!!”
‘ขอบคุณท่านอาจารย์ที่บอกกล่าวเจ้าค่ะ’ น้ำเสียงตอบกลับเต็มไปด้วย
ความตื่นเต้นยินดี
ผู้อาวุโสหมิง ‘…’
เยว่ฉีไม่ได้สนใจว่าตอนนี้อาจารย์จะรู้สึกเช่นไร รีบเอ่ยกับสามีว่า
“เสินเทียนอาจารย์บอกว่าหัวใจกบทลายผาขายได้ไม่ต่ำกว่าสิบล้านตำลึง
พวกเราต้องการเงินในมือพอดี ท่านคิดว่าจะสามารถจัดการได้หรือไม่?”
“อาจารย์บอกเช่นนั้นเพราะรู้ว่าสามารถจัดการเช่นไรใช้หรือไม่?” เขาไม่
ตอบแต่เลือกจะเอ่ยถาม
“ใช่ ท่านอาจารย์บอกว่า จุดอ่อนของกบทลายผาอยู่ใต้ท้อง”
“เข้าใจแล้ว”
ทั้งสองคนพูดคุยกันและหลบการโจมตีจากด้านหลังไปด้วย ลิ้นยาวขนาด
ใหญ่ตวัดออกมาจากปาก มันมักจะใช้ลิ้นโจมตีศัตรู และหากร่างกายสัมผัส
หนามแหลมคมบนลิ้น พิษที่เคลือบอยู่บนหนามแหลมจะทำให้เป้าหมายเป็น
อัมพาตชั่วขณะ
“ให้ตายเถอะ มันจะตามพวกเราไปถึงเมื่อไหร่” เสินเทียนเริ่มสบถด่า
ใบหน้าเขามีเหงื่อผุดผายจากการวิ่งหนี ทั้งต้องกระโดดหลบต้นไม้ที่ถูกโยนมา
ฝ่ามือที่ตะปบลงมา ไหนจะลิ้นของเจ้ายักษ์ด้านหลังอีก
ตอนนี้สถานการณ์เรียกได้ว่าวิกฤติสุด ๆ
“เสินเทียนจัดการเจ้ายักษ์นั่นซะ ข้าจะแบ่งเงินให้เจ้า!!” เสียงเยว่ฉี ทำชาย
หนุ่มตกตะลึง
“หา!! เจ้าคิดว่าพวกเราจะจัดการมันได้จริง ๆ หรือ? ”
“เชื่อข้า”
มองสายตาแน่วแน่ของนาง ก็ได้แต่ต้องพยักหน้าตกลง “เอาวะ เป็นไงเป็น
กัน หากท่าไม่ดีข้าจะใช้แผ่นเคลื่อนย้ายนะ”
“ได้ เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่พาเจ้าไปตายแน่!!”
ทั้งสามคนเลิกหลบหนี หยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันมาเผชิญหน้ากับพี่ใหญ่
กบทลายผาเองก็หยุดแล้ว มันหลุบตามองเหยื่อ ใช้สายตาดูถูกมองพวกเขา
“ให้ตายเถิด ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้รับสายตาเยาะเย้ยจากสัตว์อสูร” เสิน
เทียน
“บอกแผนเจ้ามา ก่อนที่มันจะจับพวกเรากิน” เขากล่าวขึ้นมาอีกประโยค
ตุม!!
ทั้งสามคนกระโดดหลบการโจมตีขึ้นไปเกาะบนต้นไม้
“ข้าจะให้หานลั่วอี้ทำให้มันเสียสมดุล จากนั้นเจ้าโจมตีไปที่ดวงตาซะ แล้ว
ให้หานลั่วอี้ปิดท้ายใช้ดาบวายุโจมตีใต้ท้อง”
“จะได้ผลจริง ๆ ใช้ไหม”
“ขอแค่เข้าไปใต้ท้องได้ก็พอ จุดอ่อนมันอยู่ตรงนั้น”
“เข้าใจแล้ว”
“แล้วข้า?” หวานเว่ยก็อยากช่วยด้วยเหมือนกัน นางไม่อยากเป็นคนเดียว
ในกลุ่มที่ได้แต่รออยู่เฉย ๆ
“หวานเว่ยเจ้าถนัดพลังธาตุใด”
“ข้าถนัดธาตุดิน”
“เช่นนั้นเปลี่ยนแผน หลบก่อนเร็ว!!”
กบทลายผากระทืบพื้นและตะปบผ่าเท้าลงมาเพื่อหาพวกเขา
“เช่นนั้นเจ้าทำให้มันเสียสมดุล โจมตีไปที่ฝ่าเท้าและใต้ท้อง เสินเทียนทำ
ตามแผนเดิม หานลั่วอี้โจมตีครั้งสุดท้าย”
“ข้าจะคอยก่อกวนสมาธิของมันเอง”
“เข้าใจแล้ว เราจะล้มเจ้านี่ได้จริงใช่ไหม” เสินเทียนยังคงไม่แน่ใจ
“ข้าไม่แน่ใจ แต่คิดว่ามีความเป็นไปได้ แม้มันจะเป็นระดับนายพล แต่
เพราะเป็นสัตว์อสูรที่ไม่มีสติปัญญา อาจจะจัดการง่ายกว่าผู้ฝึกปราณขั้น
ปรมาจารย์”
“เข้าใจแล้ว”
แม้ความจริงแล้ว หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริง ๆ ท่านอาจารย์จะยื่นมือ
ออกมาช่วยก็ตาม
“เริ่มทำตามแผนได้”
“ภรรยาระวังตัวด้วย”
“ท่านไม่ต้องห่วง อาจารย์จะออกมาช่วยข้า” ชายหนุ่มถึงได้พยักหน้า แล้ว
เริ่มรวบรวมพลัง เยว่ฉีใช้พลังจิตลบการมีอยู่ของตนออกไป ซ้อนตัวหลังโขดหิน
ไม่ไกลจากกบทลายผา
ทั้งสามคนที่เหลือเริ่มทำตามแผน หวานเว่ยออกไปเป็นตัวล่อ เข้าไปอยู่ใน
สายตาพร้อมร่ายคาถาไปด้วย เมื่อถึงจุดที่คุยกันหญิงสาวก็หันหน้ากลับมา
ประกบมือทั้งสองข้างลงบนพื้นดิน ทำให้พื้นดินใต้ตัวกบทลายผายุบลงครึ่งหนึ่ง
พื้นที่ไม่เท่ากันทำให้ร่างกายใหญ่โตเสียหลัก เสินเทียนใช้โอกาสนี้เข้าโจมตี
ที่ดวงตาทั้งสอง ทำเอากบทลายผาร้องคำรามออกมาด้วยความโมโห
ไม่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหน จุดอ่อนของสัตว์อสูรส่วนมากก็มักจะอยู่ที่
ดวงตา
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หานลั่วอี้ซึ่งเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วใช้ก้าวสาย
ลมเข้าไปประชิดใต้ท้องกบทลายผา ในมือชายหนุ่มมีพลังปราณสายหนึ่งถูกบีบ
อัด ก่อนจะแปลงสภาพให้กลายเป็นดาบเล่มยาวแล้วตวัดขึ้นจากด้านล่าง
‘พลังเจ้านั่นยังไม่พอ!!’
แม้จะบอกว่าเป็นจุดอ่อน แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถผ่าให้ขาดได้โดยง่าย เมื่อ
ดาบพลังปราณฟันทะลุผิวหนังด้านนอก ตัวดาบก็หยุดลง พลังของเขาไม่
เพียงพอจะตวัดขึ้นไปถึงจุดตาย
‘เยว่ฉีอนุญาตให้ข้าใช้ร่างเจ้า’
เยว่ฉีไม่อิดออด ปล่อยกายให้อาจารย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของตน
ผู้อาวุโสหมิงรีบเข้าไปแทนที่ ใช้พลังปราณพุ่งเข้าไปช่วยเหลือศิษย์ ประทับ
ฝ่ามือลงบนไหล่ เอ่ยเสียงเชิงสั่งการ
“ตวัดดาบของเจ้าขึ้นไป ข้าจะส่งพลังให้”
“ขอรับ” เขาเก็บอาการตกใจเอาไว้ รีบทำตาม
พลังที่เกือบจะสลายไปแล้วถูกเติมเต็มอีกครั้ง ชายหนุ่มใช้พลังกำลังที่มี
ทั้งหมดทุ่มลงไปในดาบ ใช้สองมือตวัดดาบขึ้นไปจนถึงจุดกักเก็บลูกแล้วพลัง
ปราณ
ผ่าลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ออกเป็นสองส่วน
เสียงกรีดร้องจากความเจ็บปวดดังสนั่นไปทั่วป่า สัตว์อสูรมากมายที่มี
พละกำลังน้อยกว่า ล้วนตกตะลึงวิ่งหนีกันวุ่นวาย
“เก็บหัวใจแล้วออกไปจากตรงนี้เสีย อีกไม่นานนักล่าที่เก่งกาจมากกว่าจะ
มาแล้ว” กล่าวจบร่างกายเยว่ฉีพลันทรุดลงกับพื้น
หานลั่วอี้รีบเข้าไปประคองภรรยาไว้ในอ้อมกอด
ต้องรับพลังมากมายขนาดนั้นไม่แปลกที่ภรรยาจะหมดสติไป
หานลั่วอี้สัมผัสถึงพลังที่ถูกส่งออกมาได้ พลังนั้นสูงกว่าผู้ฝึกปราณขั้นเซียน
อาจารย์ท่านเป็นใครกันแน่
แม้จะสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของอาจารย์ ทว่าตอนนี้เขามีสิ่งที่สำคัญ
กว่าต้องทำ
หานลั่วอี้ตวัดสายตามองกบทลายผา ใช้แหวนมิติเก็บซากศพเข้าไป หันไป
สั่งการคนทั้งสอง
“รีบหนีออกไปจากตรงนี้ เสียงดังจะเรียกตัวอันตรายมา”
ทั้งสองพยักหน้ารับคำ พร้อมสายตาเป็นห่วงที่ส่งมายังร่างในอ้อมกอด
“เยว่ฉีไม่เป็นอะไร นางเพียงสลบไปเพราะใช้พลังเกินตัว” คนทั้งสองจึง
ยอมพยักหน้า
คล้อยหลังคนทั้งสี่ สัตว์อสูรที่มีพละกำลังมากกว่าและอันตรายมากกว่าก็
เดินทางมาถึง มันสูดดมกลิ่นที่หลงเหลืออยู่แล้วเคลื่อนไหวตามหลังพวกเขาไป
เล่ม 4 ตอนที่ 79 เส้นพลังชีวิตใต้ดิน
“จะเอายังไงต่อ? จะออกไปเลยหรือว่าจะอยู่ต่อ” เสินเทียนเอ่ยถาม
ท่าทางดูอิดโรย
ไม่ใช่แค่เสินเทียน ทั้งสามคนต่างมีสภาพอิดโรยไม่ต่างกัน ทั้งที่ใช้พลังไป
ไม่กี่ครั้ง แต่เพราะคู่ต่อสู้มีพละกำลังมากกว่าหลายขุม ยามร่ายคาถาจึงต้องใช้
พลังมากกว่าปกติ
หานลั่วอี้ก้มมองคนในอ้อมกอด ภรรยายังคงไม่ได้สติ ทว่าลมหายใจเข้า
ออกสม่ำเสมอของนางทำให้เขาเบาใจ รวมถึงคำพูดสุดท้ายของภรรยา
“ออกไปกันก่อน”
เสินเทียนพยักหน้า หยิบแผ่นเคลื่อนย้ายออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ใช้งาน
แผ่นเคลื่อนย้ายในมือพลันร่วงลงพื้น
เงามหึมาเคลื่อนขึ้นปกคลุมคนทั้งสาม สหายตรงหน้ากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่
ร่างกายแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง
สิ่งที่อยู่ด้านหลังน่ากลัวและแข็งแกร่ง ถึงขั้นที่เขาพึ่งจะจับสัมผัสได้เมื่อมัน
เข้ามาใกล้แล้ว ชายหนุ่มส่งชายตาให้เสินเทียน สื่อสารกันผ่านสายตา
อีกฝ่ายพยักหน้าเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
หวานเว่ยหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบไปแล้ว
หานลั่วอี้ผินหน้ากลับไปมอง ลิ้นยาวสองแสกแลบเข้าออก ตวัดขึ้นลงราว
กับกำลังตรวจหาเป้าหมาย ดวงตาเรียวรีน่าหวาดกลัว นัยน์ตาสีแดงคล้ายถูกผ่า
ครึ่งหดลงเล็กน้อย ชูคอขึ้นสูงเหลือบตาลงมอง
ยามร่างกายยาวสีฟ้าขยับ เกล็ดทั่วทั้งตัวจะกระพือตั้งแต่ส่วนลำคอลงไปให้
ความรู้สึกน่าขนลุกไม่อยากเข้าใกล้
“หนี !!!!”
เสียงสั่งการของหานลั่วอี้กระตุ้นหวานเว่ยซึ่งนิ่งค้างไปให้ขยับ หญิงสาวหัน
หลังวิ่งหนีอสรพิษสองหัวโตเต็มวัยระดับแม่ทัพ
“จะมีใครดวงซวยเท่าพวกเราอีกไหม !!ข้าอยากจะรู้จริง ๆ”
“เสินเทียนพูดให้น้อยแล้วก้าวขาให้ทัน”
ร่างกายยาวใหญ่ช่วยให้อสรพิษสองหัวเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างรวดเร็ว
มันเคลื่อนไหวตามหลังคนทั้งสาม สายตาสีแดงชาดจ้องมองเป้าหมายผ่าน
นัยน์ตาสีแดง
อรพิษสองหัวใช้แผงคอที่ขยับขึ้นลงในการตรวจจับศัตรู ใช้สายตาที่
สามารถตรวจอุณหภูมิร่างกายที่ต่างกันเพื่อหาอาหาร และใช้ร่างอันใหญ่โตรัด
เหยื่อให้ตาย ก่อนจะกินเข้าไปในคำเดียว
หรือไม่ก็กลืนลงคอทั้งที่ยังมีชีวิต
คนทั้งสามพยายามหนีให้พ้นจากการไล่ล่าของราชาแห่งการบีบรัด พอคิด
จะใช้แผ่นเคลื่อนย้ายก็ไม่มีจังหวะให้ใช้ได้เลย เจ้าสัตว์ร้ายด้านหลังไม่ปล่อย
โอกาสให้พวกเขาได้ใช้
อสรพิษสองหัวตวัดหางโจมตี ปล้องหางทั้งสิบถูกถอดออกจากตัว
เปลี่ยนเป็นอาวุธคมกริบจู่โจมเหยื่อ
ทั้งสามคนกระโดดหลบการโจมตีจากด้านหลัง มีหันไปโต้ตอบบ้างเป็น
บางครั้ง เพื่อให้สัตว์อสูรชะงัก จะได้หาโอกาสหลบหนีได้สะดวก
ผ่านไปประมาณสองเค่อ ทั้งสามยังคงวิ่งหนีพร้อมมองหาช่องทางหลบหลีก
ทั้งที่ปกติควรจะถูกโจมตีและกลายเป็นอาหารไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าทำไม่พวก
เขาถึงยังมีชีวิตอยู่ ราวกับว่ามัน…กำลังรอให้อาหารพร้อมและมีรสชาติอร่อย
มากที่สุด ก่อนจะกินเข้าไป
“เจ้าบ้านั่น อึก!!กำลังเล่นกับพวกเรา!” เสินเทียนเอ่ยเสียงหอบหนัก แรงที่
มีใกล้จะหมดแล้ว หากยังไม่มีโอกาสหนีไปอีก ต่อจากนี้อาจจะเหลือเพียงชื่อ !!
“เลี้ยวซ้าย” หานลั่วอี้เอ่ยเสียงเรียบ
ชายหนุ่มไร้ซึ่งความหวาดกลัวบนใบหน้า พร้อมหาทางหนีออกไปอย่าง
ปลอดภัยด้วยกัน
สิ่งสำคัญสำหรับชายหนุ่มไม่ใช่ชีวิตของตน แต่เป็นคนในอ้อมกอด
หลังอุ้มภรรยาหลบหนีการไล่ล่ามาได้สักพัก เขาก็มองเห็นพืชวิญญาณชนิด
หนึ่งที่สัตว์อสูรไม่ว่าตนใดล้วนเกลียดชังและไม่อยากเข้าใกล้
ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้ายักษ์ด้านหลัง
“เจ้านั่นเหมือนจะเคลื่อนที่ช้าลง?” เสินเทียนจับความผิดปกติได้ในเวลาไม่
นาน หลังเคลื่อนไหวตามทิศทางที่สหายบอก
“ในถ้ำ ตรงนั้น!!” หวานเว่ยวซึ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น นางชี้มือไปยังปากถ้ำ
ซึ่งมีพืชวิญญาณสีม่วงส่องประกายอันตรายออกมา
เสินเทียนพลันเข้าใจทันที รีบเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนไหว ใช้พลังเฮือก
สุดท้ายพุ่งตรงไปยังปากถ้ำ
หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี…ชายหนุ่มพึมพำกับตนเอง
อสรพิษสองหัวเห็นว่าเป้าหมายกำลังจะหนีไปได้ก็พิโรธ มันส่งเสียงร้อง
แสบแก้วหูออกมา เร่งจังหวะเลื้อยคลานให้เร็วขึ้นหวังจัดการทั้งสี่คน
นั่นคืออาหาร อาหารที่มันบ่มเพาะมาอย่างดี และกำลังจะอร่อยได้ที่ !!
อีกแค่นิดเดียว นิดเดียวเท่านั้น
สิ่งที่อสรพิษสองหัวใจวัดว่าอาหารจะอร่อยที่สุดเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับจังหวะ
การเต้นของหัวใจ
ยิ่งหัวใจเต้นแรงอาหารก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้น และเมื่อหัวใจของอาหารเต้น
เร็วจนถึงขีดสุด รสชาติของอาหารจะอร่อยที่สุด
แต่ตอนนี้มันกับทำอย่างใจนึกไม่ได้ เมื่ออาหารกำลังเข้าไปใกล้ตำแหน่งที่
มันไม่อาจย่างกรายเข้าไป
เสียงร้องโมโหของสัตว์ร้ายระดับแม่ทัพ สร้างความวุ่นวายภายในป่าได้
มากกว่ากบทลายผาหลายเท่า สัตว์อสูรตัวเล็กตัวน้อยร้องแรกแหกกระเชอวิ่ง
หนีกันให้วุ่นวาย
ทั้งสามคนเคลื่อนไหวเข้าใกล้ถ้ำเข้าไปทุกทีแล้ว ยมทูตที่ชื่อว่าสัตว์อสูรก็ไล่
หลังตามมาติด ๆ
และเมื่อเข้าใกล้มากพอ ปากใหญ่พร้อมฟันแหลมคมสองเล่มอ้าออก หวัง
จะงับชายหนุ่มเข้าไป
หานลั่วอี้ใช้วิชาก้าวสายลมหลบการโจมตี และก่อนที่จะถูกงับเข้าไปในปาก
ร่างกายก็เข้าสู่เขตที่สัตว์ร้ายเข้ามาไม่ได้ ส่วนปากที่สัมผัสถูกอาณาเขตอันตราย
กัดกินวิญญาณของมันจนต้องถอยหนี ส่งเสียงร้องเจ็บปวดออกมา
อสรพิษสองหัวโมโหมาก ปากกว้างอ้าออกส่งเสียงไม่พอใจ แต่ไม่สามารถ
ทำอะไรได้ มันวนเวียนเลื้อยไปมารอบ ๆ ทั้งสี่คน ตวัดสายตาสีแดงจ้องมองราว
กับต้องการกลืนกินเข้าไปเสียตอนนี้
เสินเทียนขนลุกซู่ ชายหนุ่มถึงกับยกมือขึ้นลูบแขนทั้งสองข้าง
“แค่คิดวภาพเข้าไปอยู่ในปากก็ทำเอาขนลุกขนพองไปหมดแล้ว ยังดีที่
สามารถรอดมาได้”
“ถือว่ายังมีโชคอยู่บ้าง ตอนวิ่งหนีข้ารู้สึกกดดันมาก พอหนีมาได้กลับรู้สึก
สนุก แถมพลังปราณก็คล้ายจะสูงขึ้น” หวานเว่ย กล่าว
พอได้ยินหญิงสาวพูดขึ้นมาเสินเทียนก็ตรวจสอบร่างกายตนเองและพบว่า
เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด
“จริงด้วย เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ !?” เขาทั้งตกใจ ประหลาดใจ และดีใจไป
พร้อม ๆ กัน
เข้ามาในดินแดนอันตรายยังไม่ถึงวัน พลังกลับเพิ่มขึ้นจนสามารถสัมผัสได้
ทันที แบบนี้ต้องเรียกว่าโชคหล่นทับแล้ว !!
เสินเทียนผู้ต้องการคำตอบหันไปมองสหายทันที เขาใช้สายตาประมาณว่า
ข้าคิดว่าเจ้าต้องรู้ มองหานลั่วอี้
ชายหนุ่มถอนหายใจไม่กล่าวอะไร อุ้มภรรยาเข้าไปในถ้ำ ไม่สนใจอีกฝ่าย
ส่วนอสรพิษสองหัว เมื่อเห็นว่าอาหารหายเข้าไปในถ้ำที่ตนไม่สามารถเข้า
ไปได้ก็ขู่คำรามออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเลื้อยตัวจากไป
เข้ามาในถ้ำ พลังซึ่งเคยเหือดแห้งเริ่มเพิ่มขึ้น จากตอนแรกที่คิดว่าจะ
ออกไปทันทีก็เปลี่ยนเป็นนั่งพักเสียก่อน ระหว่างนั้นเยว่ฉีก็ได้สติขึ้นมา
สิ่งแรกที่หญิงสาวมองหาคือสามี เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรมากจึงถอน
หายใจโล่งอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังอ่อนแรง
หานลั่วอี้รีบลุกขึ้นประคองภรรยา ด้วยกลัวว่านางจะทรุดลงพื้น
ดวงตาหญิงสาวที่เมื่อสักครู่ยังอิดโรยเปล่งประกายขึ้นมา
“ลั่วอี้ ดูเหมือนว่าด้านในจะมีของดี!” แม้จะยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่พลัง
วิญญาณเข้มข้นที่สัมผัสได้บอกให้นางรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นของดี
เสินเทียนมองมาด้วยความสงสัย ส่วนหวานเว่ยมองมาอย่างไม่เข้าใจ
เยว่ฉีเหตุใดถึงได้พูดจากแปลก ๆ
ลึกเข้าไปในถ้ำประมาณหนึ่งลี้ มีแผ่นหินขนาดประมาณสองจั้งวางอยู่กลาง
ถ้ำ ลักษณะของหินเรียบแบนคล้ายเบาะนั่ง อีกทั้งแผ่นหินตรงหน้ายังเป็นสีแดง
เพลิงคล้ายถูกเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา
“เยว่ฉีสิ่งนี้ !?” เสินเทียนมีท่าทีตกใจ เขาคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
และเมื่อได้ยินคำอนุญาตก็รีบวิ่งไปยืนบนหินทันที
ไม่ผิดแน่ ความรู้สึกนี้ !!
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร นั่งขัดสมาธิบนหิน เริ่มบำเพ็ญเพียร ผ่านไปหนึ่งเฟิน
จึงลืมตาขึ้น ดวงตาเสินเทียนเป็นประกายทว่าเลื่อนลอย เขาคล้ายคนสติหลุด
จากร่างไปแล้ว
หลังตั้งสติได้สายตาพลันจับจ้องที่เยว่ฉี เขาทะยานเข้ามาหาหญิงสาว แต่
กลับถูกของแข็งราวหินขวางกั้นไว้
“จะทำอะไร !!” น้ำเสียงกดต่ำและสายตาเย็นยะเยือกของสหายทำเขา
สะดุ้งโหยง ถอยหลังไปหลายก้าว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจกดความรู้สึกในอกให้
หายไป
“หานลั่วอี้ ภรรยาเจ้าค้นพบเส้นพลังใต้ดิน!!” สิ้นสุดเสียง ภายในถ้ำเงียบ
สนิท ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ